“แม้อยู่ต่างประเทศ ถ้าไม่สู้ ก็อยู่อย่างทาส”

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ถ้าการเมืองไทยดี จะส่งผลดีต่อคนไทยทั้งในไทยและต่างประเทศ ดิฉันซึ่งเป็นผู้อาศัยและทำงานในเดนมาร์กมาเกือบทศวรรษและคนไทยในต่างแดนจำนวนมากเข้าใจสิ่งนี้ดี และถ้าการเมืองแย่ เราคนไทยในต่างแดนย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน ดิฉันจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าผลกระทบนั้นคืออะไร

ถ้าการเมืองดี ความเป็นอยู่จะดี 

คนไทยในต่างแดน แม้อยู่ต่างประเทศ ก็มีญาติ พี่น้องอยู่ไทย หรือเมื่อยามแก่ชราก็อยากกลับไปอยู่ไทย ตอนนี้ไทยมีสวัสดิการอะไรบ้าง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน? หลักประกันสุขภาพ 30 บาทซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ไทยไม่มีการระบาดของโควิดในระดับที่ควบคุมไม่ได้ และแทบจะเป็นนโยบายเดียวที่เพื่อประชาชนที่เหลือรอดมาจากตอนที่ประเทศเราเคยมีการเมืองที่ดีกว่านี้ เราต้องการเพียงแค่สวัสดิการการรักษาแค่ไม่ให้เราตายหรอ? ที่เดนมาร์กซึ่งเป็นรัฐสวัสดิการ นอกจากรักษาฟรีแล้ว การรักษานั้นครอบคลุมทุกมิติ ทุกเพศ ทุกวัยจริงๆ ยกตัวอย่าง เพื่อนของดิฉัน ซึ่งเป็นผู้หญิง (ข้ามเพศ) ชาวเดนมาร์ก นางบินไปไทยเพื่อผ่าตัดยืนยันเพศ (ผ่าตัดแปลงเพศ) โดยที่ค่าผ่าตัดนั้น รัฐบาลเดนมาร์กเป็นผู้จ่าย แค่ตัวอย่างนี้ คุณก็นึกดูเอาละกันว่าสวัสดิการเพื่อความเป็นอยู่อื่นๆ จะดีงามขนาดไหน ไม่มีความจำเป็นที่ประชาชนต้องรับผิดชอบสุขภาพตัวเองโดยการซื้อประกัน และไม่มีโฆษณาประกันชีวิตที่ล้าหลัง ดูถูกคนจน และดูถูกสติปัญญาคนดู ความเป็นอยู่ที่ดีต้องครอบคลุมตั้งแต่เกิดยันแก่ ถ้าการเมืองดี คนชราจะได้เงินตรงเวลาและได้มากกว่าแค่ยังชีพ ที่เดนมาร์ก คนชราได้เงินเดือนในระดับที่ไม่ต้องพึ่งลูกหลานเลย มากพอที่จะจ่ายบ้านพักคนชราได้ด้วยตัวเอง มากพอที่จะใช้ชีวิตแบบสบายๆ เที่ยวต่างประเทศตามต้องการ ไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัย ในปีหน้าไทยจะมีผู้สูงวัยถึง 13 ล้านคนและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ ปี เดนมาร์กก็กำลังมีสภาะนี้เช่นกัน ต่างกันตรงที่ คนเดนมาร์กเขารวยก่อนแก่ แต่คนไทย ถ้ายังมีรัฐบาลเผด็จการแบบนี้ รับรองจนตั้งแต่เกิดยันตาย 

ถ้าการเมืองดี คนไทยจะเข้าประเทศได้ 

เดนมาร์กซึ่งมีประชากรประมาณ 5 ล้านคน ในช่วงโควิดระบาดหนัก คนติดโควิดต่อวันหลักร้อย เดนมาร์กปิดประเทศทันทีเมื่อเดือนมีนาคม ไม่ได้จะเปรียบเทียบมาตรการป้องกันโควิดระหว่างไทยกับเดนมาร์ก แต่จะชี้ว่า ไม่ว่าโควิดจะระบาดหนักอย่างไร รัฐบาลเดนมาร์กไม่เคยปิดประตูใส่คนเดนมาร์กและคนต่างชาติที่ทำงานที่เดนมาร์ก ไม่ว่าจะปิดหรือกึ่งปิดกึ่งเปิดประเทศ คนเดนมาร์กเข้าประเทศได้เสมอ ไม่ว่าจะบินมาจากประเทศใดก็ตาม ถ้าต้องมีการกักตัว ก็กักตัวที่บ้าน มองกลับมาที่ไทย โควิดระบาดมาจะเกือบปีแล้ว ถามว่าคนไทยกลับบ้านเกิดตัวเองได้มั้ย? บางคน (ที่ ignorant) อาจตอบว่าได้สิ แต่ต้องกักตัว 14 วัน คุณทราบหรือไม่ว่าการกักตัวที่ไทยคืออะไร มันคือการกักตัวคุณอยู่ในห้อง ให้อาหาร 3 เวลา แต้มบุญดีหน่อย ก็ได้ห้องที่มีอินเทอร์เน็ตดี ห้ามญาติมาเยี่ยม ฉันคิดไปเองมั้ยว่ามันมีสภาพเหมือนอยู่ในคุก เอาให้ถึงที่สุดฉันคิดว่ามันเหมือนด่านกักกันสัตว์ มันมีประเทศไหน (ยกเว้นจีน) ที่คนติดโควิดเป็นศูนย์เป็นเวลาร้อยวันแล้ว แต่ไม่ให้คนประเทศตัวเองเข้าประเทศ โดยที่ไม่มีการกักตัว และถ้ามีการกักตัวก็ควรจะปฏิบัติกับเขาเหมือนประชาชน มิใช่ไพร่ ทาส นี่ยังไม่นับการหาตั๋วเครื่องบินกลับไทยที่ต้องผ่านสถานฑูตซึ่งถ้าฉันจะจองบินกลับตอนนี้ ฉันคงได้คิวบินกลับโน่นล่ะคะ ธันวาหรือปีหน้า ถ้าการเมืองดี เรามีรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชนจริงๆ เขาจะทำเพื่อประชาชน เขาอาจจะจัดการโควิดได้ดีหรืออาจจะไม่ดี แต่ที่แน่ๆ เขาจะเห็นหัวประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ และเจ้านายของเขา ซึ่งแน่นอนเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนของเขากลับบ้านได้ 

ถ้าการเมืองดี การศึกษาจะดี

ประเด็นนี้ ฉันพุ่งเป้าไปที่นักเรียนทุนไทย โดยเฉพาะทุนที่ผูกมัด ฉันไม่ขอเรียกมันว่าทุน ฉันจะเรียกมันว่าสัญญาทาส ฉันมีเพื่อนหลายคนที่ suffer จากสัญญาทาสนี้ เมื่อเขาได้มาเรียนที่เดนมาร์ก มาเห็นว่าการศึกษามันควรจะเป็นอย่างไร ได้เข้าใจว่าการตั้งคำถามเป็นอย่างไร และเห็นลู่ทางการทำงานและอนาคตที่สว่างไสว พูดถึงตรงนี้ บางคนอาจเถียงว่า ไปเรียนต่างประเทศแล้วไม่อยากกลับเพราะมีสามีล่ะสิ ถ้ามีคำที่สุภาพกว่าคำว่า “เสือก” ดิฉันก็อยากจะใช้ตอกกลับนะคะ คือไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ถ้าเขาอยากทำงานอยู่ต่อที่ต่างประเทศ สิ่งที่เขาควรทำคือชดใช้หนี้ที่เขาเอามาจากทุนไทย แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นสิคะ ทุนสัญญาทาสที่ว่า มีเงื่อนไขว่า เมื่อเรียนจบต้องกลับไปทำงานที่ไทย ไม่ใช่แค่เท่ากับจำนวนที่ใช้เรียนนะคะ แต่ถึงขนาดสองเท่าของเวลาที่เอามาเรียน ปัญหาคือ ตำแหน่งงานที่ไทยไม่มีเพียงพอ หรือมีก็ไม่ตรงกับความสามารถและสิ่งที่เขาเรียนมา สุดท้ายนักเรียนทุนหลายๆ คนต้องอยู่ในสภาพ “ดอง” คือเอาไปไว้ในหน่วยงานทีไม่ตรงกับความสามารถ และสุดท้ายไฟที่มีก็มอดและโดนกลืนกินไปกับระบบการทำงาน และการวิจัยในไทย นี่ยังไม่นับกฎเกณฑ์การได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ไทย ที่ออกมาโดยไม่ดูความเป็นจริง พูดง่ายๆ คือ เงินทุนวิจัยอนาถา แต่ขอ end product ยิ่งกว่าประเทศโลกที่หนึ่ง ระบบที่ไร้อนาคตแบบนี้ ใครจะอยากกลับมาทำงาน แล้วถ้าไม่กลับล่ะ จะต้องใช้หนี้อย่างไร มันก็ไม่ง่ายอีกเช่นกันคะ ถ้าจะใช้หนี้ก็ต้องใช้ถึงสามเท่าที่เอาไปเรียน ฉันยกตัวอย่าง เพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่รับทุนสัญญาทาสแบบนี้ เขาเพิ่งจบปริญญาเอกที่เดนมาร์ก เงินที่เขาเอามาเรียนจากทุน ถ้าทำงานที่เดนมาร์กสามารถผ่อนจ่ายได้สบาย แต่เพื่อนฉันต้องจ่ายคืนถึงสามเท่าที่เอามา ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับการซื้อคอนโดดีๆ ที่เดนมาร์กเลย แล้วคุณจะไม่ให้ฉันเรียกสัญญานี้ว่าสัญญาทาสได้อย่างไร ถ้าการเมืองดี รัฐจะรับฟังข้อดีข้อเสียของทุนตัวเอง และระบบการทำงาน การวิจัยในประเทศตัวเอง และคิดจะปรับปรุงให้มันดีขึ้น ให้มันแฟร์มากขึ้น

”ถ้าการศึกษาไทยดี ทำไมเราต้องเรียนพิเศษ” เป็นคำพูดสั้นๆ จากหนึ่งในผู้ประกวด miss universe Thailand ซึ่งได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องจากผู้ชมเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา การศึกษาไทยคือภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างดีที่สุด ที่เดนมาร์กประชาชนทุกคนเรียนฟรี ย้ำฟรีจริงๆ ไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว แถมได้เงินเดือนด้วย คนไทยสูญเสียโอกาสการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสการทำอาชีพ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่คนไทยต้องหาหนทางมาทำงาน มาอาศัยในต่างประเทศ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม เพราะมันไม่มีอนาคตในประเทศตัวเอง ฉันเคยพูดไว้ว่า ถ้าการศึกษาไทยมันยกระดับชีวิตไม่ได้ หาผัวฝรั่งดีกว่า การมีสามีฝรั่งเช่นที่เดนมาร์ก มันรับประกันเลยว่าตัวคุณรวมทั้งลูกหลานคุณจะเป็นคนชั้นกลางในทันที ทำงานในประเทศที่ติดอันดับเหลื่อมล้ำสูงสุดในโลก ไม่มีทางจะเลื่อนฐานะได้ภายในช่วงชีวิตของคุณเอง ถ้าการเมืองเราดี การศึกษาเราจะดี สังคมเราจะมีความเหลื่อล้ำน้อยกว่านี้ การทำงานมันจะแฟร์มากกว่านี้ และเราคงอยากทำงานในบ้านเกิดของเรา และนักเรียนทุนก็คงไม่อยากสมองไหลไปต่างประเทศ

ยังมีอีกมากมายที่พรรณนาได้ไม่มีวันจบ ฉันขอทิ้งท้ายไว้อีก 2 “ถ้า” คือ ถ้าการเมืองดี เราจะมีรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ไม่ว่าคุณจะรู้สึกหรือไม่ จะบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 คือรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นหัวประชาชนมากที่สุด แค่การแต่งตั้งสิ่งมีชีวิต 250 สิ่งมีชีวิตที่เลือกผู้แต่งตั้งตัวเองเป็นนายกได้ ก็เหยียบหน้าประชาชนอย่างถึงที่สุด เท่ากับว่า เสียงประชาชนมันไร้ค่า ไร้เสียง ราวกับเราเป็นแค่ไพร่ แค่ทาส คุณจะสำเหนียกในจุดนี้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อในทุกทีที่คุณบินกลับไทย ความเป็นประชาชน หรือ citizen ที่คุณพึงมีในประเทศโลกที่หนึ่งที่คุณอยู่ จะเริ่มระเหยไปเรื่อยๆ ตามไมล์ที่คุณบิน เมื่อ landing ถึงเมืองไทย ด้วยรัฐธรรมนูญแบบนี้ คุณจะกลายสภาพเป็นแค่ไพร่ของรัฐไทย

“ถ้า” สุดท้าย คือ ถ้าการเมืองดี จะไม่มีใครต้องลี้ภัยทางการเมืองเพียงเพราะพูดความจริง มันน่าเศร้าแค่ไหนที่พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ร่วมชาติของเราผู้ซึ่งออกมาพูดความจริงแทนเรา เพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชาติ กลับต้องถูกอุ้มหายบ้าง อุ้มฆ่าบ้าง รอดมาได้ก็ต้องกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ เราต้องยืนยันว่าคนที่พูดความจริง รวมทั้งคนที่ประท้วงอย่างสันติ “มิได้เป็นผู้มีมลทินมัวหมอง” แต่ประการใด และต้องมีสิทธิทุกประการที่จะเข้าจะออกประเทศตัวเองเมื่อใดก็ได้

ถ้าไม่สู้ก็อยู่เป็นทาสเช่นกันแม้อยู่ต่างประเทศ คนไทยในต่างแดนตระหนักดี จึงพร้อมใจ ทั้งไม่ทน (#สแกนดิเนเวียนจะไม่ทน) ไม่ใจเย็น (#สวีเดนไม่ใจเย็นกับเผด็จการ) ไม่โอเค (#นอร์เวย์ไม่โอเคกับเผด็จการ) และเหม็นบูดแบบแทบอ้วก (#โคเปนเฮเกนเหม็นบูดเผด็จการ) กับเผด็จการไทย พร้อมร่วมกันออกมาส่งเสียงไล่เผด็จการดังๆ ข้ามทวีป เพื่อเรียกร้อง 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน และ 1 ความฝัน ไปพร้อมๆ กับเพื่อนๆ น้องๆ ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เสาร์ที่ 19 กันยา นี้

แน่นอน ดิฉันไม่ได้ใช้คำว่าคนไทยทุกคนในต่างแดน เพราะก็มีคนไทยกลุ่มน้อยทั้งในไทยและต่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการไล่เผด็จการ ดิฉันขอใช้คำว่ากลุ่มน้อย เพราะว่าถ้าคนเหล่านี้ เป็นเสียงส่วนใหญ่จริง พรรคที่เขาสนับสนุนจะต้องชนะเลือกตั้ง ไม่ชนะนานๆ ก็ถึงขนาดเขียนกติกาเอง เพื่อเอื้อตัวเอง ถ้าเป็นเสียงส่วนใหญ่จริง ก็คงไม่ต้องทำรัฐประหารและเขียนรัฐธรรมนูญเข้าข้างเผด็จการเบอร์นี้หรอกคะ ดิฉันทิ้งท้ายสั้นๆ ถึงคนกลุ่มน้อยที่ยินดีกับการเป็นทาส ว่า ความดักดานเป็นสิทธิคะ เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมี พอๆ กับสิทธิในการปลดแอกจากความเป็นทาสเช่นกันค่ะ

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์