จบญัตติอภิปรายรัฐบาล ฝ่ายค้านไล่ 'ประยุทธ์' ลาออก เจ้าตัวบอกไม่ออกขอกลับไปทำงานต่อ

จบญัตติอภิปรายรัฐบาล ฝ่ายค้านไล่ 'ประยุทธ์' ลาออก ชี้แก้ไขปัญหาไม่ได้ ไปต่อไม่ไหว ก็ต้องเปลี่ยนโชเฟอร์ ด้านเจ้าตัวบอกขอกลับไปทำงานต่อ ไม่ลาออก สวนกลับถูกหาว่าเป็นเผด็จการ แต่ไม่รู้สมัยไหนเป็น 'เผด็จการรัฐสภา'

 

10 ก.ย.2563 วานนี้ (9 ก.ย.63) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี ชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องวิกฤตทางเศรษฐกิจและวิกฤตทางการเมือง แบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 โดยทันทีที่สมาชิกอภิปรายครบนั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า ตนได้รับความเห็น คำพูดเสียดสี ดูถูก ก็ทนได้ เพราะตนให้เกียรติทุกท่านเสมอ ตนไม่เคยใช้คำพูดขนาดนี้กับท่านหรือเหมือนกับส.ส.บางท่านได้พูด ส่วนคำว่า เผด็จการตนได้ฟังมาตลอด แต่ก็คิดว่ามีคำคู่กันอยู่คือคำว่าเผด็จการรัฐสภา ตนว่า คำนี้มีอยู่เหมือนกันก็ไม่รู้ว่าสมัยใคร ส่วนคำแนะนำที่ให้ตนลาออก ถึงเวลาตนบริหารของตนเอง ยังดีที่ท่านไม่แนะนำให้ตนหนีคดี เพราะตนคงไม่หนี สุดท้ายต้องขอขอบคุณประธานสภาฯ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตนจะได้กลับไปทำงานของตนสักที ยังมีงานค้างอีกเยอะ

จากนั้น ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้สั่งปิดการประชุมหลังจากที่ประชุมสภาฯใช้เวลาพิจารณาญัตติดังกล่าวเป็นเวลารวม 16 ชั่งโมง

(ที่มา : มติชนออนไลน์)

'สุทิน' ร้อง ประยุทธ์ เสียสละ 'ลาออก' ชี้แก้ไขปัญหาไม่ได้ ไปต่อไม่ไหว ก็ต้องเปลี่ยนโชเฟอร์

สำหรับการอภิปรายของฝ่ายค้าน สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปราย ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยวันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสร้างความทุกข์ยากให้พี่น้องประชาชนอย่างหนัก หนึ่งในวิกฤติครั้งนี้คือภาวะหนี้ ที่เป็นเหมือนมะเร็งของเศรษฐกิจ ที่ทำให้ไม่สามารถเดินได้ หากรัฐบาลไม่เร่งหาทางแก้ไข ที่ผ่านมารัฐบาล มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่หากพิจารณาในข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ใช่องค์กรใหม่อะไรเลย เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ ไม่สามารถตั้งความหวังในการแก้ไขปัญหาอะไรได้ อย่างเช่นการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 หรือ ศบศ. แต่สุดท้ายแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะองค์กรนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นองค์กรเดิมที่มีอยู่แล้วมาเปลี่ยนชื่อ จึงไม่ใช่ความหวัง

เศรษฐกิจประเทศในวันนี้ ไม่ได้มีปัญหาเพราะการระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ก่อนหน้านี้ตัวเลขต่างๆ ติดลบมาตลอด และเริ่มติดลบมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 โดยเฉพาะการส่งออก ที่ตัวเลขริบหรี่มานานหลายปี วันนี้ตัวเลขจีดีพีติดลบ ที่รัฐบาลอ้างว่าติดลบกันทั่วโลก แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขจีดีพีของไทยก่อนโควิด-19 ติดลบมากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมากอยู่แล้ว ประเทศไทยติดลบจากที่ตัวเลขตกต่ำอยู่แล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาติดลบจากตัวเลขเดิมที่อยู่ในระดับสูง อาทิ สิงคโปร์ ติดลบเสียครึ่งหนึ่งก็ยังสามารถอยู่ได้ แต่ของไทยติดลบเพียงแค่ 2% ก็ตายแล้วเพราะตัวเลขเราตกต่ำมาตลอด

วันนี้สถานการณ์เรื่องหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ หนี้สถาบันการเงิน ไปจนถึงหนี้นอกระบบ สร้างผลกระทบกับภาคส่วนต่างๆ เป็นลูกโซ่ และที่สาหัสที่สุดคือฐานราก ซึ่งก็คือชีวิตจริงของประชาชน วันนี้การเมือง(รัฐบาล) แย่ เศรษฐกิจทรุด และสังคมเสื่อม ถึงขั้นที่เด็กและเยาวชนต้องออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนออกมา เพราะพวกเขามองไม่เห็นอนาคตตัวเอง สถานการณ์ในวันนี้ จึงอยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตัดสินใจสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างไร

“ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ การตัดสินใจของท่านผิดตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก ที่ได้ยึดอำนาจ เมื่อยึดอำนาจ ความเชื่อมั่นในตัวท่านก็ไม่มี นักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อมั่น นักท่องเที่ยวก็เริ่มลดลง คนไม่ยอมรับและไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล หลังจากนั้นก็มาทำอีกหลายเรื่องที่ใช้วิธีคิดที่ผิดอีกหลายๆ อย่าง การแก้ไขปัญหา โดยคิดที่จะใช้ทฤษฎีน้ำหยด ช่วยทุนใหญ่โดยหวังว่าสุดท้ายจะไหลลงมาที่ฐานราก แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ มีไม่กี่ตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาลและกลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงมากขึ้น แล้วยังบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ แม้แต่การช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 วันนี้ก็ยังล่าช้า การเบิกจ่ายงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังเบิกจ่ายได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น”

นอกจากนี้ปัญหาการเมืองภายในของรัฐบาลเอง ก็ยังเป็นข้อจำกัด ซึ่งแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ หากเปรียบเทียบว่า ประเทศไทย คือคนป่วย ที่ต้องการเลือด 6 ลิตร แต่เลือดหายไปประมาณ 4 ลิตร เหลือแค่ 2 ลิตร แต่วันนี้กลับเติมเลือดได้ไม่เต็มที่ การเบิกจ่ายต่างๆ ได้เพียงน้อยนิด แล้วจะช่วยแก้ไขอะไรได้ วันนี้จึงเป็นห่วงว่า มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลจะปฏิบัติจริงไม่ได้ หรือแม้จะทำได้ ก็ไม่เพียงพอที่จะอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจ วันนี้จึงมีทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือจะต้องเปลี่ยนคนทำ เหมือนรถถ้าไปต่อไม่ไหวก็ต้องเปลี่ยนโชเฟอร์ เปลี่ยนคนมาบริหาร วันนี้เป็นสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งท่านอาจจะไม่ถนัด และทำมา 7 ปีแล้ว ไม่ไหว ก็ต้องเปลี่ยน

“วันนี้มีข่าวลือกันมากเกี่ยวกับการยึดอำนาจ ซึ่งเป็นตัวการทำลายความเชื่อมั่น ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจะต้องส่งสัญญาณให้ชัด แต่วันนี้พอนายกรัฐมนตรีถูกนักข่าวถามกลับเกรี้ยวกราด แต่ใครคิดจะยึดอำนาจในวันนี้ จะต้องดูบริบทสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1. ประชาชนไม่เหมือนเดิม ไม่กลัว และเด็กๆ ที่ออกมาชุมนุมก็ไม่กลัว และ 2.การยึดอำนาจทุกครั้ง ทำในช่วงที่เศรษฐกิจดีก็ยังพาประเทศให้ย่ำแย่ แล้วถ้ายึดอำนาจวันนี้จะไม่สิ้นชาติเลยหรือ วันนี้เหลือทางสุดท้าย คือ นายกรัฐมนตรี จะต้องลาออก ที่ผ่านมา 7 ปี แก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็ยอมจำนน แล้วให้คนอื่นมาทำแทน ถ้านายกรัฐมนตรีลาออกวันนี้ อย่าถือว่าเป็นการเสียเกียรติหรือพ่ายแพ้ แต่จะถือว่าท่านเสียสละ และการเสียสละในวันนี้ จะยิ่งใหญ่กว่าตอนที่เสียสละเข้ามา ซึ่งการลาออกวันนี้จะช่วยให้ชนวนที่กำลังจะรุนแรงต่างๆ ค่อยๆ อ่อนลง” สุทิน อภิปราย

‘วิโรจน์’ อัดยับ ประชาชนสุดรังเกียจ ไล่  ‘ประยุทธ์’ ลาออก เพื่อให้ประเทศมีฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายด้วยโดยระบุถึงสาเหตุที่นักศึกษาและประชาชนต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องทั่วประเทศในเวลานี้ว่า เป็นเพราะความเดือดร้อนที่มีทุกหัวระแหง ส่วนนักเรียนนักศึกษาต้องเจอกับระบบการศึกษาแบบยัดเยียดตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทั้งเนื้อหาเหยียดเพศ วิชาประวัติศาสตร์ที่สอนให้เหยียดหยามชนชาติอื่น และเนื้อหาที่เชิดชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งผลให้นักเรียนนักศึกษายิ่งต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง จนรู้เท่าทันประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆ ไม่ว่าการรัฐประหารปี 2549 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลายคนยังได้ค้นคว้าและอ่านไปถึงหนังสือที่เขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการที่เคยเป็นอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อโดยเฉพาะจากผังล้มเจ้าอันล่าสุดที่ถูกสร้างขึ้น เพราะพวกเขามีภูมิต้านทานเนื่องจากรู้ว่า ผังล้มเจ้าฉบับก่อน ผู้จัดทำได้ยอมรับในชั้นศาลแล้วว่าเป็นการแต่งขึ้นเอง

วิโรจน์ จึงได้อภิปรายถึง ปัญหาในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า มีโอกาสได้ใช้งบประมาณสูงถึง 20 ล้านล้านบาท แต่กลับเอาไปซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ เครื่องบิน VIP รถยานเกราะสไตรเกอร์ ส่งทหารไปฝึกที่ฮาวายแล้วก็นำเชื้อโควิดกลับมา โดยไม่มีการเรียนรู้ถอดบทเรียนกรณีสนามมวยลุมพินี ซึ่งงบประมาณเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการพยุงการจ้างงานให้กับประชาชนและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ความจริงที่ยังปรากฏคือ รถประจำทางใช้มาตั้งแต่พฤษภา 2535 งบประมาณอาหารกลางวันของนักเรียนยังอยู่ที่ 20 บาทต่อหนึ่งคนตั้งแต่ปี 2556 แทนที่ประชาชนจะมีรถไฟความเร็วสูงได้ใช้ก็กลับไม่มี ที่มีคือปฏิบัติการ IO คอยโจมตีนักเรียนนักศึกษาที่พูดเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ มีการป้ายสีเรื่องการปั่นแฮทแทคจากนอกประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริงสามารถตรวจสอบจาก VPN ได้แต่กลับล้าหลังไม่เข้าใจเทคโนโลยีได้อย่างดีพอ ปี 2559 มีคำว่า Start up เกิดขึ้นแต่ในความเป็นจริงประเทศไทย ยังไม่มี Start up ที่ประสบความสำเร็จเป็นระดับครีมหรือ Unicorn ที่มีมูลค่าธุรกิจสูงเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเลย ซึ่งประเทศอื่นในแถบอาเซียนมีแล้วทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่โตวันโตคืนก็คือธุรกิจทุนผูกขาด สะท้อนระบอบอภิสิทธิ์ชนที่เกาะกินประเทศนี้แล้วทั้งหมด เครือข่ายอุปถัมภ์เท่านั้นที่จะทำให้คนรวยได้ และเป็นไปไม่ได้เลยที่ธุรกิจเล็กๆ จะสามารถลืมตาอ้าปากได้

“ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ออกจากมุมที่มืดบอด มุมที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยม ที่จะฟังแต่คำเยินยอแต่ไม่ยอมฟังปัญหาที่เป็นข้อเท็จจริงจนคนรอบข้างและบริวารต้องรายงานแต่คำชมเพื่อเอาใจ และทำให้ตัวเองเชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีประชาชนรัก เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่มีความสามารถ วันนี้ หากนายกรัฐมนตรียอมไปเดินตลาดและเปิดใจจะรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ที่น่ารังเกียจที่สุดของประเทศไทยที่ประชาชนอยากจะยกป้ายประท้วง ปาสีปาไข่ใส่ รวมทั้งขอแนะนำว่า ต้องเลิกคิดว่า การเป็นโจรกบฎในปี 2557 คือการเป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษ เป็นบุญเป็นคุณกับประเทศแห่งนี้ เพราะในความเป็นจริงของประเทศทุกวันนี้ ควรเรียกว่าเป็นทรราชย์ก่อกรรมทำเข็ญให้กับประเทศมากกว่า ต้องสำนึกตัวได้แล้วว่าเป็นนายกรัฐมนตรีมาเกือบ 7 ปี มีอำนาจตามมาตรา 44 เป็นรัฐบาลที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยาวนานมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ มีองค์กรอิสระ มี ส.ว.250 คนที่แต่งตั้งขึ้นมาเองคอยทำงานรับใช้ให้อยู่เหนือกฎหมาย ใช้งบประมาณทั้งหมดสูงถึง 20 ล้านล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้สูงถึงขนาดที่สามารถให้มีประชาชนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ได้จำนวน 3 ล้านกว่าคน และถ้าแจกคนไทยทั้งประเทศ 67 ล้านคน จะได้คนละ 3 แสนบาท ส่งเยาวชนเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาถึงปริญญาตรีได้ถึง 10 ล้านคน การมีอำนาจขนาดนี้ กลไกช่วยเหลือเต็มไปหมด งบประมาณมหาศาลขนาดนี้ แต่กลับมีสติปัญญาทำประเทศได้ตกต่ำด่ำดิ่ง ทำให้คนไทยหมดอนาคตได้ถึงเพียงนี้ จึงหมดความชอบธรรมไปแล้ว และอย่าคิดไปสมคบคิดที่จะไปร่วมมือทำการกบฎรัฐประหารอีก หมดเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ออกไปเพื่อให้บ้านเมืองได้เจริญเสียที ออกไปให้ประเทศนี้มีฟ้าสีทองผ่องอำไพ ให้ประชาชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เผด็จการจะได้พินาศและประชาราษฎร์จะได้เจริญ” วิโรจน์ อภิปราย

ประยุทธ์ เผยความสำเร็จของรัฐบาล มาจากควาร่วมมือของคนไทยทุกภาคส่วน แจงต่างชาติเข้าใจคำสั่งคําสั่ง คสช. ประเด็นเหมืองแร่อัครา คำนึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 

ทั้งนี้ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานรายละเอียดการชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยมี อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปประเด็นดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวทบทวนความสำเร็จของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา จากความร่วมมือของคนไทยทุกภาคส่วน ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ภายใต้การควบคุม มีการผ่อนคลายล็อคดาวน์เข้าสู่ระยะที่ 5 แล้ว โดยประเทศไทยสามารถควบคุมได้ภายใน 2 เดือน ซึ่งรัฐบาลมีการเตรียมการรองรับ โดยได้นำมาตรการที่เตรียมไว้ออกมาใช้ขับเคลื่อนในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน ต่อเนื่องเป็นเวลา 101 วันตั้งแต่ 26 พฤษภาคมถึง 2 กรกฎาคม ซึ่งปรากฏว่าไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเลยกว่า 100 วัน การตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเมื่อ 3 กันยายนที่ผ่านมา เป็นบทเรียนกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่าการ์ดไม่ตก ขอย้ำว่าความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขของไทยอยู่ในอันดับต้น ๆ
 
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แม้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมโรค แต่ก็ตระหนักถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจด้วย โดยออกมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะแรก เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  การใช้งบประมาณเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาชดเชยรายได้ประชาชน 31.4 ล้านคน แยกเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ 15.30 ล้านคน เกษตรกร 7.5 ล้านคน แรงงานในระบบประกันสังคม 9.3 แสนคน กลุ่มเปราะบาง เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ คนพิการ 6.65 ล้านคน ประชาชนที่มีบัตรสวัสดิการของรัฐ 1.02 ล้านคน รวมทั้งในเรื่องลดค่าใช้จ่าย มีมาตรการลดค่าน้ำค่าไฟให้กับประชาชน สถานประกอบการ ลดภาระด้านสาธารณูปโภค เลื่อนระยะเวลาการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 90 การลดและเลื่อนการส่งเงินสมทบประกันสังคมทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง ลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่าง ๆ สำหรับการหาเงินกู้ฉุกเฉินและเงินกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำนั้น รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางเพื่อช่วยคนที่ไม่มีบัญชีธุรกรรมและไม่สามารถเข้าถึงในส่วนนี้ได้ ซึ่งการปฏิบัติต้องคำนึงข้อกฎหมายด้วย รวมทั้งแผนงานสนับสนุนการจ้างงานกว่า 1 แสนคน  ช่วยเด็กเยาวชนที่ด้อยโอกาสกว่า 8 แสนคนผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งได้ใช้งบประมาณจากส่วนอื่นด้วย ไม่ได้ใช้งบจากเงินกู้เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันสถานประกอบการทุกประเภทก็สามารถเปิดกิจการได้โดยต้องระมัดระวัง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือนตั้งแต่พฤษภาคมถึงกรกฎาคม สถานการณ์การท่องเที่ยวภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น ดัชนีว่างงานในระบบประกันสังคมลดลง และราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น
 
นายกรัฐมนตรีชี้แจงทั่วโลกยังมีแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ GDP ของทุกประเทศทั่วโลกลดลงร้อยละ 4.9 - 6.0 และเศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2563 อาจลดลงถึงร้อยละ 7.5 รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบเศรษฐกิจไทยปี 2563 ทั้งการเพิ่มรายได้ โดยใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อสนับสนุนสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของไทยกว่าจำนวน 200 – 300 ผลิตภัณฑ์ การอนุมัติให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของสินค้าที่มาจากวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง  และเพราะไม่สามารถคาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยุติลงเมื่อไร รัฐบาลจึงได้จัดตั้ง ศบค. เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การตรวจคัดกรองโรค รวมถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เพื่อบูรณาการกฎหมายทุกกฎหมาย เพราะกฎหมายสาธารณสุขอำนวยการทำงานเพียงแค่บุคลากรทางด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ต้องมีการปฏิบัติงานของพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อดูแลการเดินทางข้ามพรมแดน พร้อมย้ำว่าไม่มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เพื่อคุกคามเยาวชนหรือผู้ใดก็ตาม
 
สำหรับการช่วยเหลือพี่น้องแรงงานจาการหารือไตรภาคี 3 ฝ่าย ประกอบด้วยภาครัฐ นายจ้างและลูกจ้าง ลดการส่งเงินสมทบระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเหลือร้อยละ 2 นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นการจ้างงาน โดยเตรียมจัด Work Expo เพื่อให้มีการจ้างงานในภาครัฐและเอกชนของนักศึกษาจบใหม่ ผู้ว่างงาน จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านอัตรา การจัดทำ Big Data หรือแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความสะดวกการหางาน รวมทั้งมาตรการรักษาการจ้างงานโดยรัฐบาลจะจ่ายค่าจ้างร่วมกับบริษัทเอกชน ส่งเสริมการจ้างงาน นิสิต นักศึกษา ที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งในระดับปริญญาตรี ปวช. และ ปวส. อีก 2.6 แสนคน เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับการสนับสนุนภาคธุรกิจ SMEs โดยมีการปลดล็อคให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อ 1 แสนล้านบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งเป็นงบประมาณจากภาครัฐ หากในอนาคตเกิด NPL รัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ดูแล ซึ่งได้มีการเตรียมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ในกรณีที่มีเจ้าหนี้หลายราย
 
นายกรัฐมนตรีเผยยังมีการหารือเพิ่มเติมในมาตรการอุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไปเป็นหลัก เช่น หาบเร่ แผงลอย รถเข็น ตลาดสด โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 เพื่อใช้จ่ายในการซื้อสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม สำหรับมาตรการท่องเที่ยวในประเทศไทยมีสถานการณ์ดีขึ้น แม้จะขาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่จะต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อรักษาการจ้างงานในสถานประกอบการต่าง ๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพราะต้องดูแลปัญหาเศรษฐกิจ ควบคู่สุขภาพรวมทั้งความร่วมมือจากประชาชนด้วย
 
ทั้งนี้ รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนในเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต อาทิ EEC โครงการรถไฟความร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คาดว่าจะทำให้มีรายได้สุทธิหลังหักการลงทุนของภาครัฐประมาณ 195,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1 แสนตำแหน่ง โดยเฉพาะการจ้างงานของคนในพื้นที่ให้มากที่สุด พร้อมดูแลภาคสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาขยะ น้ำเสียในพื้นที่ พัฒนาให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ พัฒนาระบบสาธารณสุข ส่งเสริมระบบการศึกษาอาชีวะที่เชื่อมโยงกับ EEC เพื่อให้เยาวชนได้รับทุนการศึกษาพร้อมเบี้ยเลี้ยงสวัสดิการ รวมทั้งส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมอาหาร เกษตรชีวภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และให้ความสำคัญการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่เป็นอาชีพสำคัญของประเทศ
 
นายกรัฐมนตรีเผยถึงโครงสร้างทางราง ถนน น้ำ และอากาศ โดยเร่งรัดดำเนินการรถไฟฟ้า 12 สายทาง ระยะทางเพิ่ม 226 กม. และมีรถไฟฟ้าระยะความยาวเพิ่มขึ้นรวมเป็น 425 กม. จากเดิม พร้อมเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ 16 โครงการ 3,157 กม. จากเดิม 359 กม. เร่งรัดการพัฒนามอเตอร์เวย์  3 สายทาง ระยะทาง 324 กม. จากเดิม 2 สายทาง รวมถึงการพยุงราคายางพาราโดยพัฒนาเป็นแผ่นยางครอบแบริเออร์ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเทคโนโลยี 5G โดยเร่งพัฒนาการใช้ 5G ในภาคส่วนต่าง ๆ ระยะที่ 1 เช่น การทำธุรกิจออนไลน์ผ่านโครงข่าย 5G ที่มีความรวดเร็วปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง เข้าถึงการบริหาร ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ วินิจฉัยโรคผ่าน Video Conference บนโทรศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันได้มีโครงการนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช หรือในด้านการเกษตรที่มีโครงการนำร่องร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นการเริ่มต้นตามงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด
 
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการพัฒนาวัคซีน ซึ่งมีหลายแนวทางด้วยกัน ได้แก่ 1) ดำเนินการเองโดยรัฐบาลร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่มีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา 2) ร่วมมือกับต่างประเทศปรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ผลิตในต่างประเทศที่มีความพร้อม และ 3) การร่วมวิจัยและพัฒนากับต่างประเทศ โดยคาดการณ์ว่าต้องการ 20 ล้านโดสในระยะแรก ซึ่งงบประมาณในการใช้สำหรับวิจัยและพัฒนาวัคซีนเป็นงบประมาณของสาธารณสุขจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 45,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเผยว่าไทยเป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลกโดย GCI และยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ให้การชื่นชมความสามารถของประเทศไทยในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับมาตรการนำคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศมีสถานที่สำหรับ State Quarantine เพื่อดูแล คัดกรองโรค กักตัวสังเกตอาการ
 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีชี้แจงประเด็นกรณีเหมืองแร่อัครา ตามคำสั่งคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 72/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา เนื่องจากการทำเหมืองแร่ทองคำหลายแห่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ จึงต้องมีมาตรการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และเหมืองแร่จำนวนมากได้รับการอนุญาตต่อระยะเวลาสัมปทานแล้วหลังจากสามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ถ้าหากยังแก้ไขไม่ได้คณะกรรมการฯ จะมีมติให้หยุดชั่วคราว รวมถึงรัฐบาลปลดล็อคถลุงแร่ทองคำ นักลงทุนชาวต่างชาติทราบถึงการใช้กฎหมาย ม.44 ของประเทศไทยและภายหลังคณะกรรมนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติให้เหมืองแร่ทองคำสามารถกลับมาประกอบกิจการได้แล้ว ทั้งนี้ ยังมีการพิจารณาอยู่ในชั้นตุลาการเและยังไม่มีคำตัดสิน
 
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด โดยยึดถือกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาล สำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นองค์กรอิสระและไม่สามารถก้าวล่วงได้ รวมทั้งไม่มีอำนาจสั่งการในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ด้วย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์