ส.ส.ก้าวไกลสับแหลก กมธ.รับฟังนักศึกษาไร้ทางออก ปชช.ยังถูกม.116 คุกคาม

'วิโรจน์' สับแหลกรายงาน กมธ.รับฟังนักศึกษาไร้ทางออก ประชาชนยังถูกอำนาจรัฐใช้ ม.116 คุกคามรายวัน แนะรายงานควรใส่ ม.200 และ ม.157 เพื่อสกัดคนใช้อำนาจบาตรใหญ่กลั่นแกล้งให้ได้โทษหนักขึ้น เตือนตำรวจข้อหานี้โดนแล้วมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานแน่นอน

2 ก.ย.2563 วันนี้ ที่อาคารรัฐสภา วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายเสนอแนะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณารับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ว่า ควรระบุในรายงานผลการศึกษาที่จะเสนอไปยังรัฐบาลให้นายกรัฐมนตรีและตำรวจต้องหยุดใช้ มาตรา 116 คุกคามประชาชน และในรายงานควรมีข้อเสนอแนะให้ประชาชนปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง

“รู้สึกยินดีที่ได้เห็นเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ระบุว่ามีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุกคามประชาชน พรรคก้าวไกลจึงไม่เสียใจเลยที่เคยแถลงเตือนรัฐบาล เรื่องการ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯคุกคามประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา และควรต้องยอมรับเสียทีว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้เอาไว้เพื่อควบคุมโรคแต่เป็นกลไกในการกดขี่ประชาชนของรัฐบาล ซึ่งนอกจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีนวัตกรรมในการคุมคามประชาชนอีกอย่างคือการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ซึ่งไม่ได้มีปรากฎในรายงานเล่มนี้”

ทั้งนี้ วิโรจน์ ระบุว่า มาตรา 116 ถูกนำมาใช้บ่อยขึ้นหลังการรัฐประหารของกบฎ คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า โดยนำมาใช้กับกลุ่มคนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทิศทางตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร เช่น ชูสามนิ้ว ผูกโบว์ขาว ยกกระดาษขาว ร้องเพลงแร๊ป ฯลฯ การดำเนินคดีด้วยมาตรา 116 ยังถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อและกระจายไปทั่วประเทศ จนเข้าลักษณะตั้งข้อหาเพื่อหวังผลทางการเมืองและบั่นทอนหลักนิติรัฐของประเทศ

“ขอยืนยันว่าข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อรัฐบาลได้แก่ จัดตั้ง สสร. หยุดคุกคามประชาชน และยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน ภายใต้ 2 จุดยืน คือ ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติและไม่เอารัฐประหาร รวมทั้งการมี 1 ความฝัน คือ การมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและเป็นมิ่งขวัญให้กับประชาชน ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น และเป็นการแสดงออกตามสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 การเรียกร้องเหล่านี้จึงไม่ได้คุกคามหรือประทุษร้ายต่อใคร นอกจากนี้ยังเป็นการมาชุมนุมด้วยความสมัครใจ จึงไม่มีข้อใดเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 116 เลย

“สาเหตุที่ใช้ มาตรา 116 เพื่อการคุกคามกล่าวหาประชาชน เพราะเป็นข้อหาที่มีอัตราโทษสูงสุดคือจำคุก 7 ปี และใช้เงินประกันตัวหลักแสนบาท เป็นข้อหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถขอให้ศาลออกหมายจับได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน จึงเป็นการสร้างชะนักติดหลังให้นักเรียนนักศึกษาและประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่รายงานฉบับนี้ยังไม่ได้มีการระบุถึงคำแนะนำให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเอง หากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหา 116 เพื่อรังแก ข่มขู่ คุกคาม ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนใหญ่คดีแบบนี้ศาลจะสั่งไม่ฟ้อง ยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดีออกไป เป็นหลักฐานตอกย้ำว่ากฎหมายมาตรานี้เป็นข้อหาที่อยู่คู่กับการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง กลั่นแกล้งและสร้างความลำบากให้กับประชาชน”

จากนั้น วิโรจน์ จึงมีข้อแนะนำว่า หากใครถูกเจ้าหน้าที่ฟ้องด้วยมาตรา 116 ควรฟ้องเจ้าหน้าที่กลับด้วย มาตรา 200 ตามประมวลกฎหมายอาญาต่อศาลคดีทุจริตประพฤติมิชอบโดยตรง เนื่องจากมาตรา นี้ได้บัญญัติไว้ว่า “ถ้าการกระทำหรือไม่กระทำนั้น เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท” รวมทั้งให้ฟ้องพ่วงด้วยมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อทำให้ตำรวจต้องมีภาระในการพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกันบ้าง เพราะหากสถิติชี้ว่า การตั้งข้อหาด้วย 116 ศาลยกฟ้องเป็นส่วนใหญ่ การใช้ มาตรา 200 ฟ้องกลับก็สามารถดำเนินการทันที เพื่อจะสร้างบรรทัดฐานในกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมักกล่าวอ้างว่า “นายสั่งมา” จึงอยากฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากโดนคดีตามมาตรา 200 มีผลต่อหน้าที่การงานแน่นอน และเจ้านายก็ไม่สามารถปกป้องท่านได้หากถูกศาลตัดสิน

 

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์