สืบพยานคดี 'วรเจตน์' ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช. ในศาลพลเรือนนัดแรก

ศาลนัดสืบพยานจำเลยคดี 'วรเจตน์' ฝ่าฝืนคำสั่งรายงานตัวกับ คสช. ถือเป็นนัดสืบพยานในศาลพลเรือนครั้งแรก หลังสู้คดีในศาลทหารมายาวนาน 6 ปี ขณะเดียวกันศาล รธน. มีคำสั่งรับคำร้องของวรเจตน์ขอให้พิจารณาว่าประกาศ คสช. ที่จะใช้บังคับในคดีนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลจึงจำหน่ายคดีชั่วคราว รอศาล รธน. วินิจฉัยก่อน


แฟ้มภาพ

29 ก.ค. 2563 วันนี้ ไอลอว์รายงานว่า เวลา 09.00 น. ที่ศาลแขวงดุสิต นัดสืบพยานจำเลยคดีวรเจตน์ ฝ่าฝืนคำสั่งรายงานตัวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นการนัดสืบพยานในศาลพลเรือนครั้งแรก หลังจากสู้คดีในศาลทหารมายาวนาน 6 ปี

พยานวันนี้ได้แก่ วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความในคดี และวรเจตน์ ภาคีรัตน์ จำเลยในคดีขึ้นเบิกความเอง และในคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณากรณีที่วรเจตน์ได้ขอให้ศาลแขวงดุสิตส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ที่จะใช้บังคับในคดีนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 510 เวลาประมาณ 09.20 น. วรเจตน์ พร้อมกับทนายความเดินทางมาถึง

ศาลออกนั่งพิจารณาคดีในเวลาประมาณ 09.40 น. ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า ในวันนี้มีการสืบพยานจำเลย 2 ปาก ปากแรกคือวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายจำเลยในคดี และตัวของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ จำเลยในคดี โดยการสืบพยานวิญญัตินั้น เป็นการสืบพยานต่อเนื่องมาจากศาลทหารเมื่อปี 2562 เพราะสืบพยานยังไม่จบแต่คดีถูกโอนย้ายมาที่ศาลพลเรือนเสียก่อน

วิญญัติ ได้เบิกความถึงประเด็นกระบวนการสอบสวนในคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ คสช. ยึดอำนาจ ส่วนวรเจตน์นั้นเบิกความต่อศาลในประเด็นข้อเท็จจริงในคดี และให้ความเห็นทางกฎหมายต่อประกาศ คสช. ที่นำมาบังคับใช้ในคดีนี้

การสืบพยานเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนสืบพยานทั้ง 2 ปากเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 14.00 น.

จากนั้นทนายจำเลยได้แถลงต่อศาลว่าในวันพรุ่งนี้ (30 ก.ค.) จะนำพยานเข้ามาสืบพยานทั้งหมดอีก 3 ปาก แล้วการสืบพยานฝ่ายจำเลยจะเสร็จสิ้นลง

ศาลแจ้งว่า เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องที่จำเลยได้ขอให้พิจารณาว่าประกาศ คสช. ที่จะใช้บังคับในคดีนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไว้พิจารณา กระบวนการหลังสืบพยานเสร็จ ศาลจะจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน แล้วจะนัดวันเพื่อมาฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นจึงจะนัดฟังคำพิพากษาในคดีนี้ จำเลยและทนายจำเลยรับทราบ

กระบวนการในศาลเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 15.10 น.

 

ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตรวจสอบประกาศ คสช. ขัดรัฐธรรมนูญ

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการศาลในวันนี้ วรเจตน์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการยื่นคำร้องผ่านศาลแขวงดุสิตเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 ที่เป็นฐานในการลงโทษแห่งคดีนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ ว่า
.
"ในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญผ่านศาลแขวงดุสิตว่าประกาศ คสช. ที่ใช้เป็นฐานในการลงโทษในคดีนี้นั้นขัดกับรัฐธรรมนูญปี 60 บัดนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้คดีนี้เมื่อศาลแขวงดุสิตสืบพยานเสร็จก็จะต้องรอคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญก่อน ศาลแขวงดุสิตจึงจะพิพากษาคดีได้

"ประเด็นที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นมี 2 ประเด็นหลักด้วยกัน

"ประเด็นแรก ยื่นไปว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจในการตรวจสอบประกาศ คสช. ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ ถึงแม้จะมีมาตรา 279 ที่รับรองความชอบทางกฎหมายของประกาศ คสช. ไว้ก็ตาม

"ประเด็นที่สอง เรื่องเนื้อหาของตัวประกาศ คสช. ว่าประกาศ คสช. ขัดกับรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลอะไรบ้าง"

ไอลอว์ระบุว่า การรับคำร้องครั้งนี้เป็นที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คสช. ที่จำเลยใช้ช่องทางยื่นผ่านศาลยุติธรรม หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 จึงต้องรอดูผลว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คสช. ออกมาอย่างไร ทั้งนี้การให้ศาลยุติธรรมส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่บังคับใช้ในคดีนั้นเป็นช่องทางตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ 2560

ภูมิหลังในคดี

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกเรียกรายงานตัวกับ คสช. ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 5/2557 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 และประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2557 แต่เนื่องจากเขาอยู่ต่างประเทศ และเข้ารายงานตัวกับ คสช. ในภายหลัง วรเจตน์ จึงถูกจับในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคสช. 41/2557 จากการไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง ซึ่งเขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2557 และถูกดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีในศาลทหารกรุงเทพเป็นเวลาเกือบหกปีก่อนที่คดีจะย้ายมาที่ศาลพลเรือนที่ศาลแขวงดุสิต เมื่อต้นปี 2563

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์