กลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จ่อเข้าเจรจาให้ปิดเหมืองหินถาวรกับผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู 13 ส.ค.นี้

ดีเดย์ #ให้เหมืองจบที่รุ่นเรา 26 ปีการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เตรียมเข้าเจรจาให้ปิดเหมืองหินถาวรกับผู้ว่าฯหนองบัวลำภูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมพบกับเวทีเปิดใจนักสู้ดงมะไฟ 13 ส.ค.นี้ ที่ศาลากลาง จ.หนองบัวลำภู

10 ส.ค.2563 รายงานในเพจ The Story of แม่หญิงไฟ้ท์ รายงานว่า 13 ส.ค. นี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป กลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จะเดินทางจากตำบลดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา ไปยังศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตการประทานบัตรเพื่อการทำเหมืองแร่ และเรียกร้องให้มีคำสั่งปิดและฟื้นฟูเหมือง

กลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ผ่านมา ประชาชน กลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา 6 หมู่บ้าน ประมาณ 4 พันคน จำนวนประมาณ 1,089 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของการประกอบกิจการเหมืองหินในพื้นที่ และประชาชนได้ต่อสู้กับบริษัทเหมืองมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น ผ่านการสูญเสีย ทั้งที่ดิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำมาหากิน และสูญเสียชีวิตของนักปกป้องสิทธิฯแล้วถึง 4 คน  

กลุ่มดังกล่าวยังแจ้งด้วยว่า หากการเจรจาเป็นไปไม่เป็นผล ประชาชน ทั้งหมดจะร่วมอ่านข้อเรียกร้อง แสดงเจตนารมณ์ ที่ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู และใช้วิธีการอารยะขัดขืน (civil disobedience) ด้วยการเดินทางต่อไปยังบริเวณหน้าทางเข้า-ออกเหมืองแร่ ที่ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู เพื่อปิดเหมืองด้วยตนเอง จนกว่าหน่วยงานที่มีอำนาจจะเดินทางลงมาเจรจาและมีคำสั่งให้ปิดและฟื้นฟูเหมือง  

กิจกรรมวันดังกล่าว ประกอบด้วยการเจรจาโต๊ะกลมระหว่างตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กับผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ  สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เขต 2 จังหวัดอุดรธานี อุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู เวทีเปิดใจนักสู้ดงมะไฟ ทำอย่างไร #ให้เหมืองจบที่รุ่นเรา และความล้มเหลวของกลไกรัฐในการปกป้องประชาชน โดยมีตัวแทนจากประชาชนที่สู้มาแล้ว 3 รุ่น เป็นต้น

ข้อมูลประกอบจาก กลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ระบุว่า

กลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เป็นการรวมกลุ่มกันของประชาชน 6 หมู่บ้าน ประมาณ 4 พันคน จำนวนประมาณ 1,089 ครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หินปูนและโรงโม่หินของบริษัท ธ.ศิลาสิทธิ โดยประชาชนได้ต่อสู้เพื่อคัดค้านการสร้างเหมืองมาแล้ว 26 ปี เพราะต้องการปกป้อง “ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได” ที่มีเขาหินปูนที่สวยงาม เป็นต้นน้ำแหล่งน้ำซับซึมและอุดมสมบูรณ์หลายลูก คือภูผาฮวก ผาจันได ภูผายา ผาโขง และผาน้ำลอด ฯลฯ และยังเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ อุดมไปด้วยหน่อไม้ “ภูผาฮวก” เป็นแหล่ง “หน่อไม้ฮวก” ที่สมบูรณ์ ที่ได้พึ่งพิงหา อยู่หากินมาแต่ครั้งอดีต  เห็ดนานาชนิด และสมุนไพร ยังเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารของชุมชน

 ในปี 2555 จากการสำรวจของประชาชนในพื้นที่ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สมุนไพร ประชาชนในพื้นที่มีรายได้จากป่ามากกว่า 22 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่หมุนเวียนภายในชุมชน ทั้งนี้ชุมชนได้มีการบริหารจัดการให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่ต้องการปกป้อง แหล่งโบราณคดีแหล่งอารยธรรมโบราณคดีที่สำคัญควรค่าแก่การอนุรักษ์ และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมของจังหวัดหนองบัวลำภู ภายในถ้ำบริเวณพื้นที่ทำเหมืองหินปูน ได้มีการค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ภูผายาที่ปรากฏตามผนังถ้ำ  โดยมีการสันนิฐานว่า ภาพเขียนในถ้ำภูผายามีอายุระหว่าง 2,000 – 4,000 ปี  ซึ่งใกล้เคียงกับอายุของภาพเขียนที่ค้นพบที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี และมีลักษณะภาพเขียนคล้ายคลึงกับที่พบที่ผาลาย มณฑลกวางสี ประเทศจีน และยังมีการค้นพบเศษภาชนะดินเผาแบบเนื้อดินธรรมดาและแบบเนื้อแกร่งอยู่บนพื้นภายในถ้ำศรีธนและถ้ำผาน้ำลอด   โดยกรมศิลปากรได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี 2548    พ.ศ. 2555 สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีการเก็บข้อมูลบริเวณพื้นที่ภูผายา ถ้ำผาโขง และมีแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ในระยะเวลา 26 ปีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหาย ในการทำการผลิตพืชผลทางการเกษตร และมีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุจากหินที่กระเด็นออกมาจากการระเบิดหินปูน ผลกระทบทางสุขภาพ เนื่องจากการระเบิดหิน การทุบย่อยหิน การตักหิน การขนส่งหิน ก่อให้เกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือน ส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่ที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่ในรัศมีห่างจากพื้นที่ทำเหมืองแร่และโรงโม่หินไม่เกิน 1 กม. ทำให้เกิดความรำคาญตลอดทั้งวัน ไม่เพียงแต่ในช่วงที่มีการระเบิดเท่านั้น แต่หลังจากเวลา 17.00 น. การระเบิดหินเสร็จสิ้น ก็ยังมีการบดหิน ซึ่งทำให้เกิดเสียงดัง โดยช่วงเวลาดังกล่าวคือเวลานอนหลับพักผ่อน จึงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจแก่ประชาชนในพื้นที่ และยังก่อให้เกิดความเครียด

การต่อสู้คัดค้านเหมืองแร่หินปูนและโรงโม่หินทำให้นักปกป้องสิทธิฯ ในชุมชนที่คัดค้านโรงโม่หินถูกลอบยิงเสียชีวิตไปแล้วถึง 4 ศพ คือ บุญรอด ด้วงโคตะ สนั่น สุวรรณ กำนันทองม้วน คำแจ่ม และสม หอมพรมมา

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์