ตัวแทนเยาวชนพบทูต-องค์กรสิทธิฯ ร้องเรียนการถูกคุมคามในโรงเรียน

ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกข่มขู่คุกคามจากการเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษาทั่วประเทศไทยตบเท้าเข้าหารือกับสถานฑูต 15 ประเทศ องค์การUN และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กลุ่มนักเรียนเลวย้ำ 3 ข้อเรียกร้องช่วยหนุนและเคียงข้างตลอดการต่อสู้ พร้อมเรียกร้องยูนิเซฟจี้กระทรวงศึกษาสร้างแผนและตั้งคณะทำงานช่วยยับยั้งความรุนแรงที่จะเกิดกับเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน UN และฑูตพร้อมช่วยหากเกิดความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามเด็ก

18 ก.ย. 2563 ที่โรงแรมเมอเคียว ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลากหลายเครือข่าย อาทิ ตัวแทนเยาวชนจากองค์กรเยาวชนเสรี ตัวแทนเยาวชนจากองค์กร Zeed - เมล็ดพันธ์ของเหล่านักเรียนเพื่อความก้าวหน้า ตัวแทนจากเยาวชนลูกพ่อหลุยส์ขอลุยเผด็จการ ตัวแทนเยาวชนจากเครือข่ายภาคีนักเรียนระยอง และตัวแทนจากเครือข่ายนักเรียนเลวที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการยุติการคุกคมนักเรียนการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย ได้เข้าร่วมหารือกับตัวแทนสถานทูตจาก 15 ประเทศ อาทิ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ อังกฤษ ออสเตรีย เบลเยี่ยม สวิสเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก โปแลนด์ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สเปน แคนนาดา เนเธอร์แลนด์ อาทิและองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนหลากหลายองค์กรอาทิ ตัวแทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย องค์การหประชาชาติ (UN) องค์การยูนิเซฟประเทศไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) Protection international องค์กรฮิวเมนไร้ท์วอช องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ถึงสถานการณ์การข่มขู่คุกคามทีเกิดขึ้นกับเยาวชนทั่วประเทศไทยในขณะนี้

โดยนายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มนักเรียนเลวได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนเลวกล่าวว่า การที่เราไปจัดชุมนุมเพราะเราคือนักเรียนประสบปัญหาด้วยตนเองและอยากให้ทางรัฐบาลแก้ไข แต่กลับมีหน่วยงานของรัฐมากล่าวหาว่ามีกลุ่มคนชักจูงพวกเราอยู่ข้างหลังตนจึงอยากถามว่าถ้าหากการศึกษาได้รับการพัฒนาและได้รับการปฏิรูปตามที่พวกเราเรียกร้องจริงคนที่จะได้ประโยชน์ก็คือพวกเราเยาวชนนัหเรียนไม่ใช่ผู้ใหญ่ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมาอยู่การเบื้องหลังการต่อสู้ของพวกเรา 

ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มนักเรียนเลวกล่าวว่า ทั้งนี้การเรียกร้องของพวกเราเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่อนุสัญญว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยได้ลงนามมาเป็นระยะนานกว่า 30 ปีแต่ประเทศไทยกลับไม่เคยดำเนินการตามการลงนามในอนุสัญญาเลย รัฐบาลก็ไม่เคยสนใจเลย ซึ่งในอนุสัญญาสิทธิเด็กข้อที่28.1ระบุไว้ชัดเจนในเรื่องสิทธิทางการศึกษาของเด็กว่าเด็กจะต้องได้รับการอุดหนุนทางการศึกษาฟรีตั้งแต่ระดับประถมวัย แต่ในความเป็นจริงไม่เคยมีเด็กในประเทศไทยคนไหนในประเทศไทยได้เรียนฟรีเลยสักคน ซึ่งกฏระเบียบมันควรสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมแต่ในความเป็นจริงกฏหรือระเบียบต่างๆสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ
นายลภนพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเรียกร้องของพวกเราชัดเจนมากเราเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการหยุดการคุกคามนักเรียนที่ออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้ และให้สิทธิเสรีภาพกับเด็กๆในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ของประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เราควรมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่างๆดังนั้นอยากเรียกร้องให้มีการหยุดละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักเรียนอย่างจริงจัง

ด้านนายภูมิภัสส์ หิรัญวีวิชญ์ ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มนักเรียนเลวกล่าวย้ำว่า สำหรับโรงเรียนควรเป็นสถานที่บ่มเพาะสิ่งที่ดีงามให้กับนักเรียน ให้เป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ แต่ปัจจุบันนี้โรงเรียนจำนวนมากกลับกลายเป็นสถานที่บ่มเพาะความเจ็บปวดทำให้เด็กๆไม่สามารถเติบโตมาอย่างงดงามได้ ซึ่งข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของพวกเรามันคือสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งที่ติดตัวของพวกเรามาตั้งแต่กำเนิด เราต้องการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลังและยกเลิกระบบอำนาจนิยมเราอยากให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและให้พวกเราได้อยู่กันอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ขณะที่ น.ส. ญาณิชา ศุภจิตเกษม ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิฯ จากเครือข่ายนักเรียนระยองกล่าวว่า ที่โรงเรียนของเราเคยมีเหตุการณ์ที่อาจารย์ลงโทษเด็กเพราะเด็กเพราะคนนั้นไปบูลลี่เพื่อน ด้วยการสั่งให้เด็กถอดกางเกงออกหน้าเสาธงเหลือแต่กางเกงใน ซึ่งถึงแม้เด็กคนนั้นจะผิดจริงแต่การลงโทษเด็กแบบนี้ก็จะเป็นการสร้างความอับอายให้เกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งเรื่องการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่กันในโรงเรียนตนอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มาในวันนี้ ไปกระตุ้นให้โรงเรียนตั้งคณะทำงานที่แก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยเฉพาะ และตนขอยืนยันประเด็นหลักอันดับแรกคือโรงเรียนต้องหยุดคุกคามและให้เด็กๆได้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ด้านนายนันทวัฒน์ บุญช่วย ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิฯจาก องค์กร Zeed-เมล็ดพันธ์ ของเหล่านักเรียนเพื่อความก้าวหน้ากล่าวว่า ตนและเพื่อนๆหลายคนได้ร่วมเคลื่อนไหวในประเด็นปฏิรูปการศึกษาแต่สิ่งที่พวกตนเจอคือคุณครูไม่ได้ปกป้องเด็กๆ แต่ซ้ำร้ายกับแจ้งสันติบาลและเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาถ่ายรูปและเก็บข้อมูลส่วนตัวของพวกตนในการทำกิจกรรมซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนคุกคาม ครูไม่มีเวลาในเตรียมการเรียนการสอนสำหรับเด็ก ๆ จึงทำให้การเรียนการสอนของเด็กๆในประเทศไทยทำได้ไม่เต็มที่เรื่องนี้ก็ควรปฏิรูปอย่างเร่งด่วน และอยากเสนอให้ทุกหน่วยงานที่มาเข้าร่วมประชุมวันนี้ช่วยนำปัญหาของพวกเราไปขับเคลื่อนต่อไปด้วย
    
ด้านนายบุญรักษา บุญจีน ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิฯจากกลุ่มลูกพ่อหลุยส์ขอลุยเผด็จการกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้มักจะโดนคุณครูเรียกไปพบเพื่อพูดคุยให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าโรงเรียนจะต้องเป็นกลาง และการกระทำดังกล่าวจะสร้างความเสื่อมให้กับโรงเรียนเหมือนกรณีของเพื่อนตนที่ได้ขึ้นปราศรัยในเวทีต่างๆทั้งกรุงเทพและเชียงใหม่ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและถูกคุกคกคามจากผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในโลกออกไลน์ ซึ่งตนอยากให้ได้เด็กไทยพูดอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นพลเมืองโลก (Global citizen) ซึ่งมาจากผลผลิตของการศึกษาที่มีการร่วมกันออกแบบโดยให้เด็กๆนักเรียนเป็นศูนย์กลางและเปิดโอกาสให้เด็กๆได้ออกแบบการศึกษาสำหรับพวกเราอย่างแท้จริง ซึ่งศัตรูของนักเรียนไม่ใช่คุณครูแต่ศัตรูของเด็กๆอย่างแท้จริงคืออำนาจนิยมและเผด็จการในโรงเรียน ตนอยากให้คุณครูทั่วประเทศออกมายืนเคียงข้างเด็กนักเรียกและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักเรียนเพื่อให้ทุกคนในระบบการศึกษาได้บรรลุฝัน และตนอยากฝากให้ทุกหน่วยงานที่มาในวันนี้ร่วมกันปกป้องเด็กๆและช่วยสนับสนุนให้เสียงของเด็กๆได้ส่งตรงไปถึงผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง
    
ด้านนายจตุรวิญช์ ชาตรี ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิฯ จกองค์กรเยาวชนเสรีจังหวัดขอนแก่นกล่าวถึงสถานการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนในจังหวัดขอนแก่นว่า คุณครูมีการใช้อำนาจผ่านสภานักเรียนซึ่งมาจากการเลือกตั้งด้วยการข่มขู่ที่ออกแสดงจุดยืนด้านสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางการเมือง อย่างรุนแรงด้วยการข่มขู่รวมไปถึงการทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะข่มให้นักเรียนไม่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ตนอยากให้หลายหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมวันนี้ได้รับทราบข้อเท็จจริง ซึ่งตนคิดว่าการแก้ไขเรื่องนี้ไม่สามารถทำได้ในรัฐบาลชุดนี้หากรัฐบาลชุดนี้มิได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซึ่งการประชุมร่วมกันในวันนี้เป็นแค่จุดเริ่มแต่ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ดังนั้นตนอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมความเชื่อประชาธิปไตยที่ผิดๆ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

น.ส.อลิสา บินดุส๊ะ ตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิจากเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยจากภาคใต้กล่าว่า หลังจากวันที่ 18 ส.ค. ที่องค์กรยูนิเซฟได้มีแถลงการณ์ให้ทุกฝ่ายช่วยการปกป้องนักเรียนและให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงความคิดเห็น จนถึงวันนี้แค่หนึ่งเดือนยังเกิดการคุกคามเยาวชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทั้งต่อระบบอำนาจนิยมในโรงเรียนและทางการเมืองถูกคุกคามไปแล้วไม่ต่ำกว่า 11 กรณี มีทั้งถูกข่มขู่ ไล่ออก ตัดทุน ด่า หรือเรียกผู้ปกครองโดยครู ไปจนถึงถูกคุกคามโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐทั้งเยี่ยมบ้าน เฝ้าถ่ายรูปในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งโรงเรียนร่วมมือกับเจ้าหน้าทีรัฐในการคุกคามเยาวชน ทั้งการส่งรายชื่อนักเรียนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการที่โรงเรียนมีการออกหนังสือห้ามนักเรียนไปร่วมชุมนุมตามคำขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนจึงอยากให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้โดยเฉพาะองค์กรยูนิเซฟทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สตช. กระทรวงมหาดไทย รัฐบาล ให้หยุดคุกคามนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรมที่มากกว่าเวทีพูดคุยหรือการออกหนังสือและให้มีการติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ภายหลังจากตัวแทนเยาวชนนักปกป้องสิทธิได้กล่าวในห้องประชุมเสร็จแล้ว เป็นการแลกเปลี่ยนกับตัวแทนสถานฑูตและองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดย Aarti Saihjee หัวหน้าฝ่ายการศึกษายูนิเซฟประเทศไทยกล่าวว่าจากคำถามเรื่องการทำงานของเราในประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเยาวชนนักปกป้องสิทธิเรายืนตามแถลงการณ์ที่ออกไปก่อนหน้าที่ เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามอนุสัญญาสิทธิเด็กและเรียกร้องให้เด็กสามารถแสดงออกได้อย่างสันติโดยไม่ถูกละเมิดสิทธิ์ถูกข่มขู่คุกคามและจะทำงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเราจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้น มากกว่านี้เราทำงานกับองค์กรภาคประชาสังคมและกำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องการละเมิดสิทธิเด็กละเมิดสิทธินักเรียน แล้วเรากำลังพิจารณาว่าจะทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างไรบ้างเพื่อที่จะสร้างพื้นที่ให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาร่วมกันซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในระยะยาวซึ่งยูนิเซฟจะทำงานร่วมกับรัฐบาลและเยาวชนไทยด้วย ก็ตอบสนองปัญหาที่ตัวแทนน้องๆได้พูดมาเราได้ทำงานกับกระทรวงศึกษาธิการในส่วนของการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปตัวบทเรียนด้วย ในส่วนของการสร้างพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัยสำหรับเด็กๆตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนเร็วมากเราก็ตามไม่ทันแต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องการที่จะสร้างพื้นที่ให้มากกว่านี้และข้อเสนอที่น้องๆเยาวชนให้เรามาในวันนี้เราจะรับไว้และจะสร้างพื้นที่แห่งการพูดคุยให้เกิดขึ้นจริง

ขณะที่ น.ส.ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจากองค์กร Protection international กล่าวว่า ในส่วนของข้อเสนอของนักเรียนในการยุติการคุกคามนักเรียนในโรงเรียนเราคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงสามารถที่จะแก้ปัญหาได้เลยซึ่งตอนนี้มีกฎกระทรวงศึกษาธิการที่ระบุอย่างชัดเจนแล้วว่าห้ามให้มีการคุกคามนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการสามารถทำได้เลยก็คือจัดหาเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงโดยตั้งเป็นหน่วยงานที่จะเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ในกรณีที่มีการร้องเรียนว่ามีข่มขู่และคุกคามนักเรียนและหาแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนโดยทันที

"เราไม่สามารถจะปฏิรูปการศึกษาได้เลยหากเยาวชน นักเรียนที่กำลังจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษายังถูกข่มขู่คุกคามเพียงเพราะเสนอแนวทางแก้ปัญหาและแสดงออกทางการเมืองและประชาธิปไต เราหวังว่าหน่วยงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ unicef สตช. หรือหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องจะทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะยุติการคุกคามข่มขู่นักเรียนในทุกกรณี"ตัวแทนจากองค์กร Protection international ระบุ

ด้านนาย Badar Farrukh หัวหน้าทีม ประเทศไทยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNOHCHR) ระบุว่า ในส่วนของยูเอ็นกระบวนการในการทำงานจะค่อนข้างล่าช้า แต่มีหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำงานได้ไวกว่า อีกทั้งยังมีเป็นกลไกระหว่างประเทศ แต่หากมีการคุกคามเกิดขึ้นจะมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้แทนระหว่างปะเทศที่จะสามารถถามไปยังรัฐบาลเพื่อให้ตอบคำถามถึงการคุกคามที่เกิดขึ้นได้

*แก้ไขเนื้อหาเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563 เวลา 9.07 น.

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์