พล.อ.ประยุทธ์ ชี้อาจจะต้องใช้เวลา 3 ปี กู้เศรษฐกิจไทย วอนอย่ามัวแต่ตีกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงาน Bangkok Post Forum 2020 ระบุไม่โอเคเรื่องบอส กระทิงแดง พร้อมผลักดันและติดตามเรื่องอย่างใกล้ชิด คาดอาจใช้เวลา 3 ปีกู้เศรษฐกิจไทย วอนคนไทยอย่ามัวแต่ตีกันเอง ชี้นักเรียนไทยถูกสอนแต่ในตำรา จนทำให้คิดช้า แนะควรเปิดโอกาสให้เด็กแสดงศักยภาพ

ที่มาภาพจาก: เว็บไซต์รัฐบาลไทย

6 ส.ค. 2563 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องวิภาวดี บอลรูม โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ Bangkok Post Forum 2020 : “พลิกฟื้นประเทศไทย : ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง” โดยมีนักธุรกิจ และคณะทูตานุทูตเข้าร่วมว่า ตนเข้ามาพยายามแก้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ มีผลงานปรากฏมากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การปราบปรามการค้ามนุษย์ และการหลอกลวง รวมถึงความผิดต่างๆ มีสถิติการทำงานอยู่ทุกเดือน โดยสั่งให้ทุกคนต้องรายงานขึ้นมา ฉะนั้นอะไรที่ดูแล้วไม่น่าจะดี ยังไม่ดีก็กำชับไปยังหัวหน้าหน่วยงานในหลายหน่วยงาน ตนทำได้เพียงแต่ต้นทางในฐานะที่ดูแลตำรวจให้เป็นตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่น แต่ยังมีปัญหาอยู่เยอะเพราะนั่นคือมนุษย์ คือคนมีทั้งคนดี คนไม่ดี มีผลประโยชน์และไม่มีผลประโยชน์ แต่ทำอย่างไรจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งอยู่ที่ตัวเราเองทุกคน ทุกท่านรู้ตัวว่าทำดีหรือไม่ดี

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ คือ เรื่องบอส กระทิงแดง กรณีนี้แสดงให้เราเห็นได้ชัดเจนถึงความสำคัญของสื่อที่มีต่อสังคมไทย และนั่นคือเหตุผลที่ตนเชื่อว่าในประเทศไทย สื่อต้องมีความเป็นอิสระ และมีความแข็งแรง ต้องมีจรรยาบรรณ สื่อคือฐานันดรที่ 4 ต้องมีหลายๆ อย่าง ต้องวางตัวเป็นกลาง เสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเรื่องนี้ ท้าทายระบบยุติธรรมและระบบกฎหมาย และกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบรัฐทั้งหมด

“ผมจึงขอแสดงจุดยืนของผมในเรื่องบอส กระทิงแดง ว่า “ผมไม่โอเค” กับหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ผมต้องการให้มีความโปร่งใส ผมจะผลักดันและผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ผมพร้อมที่จะดำเนินการ หลังจากเห็นข้อสรุปของคณะกรรมการที่ผมตั้งขึ้นซึ่งมีความเป็นอิสระ และประกอบไปด้วยผู้ที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งในเรื่องความรู้และความเป็นกลาง และพร้อมที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่มีอยู่ คดีนี้ถือเป็นคดีได้อีกหลายแสนหลายล้านคดีในประเทศไทยเป็นคดีที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่ต้องการให้ทุกอย่างสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า สื่อมวลชนถือเป็นปาก ตา และหูแทนประชาชน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทั้งใน และต่างประเทศ สื่อมวลชนก็ทำหน้าที่เสนอข่าวซึ่งถือเป็นการเปิดประเทศไทยไปสู่สายตาโลก วันนี้มีสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี เราต้องยึดมั่นสิ่งที่เป็นจริง ความน่าเชื่อถือในการเสนอความจริง วันนี้มีหลายอย่างที่เราต้องพลิกฟื้นประเทศ การที่มีสื่อมวลชนที่มีคุณภาพถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีความจำเป็น เพราะการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นธรรมจะมีส่วนอย่างมากต่อการตัดสินใจในการดำรงชีวิตของประชาชน รวมทั้งการดำเนินการด้านธุรกิจ การสร้างการรับรู้ข้อเท็จจริงอย่างกว้างขวาง การให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา สร้างสรรค์ จะสะท้อนความต้องการของประชาชน ช่วยสร้างความเข้าใจ บรรเทาความขัดแย้ง ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สิ่งเหล่านี้ทุกคนต้องการมากที่สุดในขณะนี้ ในเวลาที่เรากำลังมีปัญหาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพลิกฟื้นในประเทศในช่วงที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤตในปัจจุบัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ ทุกคนทราบดีว่าจำเป็นต้องดูแลให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะเป็นปัญหาระยะยาวที่เราร่วมกันเผชิญหน้ามาโดยตลอด หลายรัฐบาล หลายสิบปีที่ยังมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องของอาชีพและรายได้ สิ่งเหล่านี้เราต้องช่วยกันทะนุบำรุงให้แข็งแกร่ง ทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีในการพลิกฟื้นประเทศไปสู่ความมั่นคงให้ได้โดยเร็ว

“ตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2557 จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจในปี 2557 อยู่ที่เพียงร้อยละ 1.0 เพราะมีปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มีเสถียรภาพ แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นร้อยละ 3.1 และร้อยละ 3.4 ในปี 2558 และ 2559 จากนั้นก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อถึงปี 2563 ประเทศไทยเผชิญปัญหาสำคัญทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทั้งการค้า การลงทุนต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งความรุนแรงยังเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในต่างประเทศยังมีการแพร่ระบาดจำนวนมาก วันนี้สถานการณ์ยังประมาทไม่ได้เลย เพราะยังมีการขยายขอบเขตไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แต่เราต้องไม่ตื่นตระหนก ต้องอาศัยความร่วมมือ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด แต่เมื่อรัฐบาลออกมาตรการต่างๆ ออกมามีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เราต้องทำคนส่วนใหญ่และคนทั้งหมดปลอดภัย และต้องช่วยกันความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้น”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในช่วงถดถอยทั้งโลก ประเทศไทยที่ว่าแย่แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่แย่มากกว่า ดังนั้นจึงขออย่าท้อแท้ เราต้องทำให้ดีและฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ ทุกคนต้องอดทนบ้าง และคาดว่าจากปีนี้จนถึงปีหน้าและปีต่อไปอีก 2 หรือ 3 ปี กว่าจะทุกอย่างจะกลับมาฟื้นฟูเข้มแข็งได้ จึงต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ความร่วมมือและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ ลดความขัดแย้งในหลายๆ ประเด็น สร้างความมีเสถียรภาพเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งภายในและภายนอกประเทศ วิกฤตครั้งแตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา อะไรที่เกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ก็ต้องทำที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง อะไรก็ตาม แต่เราก็เดินมาถึงวันนี้ได้ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนตนจะเข้ามารับหน้าที่นายกฯ

“เราจะกลับไปสู่ที่เก่ากันหรือ ผมคิดว่ามันยังไม่ใช่ และยังไม่ถึงเวลานี้ แต่ทั้งหมดก็สุดแล้วแต่พวกท่าน เพราะพวกท่านคือผู้ที่จะตัดสินอนาคตประเทศไทย ผมเองก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของผมให้ดีที่สุด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีเสถียรภาพเรื่องการเงินการคลัง ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด ทั้งในส่วนของกองทุนสำรองระหว่างประเทศ มีผลทำให้เรามีดอลล่าเข้ามาใช้จ่ายในประเทศจำนวนมากทำให้เกิดดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล สิ่งเหล่านี้จะทำให้ค่าเงินของเราแข็งพอสมควร แต่เราก็จำเป็นต้องมีมาตรการที่ระมัดระวัง ทั้งมาตรการการเงินสมัยใหม่ที่ต้องเสริมเข้ามา นอกจากนี้ วันนี้เราได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี อีกทั้งประเทศไทยก็มีความพร้อม ขอเพียงอย่างเดียวประเทศเราจะต้องมีเสถียรภาพ อย่าให้มีความวุ่นวาย ไม่เช่นนั้นนักธุรกิจและนักลงทุนจะรู้สึกไม่ปลอดภัยในการที่จะมาลงทุน ไม่เกิดความเชื่อมั่น ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกัน

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะต้องทำให้เด็กรู้ว่าเรากำลังจะดูแลพวกเขาอย่างไร หลายอย่างต้องมีการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้าง เพราะช่วงที่ผ่านมาหลายอย่างก็มีปัญหามากพอสมควร ตนจึงได้ให้นโยบายปรับปรุงและแก้ไขให้ได้โดยเร็วที่สุด ระหว่างนี้เราต้องให้เด็ก ให้ผู้ปกครองได้รับทราบว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง สิ่งที่ตนได้รับฟังมา เด็กหลายคนมีปัญหา เพราะเด็กของเรามักจะถูกสอนแต่เรื่องในตำราและหลักสูตร จึงทำให้เด็กไทยคิดได้ช้ากว่าประเทศอื่น คนไทยไม่ใช่ไม่เก่ง ดังนั้น เราจึงต้องหาโอกาสว่าทำอย่างไรให้เขาได้แสดงออกมาที่เป็นประโยชน์ โดยมีแนวทางและหลักการ ทั้งสิ่งที่เราทำมาแล้ว โลก และประเทศอื่นๆ มาศึกษา เด็กไทยต้องอ่านหนังสือมากขึ้น และแม้ตนจะเป็นนายกฯ ก็ยังต้องอ่านหนังสือมากขึ้น พูดคุยกับคนที่รู้เรื่อง ศึกษากับคนที่มีขีดความสามารถ ทำให้รู้ว่าจะบริหารประเทศได้อย่างไร ถือเป็นหน้าที่ของนายกฯ ทุกคน เรามีคนเก่งอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเมือง ภาคธุรกิจ ประชาชน แม้กระทั่งเด็กนักเรียนซึ่งวันนี้มีคนเก่งอยู่มาก ทำอย่างไรจะดึงศักยภาพเหล่านี้ออกมาให้ได้

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องรับมือไปอีก 1-2 ปี ว่าต่างประเทศก็เหมือนเรา ต้องใช้เวลา 1 ถึง 3 ปี ถ้าเราไม่ร่วมมือ หรือสร้างความเข้มแข็งในวันนี้ มันจะไปอย่างไร ก็อาจจะต้องนานเกิน 2 ปี ถ้ามัวแต่ตีกันไปตีกันมาแบบนี้ มันจะไปได้อย่างไร

ที่มาจาก : ผู้จัดการออนไลน์

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์