COVID-19: 1 ส.ค. ไทยพบผู้ติดเชื้อใหม่ 2 คน สะสม 3,312 คน

1 ส.ค. 2563 ศบค. แถลงไทยพบผู้ติดเชื้อใหม่ 2 คน พบจากสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ รวมผู้ติดเชื้อสะสม 3,312 คน รักษาหายเพิ่ม 10 คน รวมรักษาหายสะสม 3,135 คน รวมผู้เสียชีวิตสะสม 58 คน - กทม.ออกประกาศปิดสนามชนไก่-สนามชนโค-สนามกัดปลาชั่วคราว ตั้งแต่ 1-31 ส.ค. 2563

1 ส.ค. 2563 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ 2 ราย ซึ่งเป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากเซอร์เบีย 1 ราย และเดนมาร์ก 1 ราย เข้าพักใน State Quarantine ส่วนในประเทศยังคงไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ป่วยยืนยันสะสมล่าสุดอยู่ที่ 3,312 ราย เป็นผู้ป่วยในประเทศ 2,444 ราย และตรวจพบใน State Quarantine จำนวน 375 ราย จำนวนผู้ป่วยรักษาหายแล้วรวม 3,135 ราย และยังมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 119 ราย ขณะที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม โดยยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 58 ราย

ผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้เป็นชาวต่างชาติที่มาจากประเทศเซอร์เบีย 1 ราย เพศชาย อายุ 29 ปี เป็นนักกีฬาฟุตบอล เดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำถึงท่าอากาศยานบุรีรัมย์วันที่ 19 ก.ค. โดยได้ตรวจหาเชื้อครั้งแรก ผลไม่พบเชื้อ และได้เข้าพักใน Alternative Local Quarantine ในจ.บุรีรัมย์ ตรวจหาเชื้อครั้งที่สอง วันที่ 27 ก.ค. (Day 8) ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาที่รพ.บุรีรัมย์

อีก 1 รายเป็นเพศชาย อายุ 41 ปีสัญชาติฟินแลนด์ อาชีพวิศวกร เดินทาวถึงไทยวันที่ 27 ก.ค. เข้าพัก Alternative Local Quarantine ในกทม. เคยตรวจพบเชื้อเมื่อกลางเดือนพ.ค.ไม่มีอาการ วันที่ 24 ก.ค. ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ตรวจหาเชื้อ ผลไม่พบเชื้อ ต่อมาตรวจครั้งที่ 1 วันที่ 30 ก.ค. (Day 3) ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกทม. (อยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม)

ด้านสถานการณ์ทั่วโลกล่าสุด ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 283,476 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 17,757,496 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 6,243 ราย เสียชีวิตสะสม 682,998 ราย อันดับ 1 ยังเป็นสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยบราซิล อินเดีย รัสเซีย และ แอฟริกาใต้ ขณะที่ประเทศในเอชียยังพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ อินโดนีเวีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม โดยเวียดนาม มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 รายแรก ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ 108

ขณะที่วันนี้มีเที่ยวบินที่นำคนไทยตกค้างกลับบ้าน 4 เที่ยวบิน รวม 233 คน มาจากคาซัคสถาน 107 คน , เมียนมา 30 คน และดูไบ-พนมเปญ 6 คน เกาหลีใต้ 90 คน ส่วนวันที่ 2 ส.ค. มียอดรวม 480 คน เดินทางกลับจากออสเตรเลีย อินเดีย สิงคโปร์ รัสเซีย ขณะที่สถิติคนไทยเดินทางกลับเข้าประเทศผ่านจุดผ่านแดนบนบก ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.-31 ก.ค. 2563 มียอดสะสมรวม 25,449 คน

กทม.ออกประกาศปิดสนามชนไก่-สนามชนโค-สนามกัดปลาชั่วคราว ตั้งแต่ 1-31 ส.ค. 2563

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 13) โดยระบุว่า ตามที่มีประกาศขยายพ.ร.ก.กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 ถึงวันที่ 31 ส.ค.63 เพื่อความมั่นคงปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขและป้องกันการระบาดระลอกใหม่ คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร จึงเห็นชอบให้ปิดสถานที่และให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการดังนี้ ปิดสนามชนไก่ และสนามซ้อมชนไก่/ปิดสนามชนโค สนามกัดปลา หรือสนามแข่งขันอื่น โดยให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1-31 ส.ค. 2563

อย่างไรก็ตาม หากพร้อมจะเปิดดำเนินการก็สามารถทำได้ แต่ต้องจัดให้มีมาตรการป้องกัน อาทิ การคัดกรองไข้ การทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย ให้ผู้ร่วมกิจกรรมสวมใส่หน้ากากอยามัยตลอดเวลา มีจุดบริการล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลต้องไม่น้อยกว่า 1 เมตร รวมทั้งให้ผู้ใช้บริการลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม "ไทยชนะ"ทุกครั้ง ที่สำคัญต้องแจ้งเขตพื้นที่เข้าไปตรวจแนะนำและเสนอผู้ว่าฯพิจารณาอนุญาตก่อน

หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 52 พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตามมาตรา 18 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งจะถูกสั่งปิดสถานที่

ราชกิจจาฯ ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รอบ 4 ถึง 31 ส.ค.นี้

31 ก.ค.2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 4) ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.2563 และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคราวที่ 3 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค.2563 นั้น

โดยที่รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้สถานที่ กิจการและกิจกรรมต่างๆ สามารถเปิดดำเนินการได้มาเป็นลำดับ โดยคงเฉพาะมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรค COVID-19 รวมทั้งส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตตามแนววิถี “นิวนอร์มัล” แต่ประชาชนจำนวนมากละเลยการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค มีการรวมกลุ่มกันโดยไม่รักษาระยะห่าง (social distancing) อันเป็นมาตรการอันเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าได้ผลในการป้องกันโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานที่สาธารณะ สถานบริการและสถานบันเทิง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดและติดเชื้อแบบกลุ่มก้อนที่สามารถพัฒนาเป็นการระบาดในวงกว้างต่อไป

นอกจากนี้ ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างชาติยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีข้อมูลว่าในเดือนสิงหาคมนี้จะมีคนไทยแสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยไว้ต่อทางราชการเป็นจำนวนนับหมื่นคน อีกทั้งคนต่างชาติจำนวนมากซึ่งแจ้งว่ามีความจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้การปฏิบัติตามพันธกรณีและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาเพื่อความต่อเนื่องในการประกอบธุรกิจการค้าพาณิชย์ แรงงาน หรือการศึกษา

ดังนั้น เพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขของประเทศ และป้องกันมิให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ที่อาจมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีกคราวหนึ่งโดยลดข้อจำกัดการดำเนินการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชน แต่เน้นการบูรณาการความรับผิดชอบและการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายนอกเหนือไปจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นไปโดยมีเอกภาพ มีประสิทธิภาพ รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ มุ่งรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยในด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามมติเมื่อวันที่ 29 ก.ค.2563 จึงให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีกคราวหนึ่ง สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปควบคู่กัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2563 จนถึงวันที่ 31 ส.ค.2563

ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ [1] [2] | Thai PBS 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์