องค์กรสิทธิร้องเรียนหน่วยงานผู้อพยพสหรัฐฯ จัดอาหารไม่เหมาะสมให้แก่ชาวมุสลิม

นักกฎหมายด้านสิทธิพลเมืองในสหรัฐฯ ส่งจดหมายร้องเรียนต่อทางการ ระบุสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) จัดเตรียมอาหารที่เป็นอาหารต้องห้ามของศาสนาอิสลาม แก่ผู้ต้องขังชาวมุสลิม

ทนายความที่เป็นตัวแทนขององค์กรด้านสิทธิพลเมืองมุสลิมแอดโวเคทส์และองค์กรอเมริกันเพื่อความยุติธรรมด้านผู้อพยพระบุในจดหมายว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่ในสถานกักกันที่ชื่อ 'โครม' ทำการให้อาหารจำพวกเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่มาจากหมูแก่ผู้ต้องขังชาวมุสลิมซ้ำๆ หลายครั้ง ทั้งๆ ที่ขัดต่อหลักศาสนาของพวกเขา

ในจดหมายฉบับดังกล่าวยังระบุอีกว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาผู้ต้องขังชาวมุสลิมยังได้รับอาหารฮาลาลที่เน่าเสียแล้วจนทำให้พวกเขาเจ็บป่วย นอกจากนี้เมื่อผู้ต้องขังร้องเรียนกับบาทหลวงประจำเรือนจำแล้ว บาทหลวงประจำเรือนจำแค่บอกพวกเขาว่า "มันก็เป็นอย่างนี้แหละ"

กลุ่มทนายความยังได้นำเสนอฉลากอาหารถ่ายเอกสารที่ระบุวันหมดอายุของอาหารในเดิอน ส.ค. ปี 2560 ซึ่งถูกนำมาเสิร์ฟให้แก่ผู้ต้องขังในเดือน ธ.ค. 2560 นับได้ 4 เดือนหลังจากวันหมดอายุ

แต่ทางการที่ดำเนินการในเรื่องนี้ก็ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น โดยที่ เนสเตอร์ อิกเลเซียส โฆษกของ ICE กล่าวว่าต่อสื่อฟอร์บว่า "คำกล่าวอ้างใดๆ ก็ตามที่อ้างว่า ICE ปฏิเสธโอกาสที่มีเหตุผลและเป็นธรรมสำหรับบุคคลในการปฏิบัติตามข้อบังคับเรื่องอาหารของศาสนาพวกเขาถือเป็นเรื่องเท็จ"

ในจดหมายขององค์กรทนายความระบุว่าเจ้าหน้าที่ของสถานกักกันโครมเพิกเฉยและไม่ทำอะไรเกี่ยวกับปัญหาเรื่องอาหารการกินในช่วงที่ประเทศมีการกักตัวควบคุมโรค COVID-19 ปล่อยให้ชาวมุสลิมในสถานกักกันต้องกินอาหารที่มีหมูเจือปน อาหารเน่าเสีย หรือไม่ก็จะไม่ได้กินอะไรเลย มีหลายคนฝืนเลือกในสิ่งที่เสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าเพื่อรักษาความเชื่อทางศาสนาของตัวเองจนทำให้พวกเขาป่วยด้วยอาการต่างๆ เช่น ปวดท้อง, อาเจียน หรือท้องเสีย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ICE ถูกกล่าวหาเรื่องให้เนื้อหมูกับผู้ต้องขังชาวมุสลิมในปี 2562 มาก่อนเช่นกัน มีกรณีที่ชายชาวปากีสถานที่มีใบอนุญาตทำงานในสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้รับอาหารเป็นแซนด์วิชที่มีเนื้อหมูติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ในเรื่องนี้สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสหรัฐฯ เอาไว้โดยระบุว่าถึงแม้จะมีนโยบาย "การคำนึงถึงศาสนา" ของผู้ต้องขังแต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงไม่เคารพในการนับถือศาสนาของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการยึดลูกประคำไม้กางเขนจากชาวคริสต์แล้วเอาไปทิ้ง มีการยึดคัมภีร์ไบเบิลหรืออัลกุรอาน และบีบให้คนต้องสวดภาวนาในห้องน้ำที่สกปรก

ยังมีสื่อที่วิจารณ์อีกว่าถึงแม้รัฐบาลทรัมป์จะพยายามอ้างเรื่องการให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแต่ก็ยังมีการกีดกันการเข้าถึงศาสนาต่อผู้อพยพหรือผู้ต้องขังอยู่ อีกทั้งถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะวิพากษ์วิจารณ์จีนในเรื่องการบังคับชาวมุสลิมอุยกูร์ในค่ายกักกันให้กินหมู แต่พวกเขากลับปล่อยให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้นเสียเอง

สถานกักกันโครมมีผู้ต้องขังอยู๋ประมาณ 440 ราย รายงานระบุว่าเหตุการณ์ให้คนอิสลามกินเนื้อหมูนั้นเกิดขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตโรคระบาดหนัก COVID-19 ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิตามบทบัญญัติแก้ไชเพิ่มเติมมาตราที่ 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ระบุถึงการที่ภาครัฐไม่สามารถจำกัดบุคคลในการปฏิบัติตามหลักศาสนา อีกทั้งยังเป็นการละเมิดหลักปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขังในช่วง COVID-19 ด้วย

เรียบเรียงจาก
Muslim ICE Detainees Reportedly Fed Pork, Told By Chaplain: ‘It Is What It Is’, Forbes, 19-08-2020
Border Patrol and ICE Routinely Violate Immigrants’ Religious Rights, ACLU, 20-03-2019
Complaint: ICE Gave Muslim Detainee Only Pork Sandwiches, Daily Beast, 22-03-2020
รายงานฉบับเต็มโดยกลุ่ม Muslim Advocates และ Americans for Immigrant Justice ต่อองค์กร ICE, 19-08-2020

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์