ดีเบต 'นักเรียน-รมว.ศธ.' ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง หากทำไม่ได้ ควรเปิดทางคนอื่น

ดีเบต #นักเรียนเลว กับณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาฯ พร้อมยื่น 3 ข้อเรียกร้อง หยุดคุกคามนักเรียน-ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง-ปฏิรูปการศึกษา หากทำไม่ได้ ควรเปิดทางคนอื่น

ชุมนุม #นักเรียนเลว ชู 3 นิ้วเคารพธงชาติ

5 ก.ย. 2563 ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ในการชุมนุมของเครือข่ายกลุ่มนักเรียนเลว มีการดีเบตระหว่างนายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ นักเรียนชั้น ม.6 และเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท กับนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในประเด็น 'แสดงพลังปฏิรูปการศึกษาให้ดีขึ้น เพื่ออนาคตของพวกเรา' โดยมีนายจักรกฤต โยมพยอม (ครูทอม) ติวเตอร์สอนภาษาไทยชื่อดัง เป็นพิธีกร

นายลภนพัฒน์ กล่าวว่ากลุ่มนักเรียนขอเรียกร้อง 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1. หยุดคุกคามนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ต้องปกป้องนักเรียนจากการถูกคุกคามทั้งจากหน่วยงานภายใน และภายนอกกระทรวง 2. ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง กระทรวงศึกษาธิการ ต้องยกเลิกกฎหรือระเบียบของกระทรวงฯ ที่มีเนื้อหาเป็นการกดขี่นักเรียน ละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล และลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวนักเรียน 3. ปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการต้องวางแผนปฏิรูประบบการศึกษาทั้งหมด เพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อตัวผู้เรียน เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษา ปัญหาหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ ปัญหาภาระงานครู ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของครู ฯลฯ ทั้งนี้ต้องให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการด้วย ส่วนอีก 1 เงื่อนไข คือ "หากทำไม่ได้ ก็ลาออกไป"หากกระทรวงศึกษาธิการ ไม่สามารถดำเนินการข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อข้างต้นได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ผู้มีความสามารถมากกว่าเข้ามาดำเนินการแทน

ณัฏฐพล กล่าวว่าต้องการให้มีความปลอดภัยมากที่สุดในโรงเรียน ได้รับเรื่องมาก 109 โรงเรียน ต้องยอมรับว่ามีคุณครูไม่เข้าใจการแสดงออกเรื่องนี้ แต่ครูอีก 5 แสนคนก็เข้าใจและอนุญาตให้แสดงออก ที่ไม่เข้าใจเป็นเพียงจำนวนน้อย

ณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ตอนนี้การรับเรื่องร้องเรียนน้อยลง ถ้ายังมีการคุกคามวันนี้เราเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแล้ว สามารถเข้าไปให้ข้อมูลได้ หากมีมากกว่าที่ร้องเรียนมาแล้วตนจะได้รับรู้ เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เราก็ต้องปรับตัว

ลภนพัฒน์ กล่าวแย้งว่าหากไม่อยากให้คุกคามนักเรียนต้องพูดว่าไม่ใช่แค่การคุกคามการแสดงออกที่เกิดขึ้น แต่รวมถึงการตี การทำโทษที่ทำมาหลายสิบปีถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ข้อร้องเรียน 109 โรงเรียนถูกรวบรวมโดยองค์กรเดียว จริงๆ อาจจะมากกว่านั้น การเปิดรับเรื่องร้องเรียนเป็นการลำดับความสำคัญที่ผิดกระทรวงควรมีกลไกการประเมินโรงเรียนแทนที่จะรอรับเรื่องร้องเรียน กระทรวงน่าจะใส่ใจปกป้องนักเรียนด้วยการส่งคนไปประเมินว่ามีการคุกคามนักเรียนในโรงเรียนหรือไม่

ณัฏฐพล กล่าวว่าต้องการลดภาระงานของคุณครูที่ต้องมาทำกิจกรรมเพื่อประเมินโรงเรียน เพื่อให้ครูได้โฟกัสงานที่ต้องทำมากขึ้น พร้อมย้ำว่าการล่วงละเมิดทางเพศมีมาหลายสิบปี คุณครูที่คุกคามไม่เคยโดนไล่ออก แต่ 6 เดือนที่ผ่านมาไล่ออก 15 ราย มันเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ แต่เรากำลังจัดกระบวนการสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เรากำลังพูดถึง คน 5 แสนคน มันปิดสวิตช์ไม่ได้ทันที วันนี้จึงมานั่งพูดคุยกัน มารับฟัง วันนี้เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ที่เราต้องแก้ ตนจึงเปิดช่องทางให้ข้อมูลที่ไม่ต้องกังวลว่าจะกลัวครู แต่การเปิดรับข้อมูลแบบนี้ก็มีข้อมูลจากด้านอื่นๆ เช่นกัน

ต่อคำถามที่ว่าจะมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้อย่างไรนั้น ณัฏฐพล กล่าวว่าตนใช้เวลาสองสัปดาห์เพื่อทดสอบระบบ ตนลองแฮคระบบของตนเอง ถ้าตนไม่ทราบข้อมูลตนจะแก้ปัญหาให้น้องๆ ได้อย่างไร

ต่อกรณีนักเรียนปล่อยคลิปที่ครูทำโทษนักเรียน แล้วครูไปหาตัวนักเรียนที่ถ่ายคลิปนั้น ณัฏฐพลย้ำว่าแปลว่าครูทำผิดจรรยาบรรณ ของการเป็นครูก็ต้องลงโทษตามประกาศกระทรวง

"ถ้าส่งข้อมูลมาผมก็จัดการให้" ณัฏฐพล กล่าว

ต่อคำถามที่ว่ากรณีครูลงโทษนักเรียนโดยวิธีที่ขัดประกาศนั้น ณัฏฐพล ยืนยันว่ามีความผิดทางวินัยเราลงโทษแน่นอน

"ถ้าติดโบว์ขาวไม่ผิด อยากติดก็ติดมันก็ติดกันเต็ม ผมเข้าใจว่าคุณครูส่วนใหญ่เข้าใจการแสดงออกตรงนี้แล้วและลดความกดดันไปยังน้องๆ" ณัฏฐพล กล่าว

ณัฏฐพล กล่าวต่อว่าแต่ละโรงเรียนก็มีกฎระเบียบของเขาเอง ถ้าเขาจะปิดประตูไม่ให้คนภายนอกเข้าไปได้ เป็นเรื่องความปลอดภัย กรณีนอกเครื่องแบบ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าไปทำอะไร

ลภนพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงควรแสดงความใส่ใจด้วยการไปตรวจสอบทุกโรงเรียน ทุกการประเมินไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้าเข้าไปโดยไม่บอกก่อน ไม่รบกวนการเรียนการสอนก็ถือเป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่ตนเคยได้รับคำตอบว่าโรงเรียนมีมากเกินไปไม่สามารถส่งตัวแทนลงไปประเมินได้ ตนสงสัยว่าทำไมกับเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงไม่สามารถทำได้ ทั้งที่การประเมินอื่นๆ ยังทำได้

ณัฏฐพล กล่าวว่า "ให้ถ่ายคลิปส่งได้"

ส่วนกรณีบางโรงเรียนห้ามเอาโทรศัพท์จะบันทึกหลักฐานอย่างไรนั้น ณัฏฐพล กล่าวว่า อันนี้ต้องใช้เวลาเพราะแต่ละโรงเรียนยังมีมาตรฐาน ไม่เหมือนกันยังมีข้อถกเถียง ว่าควรอนุญาตให้นักเรียนใช้โทรศัพท์หรือไม่

"เราซุกทุกอย่างไว้ใต้พรมมากเกินไปแล้วครับในระบบการศึกษาไทย ถ้าหนู ๆ มีอะไรไม่ดีในระบบการศึกษาต้องส่งมาบอก แต่ต้องยอมรับว่าคนดีก็ยังมีอยู่มากมาย ต้องสนับสนุนกัน" ณัฏฐพล กล่าว

ทำให้พิธีกรพูดขึ้นมาทันทีว่า ขอแสดงความเห็นด้วย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเลยครับ

ลภนพัฒน์ กล่าวถึงกรณีครูตบหน้านักเรียนที่ จ.ยโสธร เมื่อสืบค้นพบว่าครูคนนี้เคยเอาเข็มขัดฟาดหลังนักเรียนเมื่อปี 2554 เคยถูกสอบสวนโดยครูในโรงเรียน จบที่การขอโทษขอโพยและสอนอยู่ที่เดิม กระทั่งก่อคดีใหม่ กระทรวงศึกษาควรดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังมากกว่านี้ ด้วยการปกป้องนักเรียนไม่ให้ถูกคุกคามแต่แรก

ตัวแทนนักเรียน ยังกล่าวต่อว่า เรื่องระเบียบล้าหลัง ทรงผมมีคนเคลื่อนไหวมาเป็นสิบปี เรื่องการลงโทษก็ประกาศตั้งแต่ปี 2548 ทุกวันนี้ก็ยังมีนักเรียนถูกตีอยู่ ประกาศกระทรวงไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว ทำไมโรงเรียนถึงละเมิดระเบียบกระทรวงมาโดยตลอด นอกจากระเบียบล้าหลัง การทำงานของกระทรวงก็ยังล้าหลังด้วย

ณัฏฐพล ตอบว่าเพราะเราไม่ได้เข้มงวดพอกับกฎระเบียบต่าง ๆ เราต้องเอาความจริงมาพูด ต้องเข้าระบบทั้งหมด เราอยู่ในระบบที่พยายามหาทางประนีประนอมกัน บางเรื่องที่เกี่ยวกับระเบียบวินัย ความปลอดภัย สุขอนามัย เรื่องเหล่านี้เรายอมไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การล่วงละเมิดทางเพศที่ไม่เคยมีการไล่ออกเพราะคุณครูรู้จักผู้ปกครองสามารถเจรจาและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ทุกวันนี้กระทรวงไม่ยอมความ แม้จะแก้ปัญหาปลายเหตุแต่เราก็พยายามไล่มาแต่ละขั้น เรื่องล่วงละเมิดทางเพศ ยาเสพติด เป็นเรื่องที่ยอมให้เกิดในโรงเรียนไม่ได้

ณัฏฐพล กล่าวย้ำว่าหากไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกคณะกรรมการพิจารณาวินัยแต่ก็ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาด้วย ที่ผ่านมาเราใช้เวลาไม่เกินสัปดาห์

ลภนพัฒน์ กล่าวว่าเคยคุยกับผู้หญิงหลายท่านในกระทรวงพูดคล้ายจะปกป้องนักเรียน แต่ถามว่านักเรียนกว่า 50 โรงเรียนที่มาร่วมวันนี้จะถูกคุกคามไหม จริง ๆ มีโรงเรียนที่จะร่วมมากกว่า นี้แต่ถูกบีบให้ถอนชื่ออกไป

ต่อเรื่องเรื่องชุดนักเรียน ลภนพัฒน์ กล่าวก็มีต้นเหตุจากกระทรวงที่บังคับให้โรงเรียนต้องส่งแบบเครื่องแบบและแต่งตามนั้น

ณัฏฐพล กล่าวว่าความเห็นส่วนตัวเรื่องเครื่องแบบต้องรับฟังจากหลายฝ่าย หากเด็กไม่ใส่ชุดนักเรียนจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ถ้าเปิดช่องให้แต่งตัวตามธรรมชาติ มันจะมีการแข่งขันกัน ความเหลื่อมล้ำจะมากขึ้น น้องจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ระดมความคิดมา เราต้องฟังคนทุกฝ่ายและดูความเหมาะสม เรื่องไหนที่ยังมีความแตกแยกอยู่ก็ต้องรอก่อน

ณัฏฐพล กล่าวต่อว่าสิ่งที่ทำให้ไม่ปลอดภัย อย่างน้อยตนก็แยกแยะได้ว่าวันนี้คนที่มาเป็นนักเรียนหรือประชาชนทั่วไป เวลามีปัญหาตนคิดว่าคนไทยปกป้องนักเรียนก่อนที่จะปกป้องคนอื่น

ลภนพัฒน์ กล่าวแย้งว่า นักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกคุกคาม ถูกทำร้ายร่างกายในคราบชุดนักเรียนตลอด ชุดนักเรียนไม่ใช่เสื้อเกราะ ไม่สามารถทำให้นักเรียนปลอดภัยได้

ณัฏฐพล กล่าวถึงเรื่องทรงผมของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศว่า วันนี้ยังไม่ได้ ถ้าเขาเห็นต่างจากพวกเราแล้วเราจะรับไม่ได้เลยเหรอ ต้องยอมรับสิทธิ เสรีภาพ ยอมรับในความหลากหลายทางเพศ ต้องดูว่าสังคมยอมรับไหม รู้ไหมว่ารัฐบาลอนุมัติ พ.ร.บ. การสมรสของคนหลากหลายทางเพศ ก็เป็นจุดเริ่มต้น

ขณะที่ลภนพัฒน์ กล่าวแย้งว่าอยากให้ท่านรู้ว่าไทยยังไม่มี พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม มีแต่ พ.ร.บ.คู่ชีวิต

ต่อคำถามที่ว่านักเรียนสามารถไว้ผมหน้าม้าได้หรือไม่นั้น ณัฏฐพล ตอบว่า "เชิญ"

ทั้งนี้ระหว่างการดีเบตมีประชาชนขอมอบนอกหวีดผูกโบขาวให้ณัฏฐพล เมื่อฝากเจ้าหน้าที่หน้าเวทีรับมาแล้ว ณัฏฐพลได้กล่าวผ่านไมค์ว่า "นกหวีดที่บ้านผมมีเยอะแล้วครับ" เรียกเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังลั่น พิธีกรบนเวที จึงกล่าวขึ้นมา ผมรักในความจริงใจของรัฐมนตรีมาก เพราะได้ตำแหน่งมาเพราะนกหวีด ทำให้เด็กนักเรียนตะโกนขึ้นพร้อม ๆ กันว่า "นกหวีด ๆ"

 

ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานว่าเมื่อเวลา 18.00 น. พิธีกร​พักการพูดคุยเพื่อเคารพธงชาติ​ ขณะที่ผู้มาร่วม​กิจกรรม​ร่วมชูสามนิ้วระหว่าง​ร้องเพลงชาติ

ต่อมาเวลา 18.06 น. ได้เริ่มการดีเบตต่อ ซึ่งทางพิธีกรถามถึงการมีส่วนร่วมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการศึกษาว่ามีนักเรียนร่วมอยู่ด้วยหรือไม่ ซึ่งนายณัฏฐพล ยอมรับว่าไม่มี แต่ยินดีรับฟัง

ต่อมาเป็นการถาม ตอบคำถามจากนักเรียนด้านล่าง

ถาม คิดว่าระบบการศึกษาสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองใคร

ณัฏฐพล กล่าวว่า ถ้าวันนี้คิดว่าระบบการศึกษาไม่สนองตอบนักเรียน ตนก็จะพยายามทำ ช่วนกันตอบสนองนักเรียนเพราะนักเรียนคืออนาคตของชาติ อนาคตของตนก็อยู่ในมือของเด็กๆ เช่นกัน

ถาม ลูกเสือและรักษาดินแดน (รด.) เรียนไปเพื่ออะไร

ณัฏฐพล กล่าวว่า เป็นกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่ง มีทักษะหลายอย่างในการเรียน ทั้งนี้มีทั้งคนที่เห็นด้วยว่ามีประโยชน์และไม่มีประโยชน์

ถาม คิดว่าการมีเครื่องแบบลูกเสือ รด.ต่างหากเป็นการสิ่นเปลืองหรือไม่ ทำไมไม่ให้เด็กเลือกทำกิจกรรมตามใจชอบ

ณัฏฐพล กล่าวว่า ก็อยากให้เสนอมา วันนี้จะมีการปรับหลักสูตร

ถาม รัฐมนตรี อยากขออะไรจากนักเรียน

นายณัฏฐพล กล่าวว่าก่อนอื่นขอขอคุณที่ให้เกียรติและให้ความเคารพซึ่งกันระดับหนึ่ง หยิกเจ็บกว่า วันนี้เราเปิดเวทีกลายรูปแบบ ถ้าขอได้ ตนคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องมานั่งหรือกดดันในรูปแบบนี้ ตนผ่านกระบวนการนี้มาแล้วทราบดี วันนี้ประเทศไทยบอบช้ำที่สุดเรื่องการลงทุน หากเราตั้งใจให้ไทยมีศักยภาพอยากให้มาร่วมมือ อดีตที่ผ่านมาไม่ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จ ครั้งนี้เป็นโอกาสดี ตนพร้อมรับฟัง อะไรที่มี้หตุผลตนรับหปปฏิบัติ ไม่ต้องกลัววันไดทำไม่ได้ ตนพร้อมพิจารณาตัวเอง แต่ตอนนี้นังทำหน้าที่นี้อยู่ การพูดคุยสันติวิธีน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะไม่ได้เปิดให้มีการพูดคุยอย่างทุกวันนี้

ภายหลังจบการดีเบต ทางกลุ่มนักเรียนได้มอบของที่ระลึก ให้นายณัฏฐพล ประกอบด้วย หนังสือเรียนจำนวนมากของแปดกลุ่มสาระ ไม้เรียว ขนมขบเคี้ยวยี่ห้อปูไทย ขนมซาหริ่ม น้ำกะทิกล่อง และนกหวีดจำนวน 44 อัน

มติชนออนไลน์ รายงานว่าภายหลังณัฏฐพลได้ลงจากเวที ได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มแกนนำก่อนเดินเข้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงประชาชนโห่ไล่ พร้อมตะโกนด่าทอด้วยคำหยาบคาย

จากนั้นณัฏฐพล ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ได้รู้สึกกดดัน เป็นบรรยากาศที่ดี เป็นการเปิดโอกาสได้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ซึ่งต้องมาวิเคราะห์ ของที่ระลึกที่ได้คือหนังสือแปดกลุ่มสาระพร้อมไม้เรียว ก็เป็นสัญลักษณ์ความอัดอั้นของนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการต้องกลับมาดูข้อผิดพลาด ส่วนที่คนคิดว่าเป่านกหวีดแล้วได้ดีไม่จริง จริง ๆ แล้วเป่านกหวีดแล้วถูกดำเนินคดี แต่การเป็นรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้ง อยากให้เข้าใจ

ทั้งนี้ช่วงสุดท้าย ผู้ร่วมชุมนุมได้เปิดแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ และสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับนักเรียนที่ฆ่าตัวตายจากความเครียดจากระบบการศึกษา จากนั้นผู้ร่วมชุมนุมได้ร่วมกันประกาศแถลงการณ์ โดยชู 3 นิ้ว ระบุว่า การออกมาเพื่อให้ผู้ใหญ่ฉุกคิด รับฟังข้อเรียกร้องของเรา 1.รัฐมนตรีต้องทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ให้นักเรียนถูกคุกคาม 2.ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง ออกหลักประกันให้ 3.ปฏิรูปการศึกษาภายใต้เงื่อนไข หากทำไม่ได้ต้องลาออก 
การชุมนุมได้ยุติลงในเวลา 19.00 น.

ความเห็นของนักเรียนหลังดีเบต

ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ถึงความคิดเห็นของกลุ่มนักเรียนที่มาร่วมการชุมนุมที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการหลังจากการดีเบตระหว่างนักเรียนกับณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาที่การ

กลุ่มนักเรียนจาก “หอวงมูฟเมนต์” เครือข่ายนักเรียนของโรงเรียนหอวัง เล่าให้ฟังว่าเคยถูกเรียกเข้าห้องปกครองเพราะติดโบว์ขาว แล้วก็ยังมีเด็กม.หนึ่งที่ชูสามนิ้วแล้วโดนสั่งให้ร้องเพลงชาติใหม่ทั้งห้อง ซึ่งไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อฟังคำตอบของรัฐมนตรีแล้วมีความเห็นอย่างไรและอยากเห็นกระบวนการแก้ปัญหาอย่างไร พวกเธอตอบว่า ความรู้สึกแรกคือเขาตอบไม่ตรงคำถามและเป็นการพูดเรื่องปลายเหตุมากกว่าที่จะพูดไปถึงต้นเหตุปัญหา มีความเห็นว่าอยากให้มีหน่วยงานตรวจสอบแยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปเลย เพราะเคยรายงานพวกเรื่องทรงผมตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบ การดำเนินงานมันล่าช้ามากถึงขนาดเกินเวลา 1-2 เดือน ไปแล้ว ก็รู้สึกว่าประสิทธิภาพมันแย่มาก และนอกจากเรื่องที่ต้องการให้ยกเลิกตามข้อเรียกร้องของการชุมนุมแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่อยากให้เพิ่มเติมด้วย อย่างเช่น ความเท่าเทียมทางเพศ และอยากให้มีการตรวจสอบบุคลากรมากขึ้นเพราะว่าบางคนคุณสมบัติก็ยังไม่เหมาะสมเข้ามาเป็นบุคลากรในโรงเรียน

“ก็มีทะเลาะกับที่บ้านอยู่เหมือนกันค่ะ มันรู้สึกว่าเกินขั้นกว่าของความกังวลแล้ว เราทำอะไรกับเขาไม่ได้เราเปลี่ยนความคิดของคนอื่นไม่ได้” 1 ในสมาชิกหอวงฯ กล่าว และเพื่อนอีกคนเสริมว่า “แต่เราก็ทำเท่าที่ทำได้แล้ว การที่เราออกมาแม้ว่าจะต้องเสียอะไรบางอย่าง แต่เราก็ออกมาเพื่อสิทธิของเรา”

กิตติภพ พลโยราช จากโรงเรียนสารวิทยาและเป็นสมาชิกกลุ่มนักเรียนเลว กล่าวว่า ที่ออกมาทำกิจกรรมนี้เพราะอยากจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของตัวเองแล้วก็อนาคตของประเทศด้วย แล้วก็หวังให้เขาเปลี่ยนแปลงตามข้อเรียกร้อง การศึกษาไทยยังมีหลายข้อบกพร่องแต่ประเด็นที่เราหยิบยกมาเราคิดว่าเป็นประเด็นที่ร้ายแรงแล้วก็เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุด ซึ่งคิดว่าสิ่งที่รัฐมนตรีตอบนั้นยังไม่ตรงคำถามและยังไม่ดีพอ

“อยากให้แก้ทันทีเลยเพราะมีคนถูกคุกคามทุกวัน แล้วยิ่งรัฐมนตรีแก้ช้าเท่าไหร่ผลเสียก็ยิ่งตกอยู่ที่เด็ก ก็ต้องแก้ให้เร็วที่สุด เขาสามารถแก้ได้เลยแต่เขาไม่ทำแม้ว่าเขาจะไปตอบไว้ในหลายๆ สื่อ เขายังตอบว่ามันเป็นส่วนน้อยมีครูแค่ 109 คน ที่ทำแบบนั้นกับนักเรียนมีครูอีกเป็นแสนที่ไม่ได้ทำ แต่มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงด้วยซ้ำ แล้วถึงต่อให้มันมีครูแค่ 109 คน แต่นั่นหมายความว่ามีนักเรียนมากกว่า 109 คนถูกคุกคามแล้วจะไม่รับผิดชอบกับชีวิตคนร้อยคนเลยหรือ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องออกไป” บี(นามสมมติ) 1 ในกลุ่มนักเรียนเลวกล่าวถึงปัญหาการคุกคามในโรงเรียนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ข้อมูลเพิ่มเติม: สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น | ข่าวสด | มติชนออนไลน์ [1] [2]

เพิ่มเติมข้อมูล 6 ก.ย.2563 เวลา 13.10 น.

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์