ปธ.ศาลฎีกา สบายใจได้คืนบ้านป่าแหว่ง-ต้นไม้เติบโต ดันนโยบายศาลสีเขียวอนุรักษ์ธรรมชาติ

ประธานศาลฎีกาสบายใจที่ได้คืนบ้านที่เรียกว่าป่าแหว่งให้กับกรมธนารักษ์ ย้ำผู้พิพากษาไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หนุนกฎหมายพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม รับแรงบันดาลใจนโยบายศาลสีเขียวมาจากปมบ้านป่าแหว่ง 

16 ก.ย.63 วันนี้ ไทยโพสต์รายงานว่า ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวภายหลังประชุม หัวข้อ “การพัฒนาระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อมตามแผนการปฏิรูปประเทศ” โดยเป็นการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อเสนอร่วมกันระหว่างนายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา และปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม, คณะทำงานพัฒนาวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมฯ, คณะอนุกรรมการบริหารศาลปกครองสูงสุด และผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่า เชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกวันนี้ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยมีความชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอกควันพิษ หรืออะไรหลายอย่าง เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องระดมทรัพยากรและสมอง เพื่อแก้ไขผลักดันให้ผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายของประเทศนี้ตัดสินใจที่จะต้องทำอะไรบางอย่าง 

ไสลเกษ กล่าวว่า ตนดีใจมากที่เราในฐานะสถาบันศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองมีท่าทีชัดเจนว่า เราต้องร่วมกันทำอย่างแน่นอน และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ ซึ่งตนก็ได้พูดกับผู้พิพากษาที่อยู่ในแผนกคดีสิ่งแวดล้อมให้ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้มาโดยตลอด ส่วนนี้มีความสำคัญที่ทำให้ตนผลักดันนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตอนขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ในเรื่องการสร้างศาลสีเขียว (GREEN COURT) ไม่ได้คิดว่าจะทำให้มันต้องดูยิ่งใหญ่ แต่ทำในเชิงสัญลักษณ์ขององค์กรตุลาการ ที่เราจะสร้างสัญลักษณ์ให้สังคมเห็นว่าศาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เราให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการภายในศาลด้วย

การสร้างศาลให้เป็นสีเขียว ยอมรับว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเรามาจากเรื่องบ้านป่าแหว่ง ที่มีการชี้นิ้วมาที่เราว่าศาลทำลายทรัพยากร แต่จริงๆ แล้วผู้พิพากษานั้นไม่เกี่ยวข้องเลย เพราะเราก็มีหน้าที่ตัดสินคดี ฝ่ายธุรการก็มีหน้าที่จัดหาบ้านพักให้ผู้พิพากษา ซึ่งวันดีคืนดีไปขอพื้นที่ทหารมาได้ ทหารก็ส่งมอบพื้นที่มาให้ กระบวนการก่อสร้างก็ทำตามระเบียบขั้นตอนทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าเราขาดความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนการก่อสร้าง ทุกอย่างที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่หรือการตัดต้นไม้ในพื้นที่ ก็กลายเป็นภาพที่ปรากฏที่เขาเรียกกันว่าป่าแหว่ง ประกอบกับสถานะทางการเมืองที่มันมีความขัดแย้งในพื้นที่เชียงใหม่ ศาลก็ก็ตกอยู่ในสถานะที่สะท้อนความขัดแย้งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นจำเลยในขั้นต้น แต่ว่าเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นและมันจบแล้ว เราสบายใจที่ได้คืนบ้านที่เรียกว่าป่าแหว่งให้กับกรมธนารักษ์เรียบร้อยแล้ว

ไสลเกษ กล่าวอีกว่า เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ ตนได้มีโอกาสเดินทางไปก็พบว่าต้นไม้ได้เจริญเติบโตขึ้นจนแทบไม่เห็นบ้าน สิ่งที่ตนสะท้อนเรื่องป่าแหว่ง ตนเสียใจแทนคนเชียงใหม่ที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ถอนศาลอุทธรณ์ภาค 5 ออกจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังจัดหวัดเชียงราย ซึ่งก็ดีใจแทนคนเชียงราย เพราะสิ่งที่ทำเป็นเรื่องการระงับความรู้สึกความขัดแย้งในเบื้องต้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เราต้องส่งเสริมการปลูกต้นไม้หรือศาลสีเขียวขึ้นมา

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือและให้ความสำคัญร่วมกัน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะมีวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐาน เพื่อบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศาลฎีกาพร้อมให้การสนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาลในการพิจารณาจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมต่อไป” ประธานศาลฎีกา กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ ไสลเกษ  วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา จะเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดโครงการกิจกรรมปลูกป่าที่แปลงปลูกต้นไม้  สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม จ.นครราชสีมา ซึ่งสถาบันอบรมดังกล่าวจะเป็นที่ปลูกฝังตุลาการข้าราชการในสังกัดศาลยุติธรรมให้อนุรักษ์ธรรมชาติ จะเป็นโมเดลสู่การเป็นศาลสีเขียวทั่วประเทศ

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์