นิสิต ม.มหาสารคามรับทราบข้อหาชุมนุมฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เสี่ยงโควิด-19 ระบาด

"บอย มมส." เข้าพบตำรวจ สภ.เขวาใหญ่ จ.มหาสารคาม ถูกออกหมายเรียกเหตุจัดชุมนุม #อีสานสิบ่ทน เมื่อ 22 ก.ค. ตำรวจตั้งข้อหาฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ ขณะที่ศูนย์ทนายสิทธิฯ พบในช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คุมโควิด-19 มีการดำเนินคดีไปแล้ว 19 คดี มีผู้ถูกกล่าวหา 65 คนทั่วประเทศ

คลิป “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ นิสิตปี 2 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รับทราบข้อกล่าวหาฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ ที่ สภ.เขวาใหญ่ จ.มหาสารคาม เมื่อ 31 ส.ค. 2563

ที่มา: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

กรณีตำรวจ สภ.เขวาใหญ่ (ขะเวาใหญ่) ออกหมายเรียก “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ นิสิตปี 2 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สมาชิกแนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคม ในข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ นั้น เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา บอย พงศธรณ์ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สภ.เขวาใหญ่ว่าตั้งแต่เวลา 10.00 น. มีการวางแผงเหล็กกั้นทางขึ้นเว้นช่องให้เดินผ่านเข้าได้ มีตำรวจในเครื่องแบบราว 50 นาย ประจำอยู่ทั้งสองด้านของทางขึ้น มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีก 10 นาย กระจายตัวคอยถ่ายรูปและตั้งกล้องวีดิโอบันทึกภาพ ประชาชน นักศึกษาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่เดินทางมาให้กำลังใจ บอย พงศธรณ์

ก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา บอย พงศธรณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าการดำเนินคดีต่อเขาเป็นคุกคามประชาชน ด้วยการยัดคดี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ระบุว่าการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้มีเป้าหมายปิดกั้นการชุมนุม และ 1 เดือนที่ผ่านมาไม่มีใครในประเทศติดโควิด-19

ทั้งนี้ บอย พงศธรณ์พร้อมทนายความเข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน โดยมีมารดา อาจารย์ฝ่ายพัฒนานิสิต และอาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวม 3 ท่าน เข้าร่วมรับฟังการแจ้งข้อกล่าวหา

ด้าน พ.ต.ท.ไพบูลย์ ฐิติญาณวิโรจน์ รองผู้กำกับ (สอบสวน) สภ.เมืองเขวาใหญ่ ในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ได้ชี้แจงกระบวนการในวันนี้และแจ้งสิทธิของผู้ต้องหา ก่อนแจ้งพฤติการณ์ที่เป็นเหตุในการดำเนินคดี และแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปคือ กรณีเครือข่ายนักศึกษาจัดกิจกรรม “อีสานสิบ่ทน” มีพยานหลักฐานว่า พงศธรณ์เป็นแกนนำในการประชาสัมพันธ์ทางเฟซบุ๊ก แนวร่วมนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อประชาธิปไตย เชิญชวนให้ทุกคนร่วมกิจกรรมการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ในวันที่ 22 ก.ค. 2563 ที่ลานแปดเหลี่ยม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เมื่อถึงวันดังกล่าวมีการจัดชุมนุมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับไล่รัฐบาล มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ประกาศยุบสภา, ยุติบทบาท ส.ว., จัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กลุ่มผู้ชุมนุมสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียง มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากนั่งและยืนเบียดเสียดกันโดยเว้นระยะห่างไม่ถึง 1 เมตร, ผู้ชุมนุมบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย, สถานที่ชุมนุมมีทางเข้าออกหลายทางโดยไม่ได้จัดจุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อคัดกรองและจัดให้ผู้ชุมนุมล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ให้ครบถ้วนตามหลักวิชาการในการป้องกันโควิด-19 อันจะเป็นเหตุให้มีการแพร่ได้

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐาน “เป็นผู้จัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย ชุมนุม ทำกิจกรรม หรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัด หรือในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค, ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่สั่งห้ามผู้ใดดำเนินการใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นเหตุให้โรคแพร่ออกไป และโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามข้อกำหนดมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 5) ข้อ 2(2), พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ มาตรา 34(6), และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ มาตรา 4

ภายนอกสถานีตำรวจภูธรเขวาใหญ่ เมื่อ 31 ส.ค. 2563 (ที่มา: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา "บอย" พงศธรณ์ ตันเจริญ นิสิต ม.มหาสารคาม ฉีกหมายเรียกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและกระทืบซ้ำ (ที่มา: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ด้าน บอย พงศธรณ์ ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยจะให้การเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 15 ก.ย. 2563 เมื่อพนักงานสอบสวนเมื่อลงบันทึกประจำวันและให้พงศธรณ์พิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวพงศธรณ์โดยไม่ต้องมีการประกันตัวแต่อย่างใด

หลังจากนั้นบอย พงศธรณ์ได้แถลงหน้า สภ.เขวาใหญ่ ว่าเขาจะสู้ตามกระบวนการของกฎหมาย ไม่ว่าจะมีการดำเนินคดีอีกกี่คดี การฟ้องร้องจะไม่สามารถหยุดยั้งการต่อสู้ของเขาและประชาชนได้ และการต่อสู้จะยกระดับเข้มข้นขึ้น ประชาชนชาวมหาสารคามจะเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่กรุงเทพฯ ในเดือนกันยายนด้วย จากนั้น พงศธรณ์ได้ฉีกหมายเรียกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และทิ้งลงพื้นพร้อมกระทืบซ้ำ เป็นสัญลักษณ์ว่า กฎหมายที่นำมาใช้กลั่นแกล้งประชาชนไม่ได้ทำให้ประชาชนกลัวแต่อย่างใด มีแต่จะยิ่งเพิ่มไฟแค้นและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง

เปิดสถิติคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างน้อย 17 คดี 63 ราย แม้รัฐบาลอ้างไม่ใช้กับการชุมนุม, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, 26 ส.ค. 63

รายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 63 เป็นต้นมา เป็นเวลากว่า 5 เดือน จนถึงวันที่ 26 ส.ค. 63 มีการนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้กล่าวหาเพื่อดำเนินคดีกับประชาชนซึ่งออกมาแสดงออกทางการเมือง อย่างน้อย 19 คดี โดยมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 65 คน แทบทั้งหมดยังอยู่ในชั้นสอบสวนหรือผู้ถูกกล่าวหาบางคนยังไม่เข้ารับทราบข้อกล่าวหา (อ่านรายละเอียด)

เฉพาะการชุมนุมในภาคอีสานซึ่งมีขึ้นแทบทุกจังหวัดหลังการชุมนุม #เยาวชนปลดแอก ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 18 ก.ค. 2563 มีการออกหมายเรียกนักศึกษา 4 ราย ใน 3 คดี จากการชุมนุมใน 3 จังหวัด ได้แก่ การชุมนุม #อีสานสิบ่ทน ที่มหาสารคาม เมื่อ 22 ก.ค. 2563, #อีสานบ่ย่านเด้อ ที่ขอนแก่น เมื่อ 23 ก.ค. 2563 (2 ราย) และ #อุดรสิบ่ทน ที่อุดรธานี เมื่อ 24 ก.ค. 2563 

นอกจากนี้ มีข้อมูลว่า สภ.เมืองอุดรธานี ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาอีก 1 ราย ในข้อหา ไม่แจ้งการชุมนุม ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ คาดว่า จากกิจกรรมในช่วงเดือน ส.ค. 63 ซึ่งรัฐบาลขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปเป็นคราวที่ 4 และออกข้อกำหนดฉบับที่ 13 ที่ระบุให้การชุมนุมใดๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ โดยผู้ถูกกล่าวหาจากการชุมนุมในจังหวัดอุดรฯ และขอนแก่น จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 2 และ 10 ก.ย. 2563 ตามลำดับ

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์