ครม.เห็นชอบยก ปอท. เป็น 'กองบัญชาการ' อนุมัติต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ห้ามชุมนุม

'ประยุทธ์' คุยกับกระทรวงเรื่องม็อบอาชีวะ ห่วงบานปลาย แต่ไม่ห้าม เป็นสิทธิพื้นฐานแต่อย่าละเมิด กม. พร้อมสั่งตั้ง คกก. สอบกรณี 'บอส กระทิงแดง' ครม. เห็นชอบยกระดับ ปอท. เป็น 'กองบัญชาการ' รับมืออาชญากรรมทางไซเบอร์ อนุมัติต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปลดล็อกห้ามชุมนุม อนุมัติงบกลาง 171.6 ล้านบาท แก้ปัญหาประมงผิด กม. ยกเคส 'บิลลี่' สั่งหน่วยงานเร่งพิจารณา กม. อุ้มหายฯ

'ประยุทธ์' คุยกับกระทรวงเรื่องม็อบอาชีวะ ห่วงบานปลาย แต่ไม่ห้าม เป็นสิทธิพื้นฐานแต่อย่าละเมิด กม.

29 ก.ค. 2563 วันนี้ เวลา 12.50 น.วันที่ 29 ก.ค.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษ์ภายหลังการประชุม ครม. ถึงการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา ซึ่งล่าสุดมีกลุ่มอาชีวะช่วยชาติ นัดชุมนุมปกป้องสถาบัน ในวันที่ 30 ก.ค.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเกรงจะเกิดเหตุม็อบชนม็อบ โดยยอมรับว่า

“เรื่องการชุมนุมผมก็เป็นห่วง ได้พูดไปกับทางตัวแทนคือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เรื่องอาชีวะศึกษา ขออย่ามาเคลื่อนไหวกันเวลานี้เลย มันจะทำให้เกิดมีสองฝ่ายกันขึ้นมา มันก็จะลุกลามบานปลายไปในวันหน้า มันก็จะกลับสู่ที่เดิมอีกนั่นแหละ ซึ่งเขารับปากว่า จะไม่ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ก็ต้องฝากไปถึงกลุ่มชุมนุมอีกข้างนึงด้วย ก็หาทางออกกันในสภาต่างๆ ก็มีช่องทางกันอยู่แล้ว เรื่องการชุมนุมผมก็ไม่ได้ห้าม ท่านก็ต้องไปขอตามกฎหมาย ท่านก็อย่าทำผิดกฎหมายก็แค่นั้นเอง จะถามว่าผมห่วงไหม ผมห่วงที่สุด เพราะเหล่านี้คือ บุคลากรของชาติ ในอนาคต เขามีแรงขับเคลื่อนสูง เพราะฉะนั้นก็ต้อง เข้าใจวิธีการกระบวนการต่างๆ ในการแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆก็แล้วแต่ เป็นสิทธิ์พื้นฐานของเขา แต่ต้องไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่ก้าวล่วงผู้อื่นนะครับ แล้วก็ไม่ไปใส่ร้ายในสิ่งที่ไม่บังควร ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลทุกคน ทุกฝ่ายให้ดีที่สุด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ขณะที่กลุ่ม ‘อาชีวะช่วยชาติ’ ได้ประกาศบนเฟสบุ๊คแฟนเพจว่า การที่อาชีวะช่วยชาติจะออกมาแสดงจุดยืนในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 14.00 น. ณ บริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอเน้นย้ำว่าไม่ใช่การชุมนุม แต่เป็นการแถลงจุดยืนเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากแถลงการณ์เสร็จทางกลุ่มอาชีวะช่วยชาติ จะร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมทั้งขอให้ทุกคนที่มาร่วมการแถลงการณ์ครั้งนี้ใส่แมสก์

 

'ประยุทธ์' สั่งตั้ง คกก. สอบกรณี 'บอส กระทิงแดง'

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องการพิจารณาคดีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทบริษัท กระทิงแดง ซึ่งอัยการเพิ่งมีความเห็นไม่สั่งฟ้องต่อศาล จนเกิดเสียงวิพากษ์-วิจารณ์จากประชาชน ด้าน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) ก็ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้เช่นกัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวแก่สื่อมวลชนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมสนใจ 

“เรื่องของกรณีคดีที่มันปัญหาอยู่ในเวลานี้ รัฐบาลในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารก็จำเป็นต้องให้เกิดความชัดเจน โดยไม่ไปก้าวล่วง กระบวนการยุติธรรม วันนี้ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในกรณีดังกล่าว มีศาสตรจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการ… เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ ต้องหาข้อเท็จจริงให้ได้ ว่าปัญหามันอยู่ที่ใดอย่างไร แล้วก็แก้ปัญหา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“ผมจะไปก้าวล่วงในส่วนของอัยการ ของศาลไม่ได้ แม้กระทั่งในส่วนของ สนช. หรือ ส.ว. ผมก็ไปสั่งการอะไรไม่ได้ มันอยู่ที่กลไกของเขาที่ทำออกมา แล้วก็ตำรวจด้วยอันนี้ก็เพื่อจะให้เกิดความเป็นธรรม ก็ขอให้มั่นใจ นายกฯไม่ได้ปล่อยปะละเลยนิ่งนอนใจเลย ปัญหาเหล่านี้จะต้องแก้ปัญหาให้ได้ ความยุติธรรมจะต้องมีในสังคมไทยโดยไม่แบ่งชนชั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเพิ่มเติม

คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 225/2563 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการ 10 คนประกอบด้วย 1. ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการ 2. ปลัดกระทรวงยุติธรรม 3. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 4. ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย 

5. ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม 6. นายกสภาทนายความแห่งประเทศไทย 7. คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 8. คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 9. คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งหมดเป็นกรรมการ และ 10. ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศึกษาและทำรายงานเพื่อการปรับปรุงกฎหมายสรุปส่งมายังนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 โดยคณะกรรมการมีอำนาจในการร้องขอเอกสาร เชิญ หรือขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

 

ครม. เห็นชอบยกระดับ ปอท. เป็น 'กองบัญชาการ' รับมืออาชญากรรมทางไซเบอร์

วันนี้ เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เป็นส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 2 ฉบับ สืบเนื่องจากจะมีการจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการดังกล่าว ทั้งนี้ให้ส่งไปยังสำนักงานกฤษฎีกาตรวจสอบ ก่อนนำกลับมาเข้าที่ประชุมครม. อีกครั้ง

ไตรศุลี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าว สืบเนื่องจากปัจจุบัน อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ เป็นอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ หรือช่วยอำนวยความสะดวกในการกระทำความผิดต่างๆ ซึ่งการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล การเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ การเรียกค่าไถ่ทางคอมพิวเตอร์ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความรุนแรงของอาชญากรรมก็มีมูลค่าความเสียหายที่สูง มีผู้เสียหายจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ

ส่งผลให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)อยู่แล้ว แต่เป็นเพียงในระดับกองบังคับการเท่านั้น จะไม่สามารถรองรับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นทางครม. จึงเห็นสมควรที่จะจัดตั้งเป็นกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้นมา

 

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปลดล็อกห้ามชุมนุม

วันเดียวกัน นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอขยายเวลาการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ส.ค.63 แต่ข้อกำหนดจะสอดคล้องกับมาตรการผ่อนปรน ซึ่งจะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ปกติมากขึ้น จะตัดการบังคับใช้ในมาตรา 9 เรื่องการห้ามชุมนุม ออกไปด้วย

 

ครม.อนุมัติงบกลาง 171.6ล้านบาท แก้ปัญหาประมงผิด กม.

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า  ที่ประชุมครม.มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินงบประมาณ 171.6 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินการโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และเตรียมรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ในเรื่องการทำลายทรัพยากรสัตว์ทะเลหายากและสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม  สำหรับโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงาน 3 เดือน ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย.2563 และเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมประมง กรมเจ้าท่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสวัสดิการและคุ้มแรงงาน และองค์การสะพานปลา โดยร่วมกันทำงานในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.การปรับปรุงการเก็บข้อมูลการทำประมงพาณิชย์และพื้นบ้านให้ครอบคลุมทุกจังหวัดชายทะเล 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า  2.การตรวจสอบความถูกต้องของการบริหารจัดการเรือ ที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์  3.การตรวจสอบ ติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมงของเรือประมงไทย  4.การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ในระบบการตรวจสอบย้อนกลับ  5.การเตรียมความพร้อมในการป้องกันการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ในเรื่องการทำลายทรัพยากรสัตว์ทะเลหายากและสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม  และ 6.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในภาคประมงและการจัดหาแรงงานที่ถูกกฎหมาย  

รัชดา กล่าวว่า  นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อที่ประชุมครม. ในวาระพิจารณาโครงการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ที่เสนอโดยกระทรวงเกษตรฯ ว่า การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการปลดใบเหลืองโดยสหภาพยุโรป (อียู) แล้ว ดังนั้นเราจะไม่ยอมให้ประเทศไทยกลับไปสู่จุดเดิมที่ได้รับใบเหลือง  การทำงานของรัฐบาลจากนี้ไปจึงต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีความเข้มงวด  ส่วนมาตรการใดๆที่ส่งผลกระทบกับชาวประมง ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านนั้น ภาครัฐต้องเร่งเข้าไปดูแล ขณะเดียวกัน ถ้ายังมีสิ่งใดที่ขาดเหลือ อาทิ เรื่องกฎระเบียบ งบประมาณ ขอให้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของครม.

 

ครม. ยกเคส 'บิลลี่' สั่งหน่วยงานเร่งพิจารณาก.ม.อุ้มหายฯ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า  ครม.รับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (เรื่อง สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย กรณีนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ หายตัวไปที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง) ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป

นฤมล กล่าวต่อว่า กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย รวมทั้งอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย  จึงมีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควรมีแนวปฏิบัติในกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นคดีพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้องขอ หรือในกรณีที่ผู้ร้องขอมีคุณสมบัติที่ไม่ครบถ้วนอันไม่ใช่สาระสำคัญและครม.ควรเร่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ให้สอดคล้องกับเนื้อหาตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อไป

นฤมล กล่าวอีกว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดีเอสไอ เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงมหาดไทย   สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานศาลยุติธรรม  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้ดีเอสไอ สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมและส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอครม.ต่อไป.  

 

อ้างอิง: มติชน, แนวหน้า, เดลินิวส์, มติชนสุดสัปดาห์, เดลินิวส์

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์