นักวิเคราะห์มอง 'สายเหยี่ยว' จีน-สหรัฐฯ จุดชนวนความขัดแย้งหวังฉวยโอกาสทางการเมือง

สื่อนิวยอร์กไทม์รายงานถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าความขัดแย้งนี้มีที่มาจากทั้งสองฝั่ง จากการที่พวก 'สายเหยี่ยว' หรือกลุ่มสายเน้นใช้กำลังในทางการต่างประเทศของมั้งสหรัฐฯ และของจีนต่างก็ยุยงให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ เตือนระวังการฉวยโอกาสอ้างใช้ความขัดแย้งแผ่ขยายอุดมการณ์อำนาจนิยม

28 ก.ค. 2563 ในช่วงไม่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงตอนนี้มีหลายเหตุการณ์ที่ส่อเค้าว่าทางการจีนและทางการสหรัฐฯ อาจจะกำลังเปิดม่านยุคสมัยแห่งความขัดแย้งครั้งใหม่จากการยุยงของกลุ่มสายเหยี่ยวจากทั้งสองประเทศ ทำให้มีการรื้อถอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการเมือง, เศรษฐกิจ และข้อตกลงทางสังคม

มีการวิเคราะห์จากนิวยอร์กไทม์ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังใกล้เลือกตั้งปี 2563 เข้ามาทุกขณะและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็กังวลว่าเขาจะเอาชนะในสมัยที่สองได้หรือไม่หลังจากที่ผลโพลสำรวจความนิยมของเขามีคะแนนดิ่งลง มีการตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลทรัมป์เน้นโจมตีเจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่การทูต และฝ่ายบริหารของจีนหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนก็เป็นฝ่ายที่โหมไฟความขัดแย้งนี้ด้วย จากการที่ทางการจีนไม่สนใจข้อเรียกร้องของนานาชาติในเรื่องที่พวกเขาทำตัวอำนาจนิยมมากขึ้น และใช้อำนาจไปในการปราบปรามคนในซินเจียงและการแผ่ขยายอำนาจต่อฮ่องกง การกระทำเหล่านี้ทำให้กลายเป็นชนวนในความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ซึ่งคนในจีนบางส่วนก็มองว่ามันอาจจะกลายเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของประเทศจีนเอง

นิวยอร์กไทม์ระบุว่าผลที่ตามมาจากเรื่องเหล่านี้อาจจะกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทิ้งไว้ให้กับนโยบายการต่างประเทศโดยไม่ได้ตั้งใจ คือการตั้งมั่นเผชิญหน้ากันระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่ที่สุดทางเศรษฐกิจ ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นเป้าหมายของกลุ่มที่ปรึกษาสายเหยี่ยวของทรัมป์ สำหรับสายเหยี่ยวที่เน้นใช้กำลังแล้ว การเผชิญหน้า การบีบคั้น การรุกราน และความบาดหมาง ต่างก็เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากให้คงสภาพนี้ไว้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ไม่ว่าใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ก็ตาม พวกเขาเรียกมันว่าเป็นเรื่องทำนอง "ต่างตอบแทน"

สัญญาณของความขัดแย้งต่อเนื่องนี้มีทั้งคำปราศรัยของไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่แสดงท่าทีไม่เชื่อใจจีนและอ้างว่าการเปิดความสัมพันธ์กับจีนสมัยริชาร์ด นิกสัน เป็นความผิดพลาด มีกรณีการที่ต่างฝ่ายต่างก็สั่งปิดสถานกงสุลของฝ่ายตรงข้ามในประเทศตัวเอง รวมถึงเพิ่งจะมีการจับกุมนักวิชาการชาวจีน 4 คนที่ถูกกล่าวหาว่าโกหกเรื่องสถานะของตัวเองที่มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพจีนเพื่อที่จะปกปิดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ "ไอโอ" ของพวกเขาในสหรัฐฯ

นอกจากนี้ในเดือนที่แล้ว สหรัฐฯ ยังทำการคว่ำบาตรอย่างหนักต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนซึ่งส่วนหนึ่งเป็นระดับโปลิตบูโร จากกรณีที่จีนมีค่ายกักกันชาวอุยกูร์ สั่งถอนสถานะพิเศษของฮ่องกงในความสัมพันธ์เชิงการทูตและการค้าหลังจากที่มีการออกกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่จากจีน และประกาศว่าการที่จีนครอบครองพื้นที่น่านน้ำในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

อีกกรณีหนึ่งคือทางการสหรัฐฯได้สั่งห้ามนักศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันกองทัพของจีนเดินทางเข้าประเทศ และกำลังหารือกันว่าจะสั่งห้ามเดินทางแบบเดียวกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับครอบครัวของพวกเขาด้วยดีหรือไม่ ถ้าหากพวกเขาสั่งห้ามเช่นนี้จะทำให้คน 270 ล้านคนอยู่ในแบล็กลิสต์ของพวกเขา

“นอกจากประธานาธิบดีแล้ว ปอมเปโอและฝ่ายบริหารคนอื่นๆ ยังมีเป้าหมายอื่นอยู่อีก” ไรอัน ฮาส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการจีนของคณะมนตรีความมั่นคงสหรัฐฯ สมัยโอบามากล่าวว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการผลักให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับจีนไปสู่ความบาดหมางในระดับที่จะไม่สามารถฟื้นฟูได้ไม่ว่าผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร รัฐบาลชุดนี้เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะช่วยให้สหรัฐฯ ขับเคี่ยวทางภูมิยุทธศาสตร์การเมืองในศตวรรษนี้ได้ดีขึ้น

ขณะที่นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ทางการบางรายที่มองว่าปอมเปโออาศัยการส่งเสริมแนวความคิดแบบยุคสงครามเย็นเพื่อเรียกคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ขณะเดียวกันจะโทษสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้เพราะความขัดแย้งมีการฝังรากที่ลึกกว่านั้น ในจีนเองโดยเฉพาะประธานาธิบดีสีจิ้นผิงก็ระแวงว่าสหรัฐฯ คงจะไม่มีทางยอมรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอำนาจการทหารหรือระบบการเมืองแบบอำนาจนิยมของพวกเขา

เฉิงเสี่ยวเหอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติศึกษาของมหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่งกล่าวว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องแผนการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่เป็นธรรมชาติของการยกระดับความขัดแย้งที่เป็นผลมาจากความขัดกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิมแล้ว แม้ว่าในช่วงที่โควิด-19 ระบาดทางการจีนจะพยายามหลีกเลี่ยงหนทางที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งกับสหรัฐ และชักนำให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์พิจารณาถึงความร่วมมือและไม่ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากัน

เจสสิกา เฉิน ไวส์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ที่ศึกษาเรื่องนโยบายการต่างประเทศจีนกล่าวว่า ที่สหรัฐฯ ยกระดับความขัดแย้งเป็นเพราะต้องการอาศัยโอกาสในช่วงที่โลกกำลังมีกระแสความรู้สึกต่อต้านจีนในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐฯ พยายามทดสอบว่าพวกเขาจะยกระดับสถานการณ์ได้มากขนาดไหนในความสัมพันธ์ที่แย่ลงอยู่แล้วกับจีน แต่จีนก็ไม่ได้อยากหาเรื่องสู้แบบทุ่มสุดตัวพวกเขาแค่จะโต้ตอบในแบบที่จะแสดงให้โลกและรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดต่อไปเห็นว่าจีนจะไม่ยอมถูกข่มง่ายๆ

อย่างไรก็ตามการที่ทั้งสองชาตินี้มีเศรษฐกิจที่โยงใยกันทำให้การถอนตัวจากความสัมพันธ์เป็นไปได้ยาก มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มเศรษฐีและผู้บริหารธุรกิจใหญ่ในสหรัฐฯ ที่มีอำนาจกับพรรคการเมืองทั้งสองพรรคจะใช้วิธีทางสายกลางในความสัมพันธ์กับจีน เพราะจีนมีการก้าวกระโดดในเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา ทำให้ชาติตะวันตกต้องการแลกเปลี่ยนเรื่องนี้ แม้แต่ปอมเปโอเองก็กล่าวยอมรับว่าจีนได้หยั่งรากลึกลงในระบบเศรษฐกิจโลกไปแล้ว ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทางการจีนประเมินว่าความขัดแย้งของจีนกับสหรัฐฯ ในระดับเดียวกันนี้จะคงอยู่ต่อไปในปีหน้าและจีนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก

ในรายงานยังมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีการเปลี่ยนท่าทีแสดงออกต่อผู้นำจีนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากเดิมที่เขาเคยกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีอำนาจนิยมสีจิ้นผิงและถึงขั้นเคยพูดในที่รโหฐานให้สีจิ้นผิงสร้างค่ายกักกันชาวมุสลิมอุยกูร์ต่อไปและให้จัดการกับผู้ประท้วงชาวฮ่องกงในรูปแบบของเขา ข้อมูลนี้มาจากหนังสือของจอห์น อาร์ โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ และส่วนหนึ่งก็มาจากการโพสต์ทวิตเตอร์ของทรัมป์เอง อย่างไรก็ตามในช่วงการเลือกตั้งใกล้เข้ามาทรัมป์ก็กลับท่าทีของตัวเองอย่างพลิกฝ่ามือหันมากล่าวโจมตีจีนแบบเดียวกับในช่วงหาเสียงปี 2559 โดยหวังว่ามันอาจจะดึงคะแนนเสียงให้ตัวเองได้อีกครั้ง

ขณะที่ฝ่ายพรรครีพับลิกันมองว่าความขัดแย้งกับจีนจะกลายเป็นการกระตุ้นให้คนมาโหวตให้ตัวเอง นักโฆษณาชวนเชื่อในจีนก็เห็นประโยชน์จากการสร้างความร้าวฉานในการนำมาใช้กระตุ้นเร้าชาตินิยมของประชาชนฝ่ายตัวเองได้เช่นกัน หนึ่งในนักโฆษณาชวนเชื่ออย่าง หูชือจิ่น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลจีนโกลบอลไทม์ถึงขั้นระบุว่าชาวอเมริกันควรจะเลือกตั้งทรัมป์เข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งเพราะมันทำให้ชาวจีนมีความสมานฉันท์กันมากขึ้น

นิวยอร์กไทม์วิเคราะห์ถึงแม้โจ ไบเดน ผู้แทนจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ได้ความสัมพันธ์กับจีนก็ก็จะยังคงเดิม จากในช่วงที่ผ่านมาจีนจัดการผิดพลาดกับเรื่องการระบาดของไวรัสและสิ่งที่จีนกระทำกับฮ่องกงที่เคยถูกมองว่าเป็นดวงไฟสะท้อนคุณค่าแบบเสรีนิยมในจีน นิวยอร์กไทม์ยังเตือนอีกว่า การที่สายเหยี่ยวในจีนฉวยโอกาสนี้ในการผลักดันมุมมองของตัวเอง ขยายผลทางอุดมการณ์ส่งเสริมให้เกิดอำนาจนิยมทั่วโลก ประชาชนในโลกเสรีควรจะตื่นตัวพร้อมรับมือกับภัยจากอำนาจนิยมนี้และรับมือกับความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นไปอีกหลายสิบปี

เรียบเรียงจาก

Officials Push U.S.-China Relations Toward Point of No Return, New York Times, 25-07-2020

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์