จดหมายถึงแม่: อย่าใช้ความอาวุโสด้อยค่าการต่อสู้ของเยาวชน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ถึง แม่

แม่บอกว่า การเมืองไม่เกี่ยวกับชีวิตแม่...

แม่บอกว่าใครจะทำอย่างไร จะโอนทรัพย์สินสาธารณะไปเป็นสมบัติส่วนตัวจนรวยที่สุดในโลก ก็ไม่มีผลต่อแกงกะทิในหม้อของแม่ แม่เคยไปถามแม่ค้าที่ขายเครื่องแกงเผ็ด ขายเนื้อหมู บ้างไหมว่า พวกเขาสามารถค้าขายได้เหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า แม่เคยไปฟังเสียงเจ้าของร้านขายผ้าในตลาดบ้างไหมว่า รายได้เขาหายไปเท่าไหร่ตั้งแต่ประยุทธ จันทร์โอชายึดอำนาจในปี 2557 แม่กล้าพูดได้อย่างไรว่าชีวิตของแม่ดีขึ้นภายใต้รัฐบาลของประยุทธ ในขณะที่ราคายางในสวนของแม่นั้นตกต่ำลงในรอบหลายปี? 

แม่รู้ได้อย่างไรว่าการเมืองไม่เกี่ยวกับชีวิตแม่?...

ถ้าการเมืองดีตั้งแต่ตอนแม่ยังเด็กและภาษีถูกกระจายออกไปอย่างเป็นธรรม-ทั่วถึง.. แม่อาจได้มีโอกาสเรียนหนังสือมากกว่านี้ มีโอกาสทำตามความฝันของตัวเอง เป็นผู้หญิงที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายและนอกใจแม่ 

ถ้าการเมืองดีและภาษีถูกกระจายออกไปอย่างเป็นธรรม-ทั่วถึง.. แม่จะมีโอกาสเข้ารักษาพยาบาลอย่างดีโดยไม่ต้องกดดันให้ลูกรับราชการเพื่อหวังสิทธิรักษาพยาบาลจากอาชีพของลูก โดยที่ไม่สนใจว่าลูกมีความถนัดหรือมีความหลงใหลใฝ่ฝันในอาชีพอะไร...

ถ้าการเมืองดีและภาษีถูกกระจายออกไปอย่างเป็นธรรม-ทั่วถึง .. รัฐจะมีสวัสดิการที่เพียงพอเพื่อดูแลแม่ยามชรา โดยแม่ไม่จำเป็นต้องมีลูกเยอะๆ เพื่อหวังว่าจะมีคนดูแลยามแก่ ทุกครั้งที่แม่ดุด่าฉันอย่างรุนแรงและทำร้ายร่างกายฉันเพราะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ แม่จะไม่ต้องแก้ตัวให้กับการกระทำที่ปราศจากความรักเหล่านั้นว่า “แม่ทำเพราะความรัก” และสั่งให้ฉันพิมพ์กลอน “พระคุณแม่” ไปแปะที่ฝาตู้เย็น เพียงเพราะแม่กลัวว่า วันหนึ่ง.. จะไม่มีใครอยากอยู่ใกล้และดูแลแม่ยามแก่เฒ่า

แม่บอกว่าแม่สนใจแต่พุทธศาสนา...

แม่เชื่อในโชคชะตา บุญบาปแต่ชาติปางก่อน และการกระทำของตัวเอง โดยไม่เคยโทษระบบของรัฐเลย
แม่รู้ไหมว่าศาสนาพุทธแบบไทยๆ ที่แม่ท่องบทสวดเช้าเย็น ที่ทำให้ตัวแม่รู้สึกว่าเป็น “คนดี” ตามค่านิยมของฝ่ายอนุรักษ์นิยม แท้จริงแล้วคือเครื่องมือของรัฐในการควบคุมคนไทยให้อยู่ใต้คำบัญชาและอุดมการณ์ของผู้ปกครอง เหมือนสัตว์ในคอก กินเท่าที่ผู้ปกครองมีให้ พอใจกับคอกสกปรกแคบๆ หารู้ไม่ว่าข้างนอกคอกมีทุ่งหญ้าเขียวขจีและท้องฟ้าแห่งเสรีภาพ การเชื่อในเรื่องโชคชะตา บุญบาป เวรกรรม จำนนต่อผู้มี “บุญบารมี” คือการปิดกั้นการตรวจสอบผู้มีอำนาจ ปิดกั้นการลุกฮือเพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่โกรธแค้น ใช่แม่.. ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม ไม่ใช่ของน่ารังเกียจ ความโกรธเป็นอำนาจของประชาชน และประชาชนมีสิทธิโกรธระบบที่เหลื่อมล้ำ-ไม่ยุติธรรมได้ ในปีที่ความแห้งแล้งกินเวลานานกว่าปกติ วันที่อ่างเก็บน้ำท้ายหมู่บ้านแห้งขอด ฝนหลวงไม่ตกให้พืชไร่ของแม่ ในวันที่แม่ละเมอไปว่าเสียงหึ่งๆ ของเครื่องตัดไม้ คือเสียงเครื่องบินทำฝนเทียม..แม่ยังกล้าพูดว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอีกเหรอ?

แม่รู้ไหมว่าศาสนาพุทธแบบไทยๆ และฟ้าที่แม่นับถือนั้นอยู่ข้างเผด็จการอำนาจนิยมตั้งแต่อดีต ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ปี 2519 พระกิตติวุฒโฒ ภิกขุ เคยกล่าวว่า “ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป” ปลุกฝ่ายขวาในเวลานั้นให้คลั่งและเป็นใบอนุญาตให้ฆ่านักศึกษาในธรรมศาสตร์อย่างป่าเถื่อน ภายใต้อุดมการณ์ที่ว่า “ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นั้นไม่ใช่คนสมบูรณ์ เป็นมาร ฆ่าได้” [1] ก่อนการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่มีคนเสียชีวิต 21 ศพ ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ที่แม่ชื่นชม เคยทวีตข้อความไว้ว่า “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน” แม้พระว.วชิรเมธีอ้างว่าไม่มีเจตนาจะสื่อว่า การฆ่าคนไม่บาป แต่การทวีตถ้อยคำกำกวมเช่นนั้น [2] ในช่วงเวลาที่มีความแหลมคมแบบนั้น สมควรทำหรือ? แล้วแม่รู้ไหมว่าในการสังหารหมู่ประชาชนแต่ละครั้ง ฟ้าของแม่ลอยอยู่ข้างใคร?

แม่รู้ไหมว่า ในการเห็นต่างทางศาสนา การเมือง รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ สิ่งที่ทุกคนต้องทำร่วมกัน คือ รักษาสิทธิมนุษยชนและพื้นที่ของสันติวิธี เราต้องไม่ยุยง ป้ายสี เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ไม่ทำให้ประชาชนฝ่ายใดเป็นศัตรูของชาติที่ต้องถูกกำจัดเพื่อรับใช้อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ เราต้องไม่เซ็นต์ใบอนุญาตทางสังคมให้ปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง เราต้องไม่อนุญาตให้รัฐลิดรอนสิทธิของประชาชนด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่อยุติธรรม 

แม่...

การนิ่งเฉยหรือการเฉยเมยต่อความอยุติธรรม คือการส่งเสริมความอยุติธรรมทางอ้อมนะ เวลาที่เราเห็นสิ่งผิดปกติ เราต้องออกมาพูด ต้องทำอะไรสักอย่าง แม่รู้ไหมว่าคนแต่ละรุ่นจำเป็นต้องทำหน้าที่ในส่วนของตนเพื่อสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่ดีขึ้นกว่าตอนที่เราเกิดมา แม่รู้ไหมว่าเราไม่สามารถนั่งรอให้ศักดินาและเผด็จการล่มสลายด้วยตัวมันเอง การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดจากการช่วยกันดันเพดานของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย คนเสียงเบาหรือเสียงดัง คนใช้แรงงาน นักเรียน นักศึกษา และคนอื่นๆ ในสังคม ผ่านการรณรงค์-ถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมาในโซเชียลมีเดีย การออกไปแสดงพลังบนท้องถนน การคว่ำบาตรทางสังคมต่อดารา-สื่อ-ธุรกิจที่สนับสนุนเผด็จการ การลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญกับ ilaw การบริจาคเงินให้องค์กรหรือสื่อที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และความเท่าเทียม เป็นต้น  

แม้แม่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันเชื่อ ก็จงอย่าใช้ความเป็นแม่มาฉุดรั้งและกักขังหัวใจฉันให้อยู่แต่ใน “ที่ปลอดภัย” ของแม่ตลอดกาล เพราะ “ที่ปลอดภัย” ของแม่ คือการหลบตาต่อความยุติธรรม คือการปิดหูไม่ฟังเสียงร้องของคนที่ถูกอุ้มหาย คือการเดินผ่านคนบริสุทธิ์ที่ถูกอำนาจรัฐทำร้ายโดยไม่ใยดี คือคุกที่ขังจิตวิญญาณของฉัน

อนาคต ชีวิต จิตวิญญาณเป็นของฉัน แม่อย่าด้อยค่าอุดมการณ์ของฉันและคนรุ่นใหม่ว่าเป็นอุดมการณ์ของคนโง่ โง่ที่จะล้มช้าง อย่าด้อยค่าว่าการตายของเพื่อนเรานั้นสูญเปล่า อย่าบอกว่าเราฝันเฟื่องเพ้อเจ้อ แม่ไม่อยากสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่าก็ไม่เป็นไร แต่จงให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของเราในการสู้เพื่ออนาคตที่เราอยากเห็น 

เวลาที่เราคุยกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จไม่ได้ แม่เลิกพยายามทำให้ฉันรู้สึกผิดด้วยการอ้างอาวุโสเสียทีได้ไหม เพราะมันซ้ำซาก จำเจ และฟังไม่ขึ้น การอ้างอาวุโส คือ ข้ออ้างของคนเกิดก่อนที่บ้าอำนาจและเห็นคนไม่เท่ากัน เป็นข้ออ้างของคนที่ไม่ฟังเสียงใคร ค่านิยมนี้ควรหมดไปจากสังคมไทยเสียที แทนที่เราจะสอนให้เด็กเคารพผู้ใหญ่ เราควรสอนให้เด็กเคารพคนทุกคน และทุกคนก็ควรเคารพเด็กด้วย เคารพกันที่ความเป็นมนุษย์
อ้อ แล้วแม่ก็ไม่ต้องเอา “ความเป็นแม่” มาฟาดหัวฉัน เพราะต่อให้แม่เป็นแม่ดีเด่นของกาแล็กซีทางช้างเผือก แม่ก็ไม่มีสิทธิมาควบคุมให้ฉันใช้ชีวิตตามความต้องการของแม่อยู่ดี

แม่ไม่ต้องด่าว่าฉันเป็นคนลืม “ราก” หรอก...

เพราะถ้าคำว่า “ราก” ของแม่หมายถึงชาติไทย... แม่จ๋า ฉันไม่เคยลืม เพียงแต่ฉันเลิกเชื่อนิทานปรัมปราและประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง แม่รู้ไหมว่าหัวใจฉันรู้สึกอย่างไรตอนที่อ่านชะตากรรมของสมาชิกคณะราษฎร ครอบครัวของพวกเขา รวมถึงสถาปัตยกรรมที่พวกเขาเคยสร้าง แม่รู้ไหมว่าคำประกาศของคณะราษฎร ท่อนที่ว่า “...ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่เป็นของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง...” ยังก้องอยู่ในใจฉัน 
แม่รู้ไหมว่าฉันน้ำตาไหลกี่ครั้งกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แม่รู้บ้างไหมว่าลูกของแม่แตกสลายตอนนั่งอ่านความจริงอีกชุดที่แม่ไม่สนใจเกี่ยวกับการปราบปรามคนเสื้อแดงในปี 2553 แม่รู้ไหมว่าฉันจะไม่มีวันลืมท่าทีของพวกศักดินาที่มีต่อการสังหารกลางกรุงฯ

นิพพานที่แม่ใฝ่ฝันนั้นมีจริงหรือไม่ ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่แม่จะจากโลกนี้ไปเพื่อหวังนิพพานข้างหน้า โดยไม่แม้แต่จะจ้องตากับความไม่ยุติธรรม หรือหยุดฟังเสียงร้องเพลงของสามัญชนเลยหรือ ?
ถ้าแม่ยังรู้สึกว่าชีวิตและการสู้ต่อของคนเหล่านั้นสูญเปล่า ฉันก็อยากบอกแม่ให้เลิกฝึกความเป็นพุทธ แล้วมาฝึกความเป็นมนุษย์ที่มองเห็นคุณค่าของชีวิตผู้อื่นก่อนนะแม่

จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ลูก

 

อ้างอิง
[1] https://prachatai.com/journal/2013/10/49085
[2] https://prachatai.com/journal/2018/11/79776

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์