หยุดหลอกกันเองเสียที

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ฝันที่กลายเป็นเป็นจริงของฉันในรอบหลายปีมานี้คือฝันที่เกิดขึ้นยามหลับ วันหนึ่งในเดือนแรกของปี 2020 วันที่เข้านอนตอนรุ่งสาง และตื่นด้วยเสียงตะโกนจากผู้คนในฝันใต้ฟ้าอันสดใสว่า เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 

ฉันจำได้ว่าตัวเองยิ้มจนตื่น 

วันนี้ ภาพและเสียงตะโกนที่คล้ายกับในฝันวันนั้นถูกถ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านสื่อหลายสำนักทั้งจากไทยและต่างประเทศ 

ขอบคุณพลังของเด็กรุ่นใหม่ที่ทำให้ฝันยามรุ่งสางของป้าคนหนึ่งเป็นจริง 

ประเทศไทยมีบางอย่างที่บัดซบ,ฉันยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันเด็กรุ่นใหม่ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าประเทศไทยมีความหวัง หลังจากที่ฉันได้เห็นการชุมนุมที่นำโดยคนรุ่นใหม่ที่ผุดขึ้นทั่วประเทศราวกับดอกเห็ดในฤดูฝน แม้ว่าในปีนี้ฝนจะแห้งแล้งอย่างร้ายกาจก็ตาม 

นอกเหนือจากข้อเรียกร้องสามข้อของกลุ่มเยาวชนปลุกแอก (ร่างรัฐธรรมนูญใหม่-ยุบสภา-หยุดคุกคามประชาชน) ก็ยังมีข้อเรียกร้องอีกมากมาย ตั้งแต่ รัฐสวัสดิการ ระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ สิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ สิทธิของคนชายขอบ สิทธิของ LGBTQ+ ฯลฯ ซึ่งหัวใจของทุกข้อเรียกร้องคือ Inclusive Society สังคมที่มองเห็นหัวของทุกคน ทุกสภาพร่างกาย ทุกเพศสภาพ ทุกอาชีพ ทุกชาติพันธุ์ ให้มีที่ยืนและมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ท้าทายอำนาจทางชนชั้น ไปจนถึงระบอบชายเป็นใหญ่ ถือเป็นความสวยงามของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

มากไปกว่านั้นคือ ข้อความระหว่างบรรทัดที่ชี้ไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ สะท้อนถึงการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ (และคนรุ่นเก่าหลายคน) ต่อการมีอยู่ของสถาบันฯ 

ท่าทีของคุณอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในช่วงไม่กี่วันมานี้ไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายอะไร ออกจะน่าขันเสียด้วยซ้ำกับความพยายามลดทอนคุณค่าของเสียงแห่งความไม่พอใจอันอื้ออึง ด้วยการอ้างถึงทฤษฎีสมคบคิด แต่กลับไม่พูดถึงการโหมติดป้ายโฆษณาชวนเชื่อทั่วประเทศ ไม่พูดถึงการยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวผ่านสื่อกระแสหลักและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่พูดถึงการดับเสียงของผู้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ด้วยกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม/ไม่เคารพเสรีภาพของประชาชน คุณอภิรัชต์คงไม่ทราบว่า เสรีภาพที่แท้จริงจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากคุณอนุญาตให้คน-แม้เพียงคนเดียว-สามารถชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ มีความยิ่งใหญ่เหนือคนทั้งแผ่นดิน 

แต่ท่าทีที่น่าผิดหวังกลับเป็นท่าทีของสื่อมวลชนและผู้มีอิทธิพลฝั่งประชาธิปไตยบางสำนักที่ดูเหมือนจะพยายามแก้ข้อกล่าวหาของพลเอกอภิรัตน์ว่า การชุมชุมทั่วประเทศที่เกิดขึ้นนี้เป็นการชุมชุม “ใสๆ” ที่ไม่เกี่ยวกับสถาบันฯ หากพบเห็นการพาดพิงถึงสถาบันก็ถือว่าเป็นส่วนน้อย ไม่ใช่การเรียกร้องหลัก ทั้งๆ ที่ในหลายการชุมชุม การปราศรัยต่างก็มีนัยยะที่พุ่งเป้าไปที่การวิจารณ์สถาบันฯ รหัสลับถูกส่งและตีความสำเร็จเมื่อผู้ชุมนุมส่งเสียงเชียร์และปรบมือกึกก้อง เช่น การเอ่ยถึง ผู้ลี้ภัยทางการเมืองอย่าง อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สมาชิกวงไฟเย็น หรือผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกอุ้มหาย-ถูกฆ่าตายในประเทศเพื่อนบ้าน การเอ่ยถึงคนเซ็นรับรองการรัฐประหาร การเล่นมุกถึงคนบนฝ้า หรือ การปรากฏตัวของป้ายรอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส การใช้คำอย่าง ศักดินา-ชนชั้นสูง หรือ แฮชแทกอย่าง #ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน #ให้มันจบที่รุ่นเรา ถ้าเราไม่ไร้เดียงสาหรือหลอกตัวเองจนเกินไป เราจะไม่รู้เชียวหรือว่า แฮชแทกหรือถ้อยคำเหล่านี้กำลังสื่อถึงอะไร? 

เราจะหลอกตัวเองแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่?

นี่เป็นช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเริ่มมองเห็นช้างชราที่นอนอยู่ใต้ใบบัวทองคำ นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่สังคมต้องหาฉันทามติร่วมกัน อย่างน้อยๆ ในตอนนี้ผู้ (ที่พอจะ) มีอำนาจจากฝ่ายประชาธิปไตยควรเรียกร้องให้มีการผลักดันการทำประชามติเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่าเราควรจัดบทบาทสถาบันกษัตริย์อย่างไรให้เหมาะกับโลกในศตวรรษที่ 21 และสถาบันฯ ควรปรับตัวอย่างไรให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ของรัฐ เพื่อให้สถาบันฯ สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมเยี่ยงมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

นี่เป็นการกระทำที่น้อยที่สุด อย่างที่สังคมที่มีวุฒิภาวะควรทำ ไม่ใช่พากันปฏิเสธและหลอกตัวเองกันทั้งสองฝ่าย

ในยุคที่ศาสนาและความเชื่อตามจารีตไม่สามารถผูกขาดความจริงได้อีกต่อไป ยุคที่คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับการหมอบกราบและไม่ซาบซึ้งกับชาดกสิบภพสิบชาติอีกแล้ว และต่อให้ประชาชนจะถูกบังคับให้หยุดแสดงความคิดเห็นหรือถูกจับโยนใส่คุก หรือถูกอุ้มหายอีกเป็นร้อยพัน คุณผู้ผูกขาดอำนาจก็จะไม่มีวัน-ไม่มีทาง ได้เห็นคนรุ่นเขาหรือคนรักของพวกเขาเอ่ยคำถวายพระพร ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยน้ำตาเจิ่งนองอีกต่อไป

สื่อที่มีจุดยืนทางประชาธิปไตย นักวิชาการ/ปัญญาชน และนักการเมืองฝ่ายค้าน ควรใช้โอกาสนี้ แผ้วถางพื้นที่ในการพูดถึงและวิจารณ์สถาบันฯ ให้ขยายใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก อย่างที่สังคมที่มีวุฒิภาวะควรจะเป็น หยุดปฏิเสธเสียทีว่า เสียงแห่งความไม่พอใจที่มีต่อสถาบันฯ มันดังไม่พอ หยุดขายความกลัวที่ว่าการวิจารณ์สถาบันฯ จะนำไปสู่การนองเลือด การขายความกลัวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการ justify การใช้ความรุนแรงโดยรัฐหรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม แทนที่จะปฏิเสธความจริง, สื่อและผู้มีอำนาจฝ่ายประชาธิปไตยควรใช้โอกาสนี้ปกป้องประชาชนผู้แสดงความไม่พอใจต่อสถาบันฯ เพราะนี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนเจ้าของประเทศสามารถกระทำได้ต่อประมุขของรัฐ

เราผ่านการนองเลือดมาหลายครั้งแล้ว เราเรียนรู้มามากพอแล้ว และมันต้องไม่จบแบบเดิม 

อ้อ และสุดท้ายนี้ ฉันอยากฝากไปถึงฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ชอบไล่ให้คนรุ่นใหม่ไปอ่านกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ 

ในฐานะคนที่ผ่านการศึกษาจากโรงเรียนรัฐบาลไทยที่สอนประวัติศาสตร์เพียงด้านเดียว ราวกับว่าโลกนี้มีเพียงขาวกับดำ ราวกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นเพียงความสัมพันธ์แนวดิ่งระหว่างผู้มีพระคุณกับผู้ที่ต้องสำนึกบุญคุณ ไม่ใช้สายสัมพันธ์ที่ทักทอเรียงร้อยด้วยผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย... ฉันอยากบอกให้รู้ว่าที่คนรุ่นใหม่คิดต่างจากจารีตเดิมเพราะเขาศึกษาประวัติศาสตร์ที่รัฐไม่ได้สร้าง ประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนไม่กล้าสอน ประวัติศาสตร์ที่แม้จะเกิดไม่ทันแต่ก็สามารถเรียนรู้ได้จากปลายนิ้ว ประวัติศาสตร์ที่ถูกเก็บไว้ในหน้าหนังสือพิมพ์เก่าๆ สปีชเก่าๆ โทรเลขทางทูตเก่าๆ ...ในหมุดคณะราษฎรและอนุสาวรีย์ที่หายไป

พวกอนุรักษ์นิยมที่ชอบไล่ให้เด็กรุ่นใหม่ไปอ่านหนังสือควรระวังไว้ว่า หากคนรุ่นใหม่อ่านได้ศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น นอกจากดวงตาของพวกเขาจะเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความสะเทือนใจและโกรธแค้นกับความระยำตำบอนที่พวกผู้(ยิ่ง)ใหญ่ทำไว้กับประเทศและอนาคตของพวกเขา ดวงตาของพวกเขาก็จะยิ่งสว่างจ้า แล้วในวันนั้น พวกคุณ-รวมทั้งอุดมการณ์ของคุณ-จะไม่มีที่ให้ยืนอย่างภาคภูมิใจในสังคมนี้อีกต่อไป
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์