'ประยุทธ์' ลุยซื้อเรือดำน้ำ ลั่นดูแลปชช. ไม่อยากทวงบุญคุณ กมธ.งบฯ เลื่อนเคาะเป็น 31 ส.ค.นี้

ซื้อเรือดำน้ำ ตัวแทนพรรคปชป. ไม่เห็นชอบ เลื่อนเคาะใหม่ 31 ส.ค. ส.ส.รัฐบาลล็อบบี้วุ่น ประธาน กมธ.งบฯ ระบุ ฝ่ายรบ.-ฝ่ายค้าน เห็นด้วยต้องมีเรือดำน้ำเพิ่ม ยกเลิกไม่ได้ ขัดกฎหมาย 'ประยุทธ์' ลุยซื้อเรือดำน้ำ ลั่นกระทรวงต่างๆ ดูแลประชาชน ไม่อยากทวงบุญคุณ

ซื้อเรือดำน้ำ เลื่อนเคาะใหม่ 31 ส.ค. ส.ส.รัฐบาลล็อบบี้วุ่น

วันที่ 26 สิงหาคม 2563 การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งเริ่มประชุมมาตั้งแต่เวลา 10.00 น. โดยจะมีวาระการพิจารณางบประมาณการซื้อเรือดำน้ำ ของกองทัพเรือจำนวน 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท จากประเทศจีน ของกองทัพเรือ ในช่วงบ่าย

ทั้งนี้ ส.ส.ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 6 เสียง ได้รับสัญญาณจากมติพรรคเมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) ว่าจะไม่ลงมติโหวตให้ วาระซื้อเรือดำน้ำผ่านในชั้นกรรมาธิการ ทำให้กรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลเหลือเสียง 42 เสียง จากฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด 48 เสียง และตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี 18 เสียง และ พรรคร่วมรัฐบาล 30 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 24 เสียง รวมเป็น 72 เสียง

วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.พลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล และ กมธ.งบ พยายามล็อบบี้เพื่อให้กองทัพเรือมาชี้แจงถึงเหตุผลอีกครั้งทำให้ที่ประชุมกมธ.เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็น วันที่ 31 ส.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อให้กองทัพเรือมาชี้แจงว่า จะเลื่อนการจัดซื้อเรือดำน้ำได้หรือไม่ เพราะการยกเลิกการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้น ไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งเริ่มประชุมในเวลา 09.00 น.แต่ปรากฎว่า การประชุมล่าช้ากว่าปกติ และเริ่มประชุมได้ในเวลา 10.00 น. โดยพรรครัฐบาลแต่ละพรรคไปหารือถึงปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศไม่เห็นด้วยและจะโหวตสวนหากที่ประชุมกมธ. เห็นชอบให้จัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ

ทั้งนี้หลังจากการประชุมเริ่มขึ้นได้ไม่กี่นาที สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกมธ.งบฯ ได้สั่งพักการประชุม และออกมาหารือนอกรอบ กับแกนนำของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคปชป.

ขณะที่วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล และกมธ.งบฯ ได้เดินพูดคุยกับกมธ.งบฯ ในสัดส่วนของพรรคพปชร.ตามโต๊ะ และได้มีการพูดคุยกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ปรึกษากมธ.งบฯจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรองประธานอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ ซึ่งเป็นกมธ.ที่จะเสนอให้มีการทบทวนการจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้ด้วย

จากนั้นที่ประชุมได้มีการประชุมลับ โดยมีรายงานว่าในที่ประชุมเตรียมจะขอมติให้มีการเลื่อนวาระการพิจารณางบเรือดำน้ำออกไปเป็นช่วงเย็นจากที่มีกำหนดวาระพิจารณาในช่วง 13.00 น. เพื่อจะเชิญกองทัพเรือมาชี้แจงเหตุผลต่อที่ประชุม กมธ.งบฯชุดใหญ่อีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาให้มีความเห็นชอบให้มีการจัดสรรงบประมาณต่อไป แต่นายยุทธพงศ์ ไม่ยอม แต่เมื่อเปิดประชุมแบบเปิดเผยที่ประชุมก็พิจารณาตามวาระ โดยให้อนุกมธ.แต่ละคณะรายงานผล

 

ประธาน กมธ.งบฯ ระบุ ฝ่ายรบ.-ฝ่ายค้าน เห็นด้วยต้องมีเรือดำน้ำเพิ่ม ยกเลิกไม่ได้ ขัดกฎหมาย

สันติ พร้อมพัฒน์ กล่าวถึง ถึงกรณีงบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 วงเงิน 22,500 บาท ว่า กมธ.ชุดใหญ่ คงต้องเลื่อนการพิจารณาไป 2-3 วัน  เพราะ กมธ.คณะใหญ่ต้องให้กองทัพเรือชี้แจงว่าขั้นตอนต่างๆ ว่าขั้นตอนการจัดซื้อเรือดำน้ำได้ไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว เนื่องจากกรณีดังกล่าวทางกองทัพเรือได้การอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2563 จากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตราเป็นกฎหมายไปแล้ว

“ต้องให้กองทัพเรือมีโอกาสได้คุยกับคู่ค้าด้วย ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเมื่อโครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรผ่านงบประมาณปี 2563 ครม.เท่ากับว่างบประมาณ 2563 อนุมัติให้กองทัพเรือซื้อเรือดำน้ำได้สองลำ”

“จากที่คุยกับพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคฝ่ายค้านในแต่ละพรรคและ กมธ.ทุกคนเห็นด้วย กับการที่กองทัพเรือจะมีเรือดำน้ำเพิ่ม 2 ลำ ไม่มีใครคัดค้าน แต่ขณะนี้ภาวะวิกฤตโควิด -19  ทำให้เศรษฐกิจชะลอลง คนตกงานจำนวนหนึ่ง ต้องพิจารณาว่าให้กองทัพเรือไปคุยว่าจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้างเนื่องจาก อนุมัติเป็นกฎหมายแล้ว”

สันติกล่าวด้วยว่า ถ้าไม่ดำเนินการจะขัดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร ส่วนกระแสสังคม กมธ.คณะใหญ่น้อมรับความห่วงใยต้องให้ทุกภาคส่วนคุยกัน คาดว่าใช้เวลา 2-3 วัน  เพราะ กมธ.หลายคนมองว่าจำเป็น เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านก็มีเรือดำน้ำ เช่นอินโดนีเซีย แม้แต่พม่า เขามีแล้ว 1 ลำกำลังสั่งต้อ 4 ลำ ดังนั้น กมธ.ทุกคนเห็นด้วย” นายสันติ กล่าว

สันติ ชี้แจงว่า ฟังจากสื่อที่มีการกล่าวว่าสามารถใช้เฮลิคอปเตอร์แทน เรือดำน้ำได้นั้น มันไม่ใช่ เพราะเรือดำน้ำนอกจากไว้เป็นเขี้ยวเล็บ ยังเฝ้าระวังผิงน้ำ บนอากาศและใต้น้ำด้วยกัน อีกทั้ง ระหว่างมิตรภาพไทย จีน ได้ออกแบบเรือเป็นพิเศษ มีเครื่องป้องกันการจับสัญญาณน้ำตื้น สามารถอยู่น้ำตื้นได้ด้วย 60 -80 เมตร ทะเลไทยอันดามันทะเลจีนมีพื้นที่ขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาล หลายพันกิโลเมตร การมีเรือดำน้ำ 3 ลำประหยัดอย่างสูงแล้ว และกว่าจะได้เรือมาต้องใช้เวลา  7 ปี  มองทั้งความมั่นคงกองทัพ ทุกคนกำลังปรึกษาหารืออย่างยิ่งยวด

สันติ กล่าวว่า ส่วนการยกเลิกการซื้อเรือดำน้ำนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะการซื้อเรือดำน้ำ ผ่าน ครม.แล้ว และสภาอนุมัติให้ไปดำเนินการ ให้ทั้งเงินและอำนาจกองทัพเรือไปดำเนินการ  ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติว่าจะไม่อนุมัติให้ซื้อเรือดำน้ำ และจะลงมติคว่ำงบประมาณดังกล่าว ใม่คว่ำหรอก เป็นเรื่องความจำเป็นของบ้านเมืองต้องอยู่บนเหตุบนผล

เมื่อถามว่า ถึงขั้นต้องมาโหวตในที่ประชุมหรือไม่ สันติ กล่าวว่า อยู่ที่ประชุมจะหารือกันว่ามีทางออกที่ดีที่สุดหรือมีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ ถ้าทุกคนเห็นตรงกันก็เป็นไปตามนั้น

 

'ประยุทธ์' ลุยซื้อเรือดำน้ำ ลั่นกระทรวงต่างๆดูแลประชาชน ไม่อยากทวงบุญคุณ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ให้กรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2564 จำนวน 7 คน ของพรรคลงมติไม่เห็นชอบให้จัดซื้อเรือดำน้ำ ในคณะชั้นกรรมาธิการฯ ว่า นึกอยู่แล้วว่า สื่อต้องถามเรื่องเรือดำน้ำ เป็นเรื่องของกรรมาธิการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นต่างในจัดการซื้อนั้น ไม่รู้ เป็นเรื่องของพรรคที่จะว่ากันไป แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการฯ จะว่าอย่างไร ซึ่งมีหลายพรรคร่วมอยู่ สิ่งสำคัญสุดได้อธิบายไปหมดแล้ว ถึงความจำเป็น หลักการและเหตุผล งบประมาณที่จัดซื้อก็เป็นของกองทัพเรือ และเราได้แก้ปัญหาปี 63 ไว้แล้วส่วนหนึ่ง ฉะนั้นโครงการอะไรก็ตามที่เป็นโครงการต่อเนื่อง มีความจำเป็นหรือไม่ จำเป็นอย่างไร จะได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการฯ ที่จะพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่า การทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นไปด้วยดี อย่ายกเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เป็นเรื่องภายในที่จะต้องบริหารกันเองให้ได้ พรรคร่วมรัฐบาลต้องคุยกัน ก็สุดแล้วแต่ ตนไม่พูดตรงนี้ โอเคนะ

“วันนี้เรื่องภาษีเราก็ไม่ได้ไปเร่งรัดกับใคร หลายคนก็ขอโน่นขอนี่ แล้วผมจะเอารายได้มาจากที่ไหน ขอถามสื่อว่า รู้หรือไม่ รายได้ประเทศมาจากไหน รู้ทุกคนแหละ ประชาชนบางคนรู้ แต่บางคนก็ไม่รู้ หรือรู้น้อย ผมไม่ได้โทษเขา มันอยู่ที่สื่อ แต่ก็ไม่ได้โทษสื่อที่อยู่ตรงนี้ ผมพูดเยอะก็หาว่าพูดเยอะ แต่ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครพูด เพราะทุกคนอาจจะกลัวบ้างอะไรบ้าง ไม่กล้าพูด แต่ผมไม่กลัว จะพูดให้ประชาชนเข้าใจ จะว่าอะไรผมก็ต้องอดทนทุกเรื่อง ซึ่งอดทนมาเยอะ เพื่อใคร เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชนของเรา ถ้าผมไม่ทำแล้วจะทำกันเมื่อไร จะรอวันหน้าก็ใช่ จะเปลี่ยนรัฐบาลหรือเลือกตั้งใหม่อะไรก็แล้วแต่ ถามว่ากว่าจะถึงเวลานั้นเวลานี้มันจะตายกันหมดหรือเปล่า ใช่หรือไม่ มันจะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้ จนกว่าจะถึงวันนั้น ทำวันนี้ให้ดีเพื่อวันข้างหน้าจะไม่ดีกว่าหรือ ต้องเริ่มอย่างนี้ ค่อยๆ ไป แล้วเดี๋ยวมันก็ไปของมันเอง ประเทศไทยเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งเยอะแยะ ข้อสำคัญคือ ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ เอานู่นมาตีกันไปมาจนล้มไปหมดทั้งระบบ มันได้หรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้มาดูเรื่องงบประมาณฝ่ายความมั่นคงกันอีกเป็นหลัก เพื่ออะไรก็แล้วแต่ตนไม่รู้ความตั้งใจของท่าน ตนไม่พูด แต่สิ่งสำคัญที่สุดงบประมาณกระทรวงอื่นท่านก็ตัดของเขาอีก ทั้งที่กระทรวงเหล่านั้นเขาดูแลประชาชนใช่หรือไม่ ไปตัดของเขา ทำไมไม่ให้ความสำคัญบ้าง งบหลายกระทรวงแล้วก็มาจ้องงบนี้เข้าไปด้วย สรุปว่าประเทศเดินหน้าไม่ได้ทั้งหมด แล้วรู้หรือไม่งบประมาณตัดแล้วไปไหน จะเอาไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ กฎหมายเขียนว่าอย่างไร มันก็ตกหมด ไม่ใช่ว่าจะมาอยู่งบกลางได้ หรือไม่ก็ต้องไปทำโครงการของเจ้ากระทรวงเดิมที่ผ่านมานำขึ้นมา เข้าใจตรงนี้กันเสียบ้าง ส่วนเรื่องการทุจริต โปร่งใส ก็ติดตามทำอย่างเต็มที่ ตนยืนยันไม่มีนโยบายทุจริตกับใครทั้งสิ้น พรรคร่วมรัฐบาลเราก็ประกาศเจตนารมณ์ไปแล้วว่าจะต้องไม่มีการทุจริต จะต้องทำให้ได้ เรื่องกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมตนก็ทำให้ เรื่องไหนที่เป็นประเด็นสำคัญ ในเรื่องคดีต่างๆ ตนก็คุยกับคณะกรรมการชุด นายวิชา มหาคุณ มาตลอดทุกวัน ว่าพิจารณาไปถึงไหนอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรกับคดีนี้ ปัญหาไม่ใช่แค่ตรงนี้ แต่อยู่ที่กฎระเบียบกติกา กฎหมายหลายตัว ที่ทำอย่างนี้ออกมาได้ ซึ่งก็ต้องไปแก้กฎหมาย จึงต้องตั้งคณะทำงานทำต่อในเรื่องปฏิรูปกฎหมาย จะทำอย่างไร จะร้องหรือจะเรียกพยานใหม่ กฎหมายเดิมกำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น นั่นคือ จุดอ่อนที่ต้องแก้ นี่คือแก้ไขกฎหมายเพื่อขจัดปัญหา ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ

“ผมเรียนว่าที่ผ่านมา หลายคนมองว่าผมมาแบบนี้ แบบเผด็จการ อะไรต่างๆ มันต้องมองย้อนกลับไป ผมไม่อยากจะพูดทบทวน ไม่ได้อยากให้ทุกคนถือว่าเป็นบุญคุณ มันไม่ใช่ ผมเห็นชาติเป็นอย่างนี้ ไม่ปลอดภัย ผมก็ต้องเข้ามา แล้ววันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ท่านลืมหมดแล้วหรืออย่างไร ลืมกันหรือยัง ลืมหมดแล้วหรือ ผมเข้ามาด้วยอะไร เพราะอะไร ทำไมถึงต้องเข้ามา อย่าลืมสิ แล้ววันนี้สิ่งที่ผมทำมีความก้าวหน้าบ้างหรือไม่ หลายๆ อย่างดีขึ้นมาโดยตลอด เป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ 4.0 แล้วใครเป็นคนทำ ผมเป็นคนทำมาทั้งนั้น 4.0 ที่ว่ามานี้ นโยบาย ยุทธศาสตร์ เดินหน้ามาตามกรอบกติกาจนถึงวันนี้ ถ้าไม่ทำวันนั้น วันนี้ก็ไม่เกิด เพราะมัวสาละวนแก้ปัญหาอยู่อย่างนี้ การเมืองบ้าง อะไรบ้าง แต่ตัวผมไม่มีการเมือง แต่ก็ต้องทำงานร่วมกับการเมืองเขา ฉะนั้นก็ต้องไปด้วยกันให้ได้ ประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตยที่มีรูปแบบของเรา เราไม่ได้มีจากที่อื่น ทำไมต้องทำเหมือนคนอื่นเขาหมด แล้วความเป็นไทยของเราหายไปไหน ถ้าจะเอาชนะคะคานทางการเมือง ผมว่าประเทศชาติมันล่มสลาย ถ้ามันเกิดอย่างนั้นจริง ก็รอดูก็แล้วกัน แล้วทุกคนจะต้องอยู่บนแผ่นดินนี้ที่ร้อนระอุลุกเป็นไฟ ก็ว่ากันไปแล้วกัน ผมก็สุดกำลังสติปัญญาของผมแล้ว ถ้าจะถึงตอนนั้นอีกก็ โอเคนะ” นายกฯ กล่าว

 

อ้างอิง: มติชน, ประชาชาติ, ไทยรัฐ

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์