ศาลอุบลฯ สั่งจำคุก 3 ปี ชาวบ้านตามุยอ่วม ข้อหารุกอุทยานฯ-เมินภาพถ่ายร่องรอยทำกินชุมชน

ศาลอุบลราชธานีสั่งจำคุกชาวบ้าน 3 ปี ปรับ 3 แสน ฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เมินหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศปรากฏร่องรอยทำกินตั้งแต่ปี 2516 และคำสั่ง คสช. ผ่อนผันผู้ยากไร้ไม่มีที่ดิน ศาลชี้ ภาพถ่ายอาจคลาดเคลื่อน-คำสั่ง คสช. เป็นเพียงนโยบาย ไม่ได้ทำให้จำเลยพ้นผิด


ฤทธิ์ จันทร์สุข

วันนี้ (23 กันยายน 2563) ศาลจังหวัดอุบลราชธานีอ่านคำพิพากษาคดี ฤทธิ์ จันทร์สุข ชาวบ้านตามุย หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี รุกที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม โดยศาลพิพากษาจำคุกฤทธิ์ 3 ปี รอลงอาญา ปรับ 3 แสนบาท เรียกค่าเสียหายอีก 8 หมื่นบาท แม้จะมีร่องรอยการทำกินในภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปี 2516 ได้รับการผ่อนผันตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 และยื่นขอโฉนดชุมชนในปี 2555 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553

ข้อมูลจากเครือข่ายฮักน้ำของ ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ฤทธิ์ จันทร์สุข ถูกเรียกให้ไปรายงานตัวที่ สภอ. โขงเจียม ข้อหาบุกรุก แผ้วถางในพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม พื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน โดยฤทธิ์ยืนยันว่าที่ดินทำกินดังกล่าวเป็นมรดกที่พ่อมอบให้ ต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินแปลงนั้นคือยูคาลิปตัสกว่า 100 ต้น ซึ่งล้อมรอบบริเวณไร่มันสำปะหลังประมาณ 7 ไร่ การที่ทางอุทยานแห่งชาติผาแต้มได้ใช้ภาพถ่ายทางอากาศบอกว่านายฤทธิ์บุกรุกนั้น ความจริงแล้วฤทธิ์ได้ขยายพื้นที่ที่หัวไร่ปลายนาของตนเองซึ่งเป็นหินสลับดิน ซึ่งฤทธิ์ได้ขนหินก้อนขนาดกลางที่พอมีกำลังที่จะขนออกได้สำหรับเพิ่มพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง


แปลงที่ดินของนายฤทธิ์ จันทร์สุข ทำกินสืบทอดมาจากบิดา

นิภาภรณ์ ปุลา ผู้ประสานงานเครือข่ายฮักน้ำของ กล่าวว่า ตนได้พานายฤทธิ์ไปเข้าร่วมการชุมนุมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ เมื่อวันที่ 9-12 กันยายน 2562 และได้เจรจากับผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม และ กระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้นได้รับคำมั่นว่าจะมีการประสานงานไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีให้ชะลอคดีและไม่ส่งสำนวนฟ้อง แต่วันที่ 30 กันยายน 2562 พนักงานอัยการกลับส่งสำนวนฟ้อง ต้องระดมเงินประกันตัว 6 หมื่นบาท ทำให้รู้สึกเหมือนถูกหน่วยงานรัฐหักหลัง จนเมื่อได้ฟังคำพิพากษาในวันนี้ก็รู้สึกเสียใจเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ศาลเขาไม่รับฟังชาวบ้าน ไม่เห็นกระบวนการต่อสู้ของพวกเรา ไม่เห็นวิถีชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนเลย เขาฟังแต่เอกสารราชการของหน่วยงานราชการที่มายื่น แม้แต่เอกสารที่เราขอยื่นโฉนดชุมชน เอกสารที่เราเคยวัดแนวเขตร่วมกันทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เอกสารของภาคประชาชน เขาบอกว่าที่เราทำไปมันแค่นโยบาย มันแค่แนวทาง มันไม่ใช่กฎหมาย เขาดูแต่สำนวนที่ตำรวจเขียน สำนวนที่หน่วยงานเขียนมา แล้วมาตัดสินว่าเราบุกรุก ขนาดภาพถ่ายทางอากาศมันก็ราชการนะ ทำไมเขาไม่ฟังเลย เขาบอกว่ามันอาจจะคลาดเคลื่อนได้ แล้วก็เอามาใส่ในคำพิพากษาด้วย” นิภาภรณ์กล่าว

นอกจากนั้น นิภาภรณ์ยังย้ำว่า ชุมชนเคยได้เดินแนวเขตกันพื้นที่ของชุมชนออกจากอุทยานฯ แล้วในสมัยหัวหน้าอุทยานฯ คนแรก ในช่วงปี 2536-2537 แต่เมื่อออกมาเป็นแผนที่แนบท้ายกฤษฎีกากลับไม่ยึดแนวเขตที่ชาวบ้านมีส่วนร่วม ทำให้มีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก อาจมีคดีอื่นๆ ตามมาอีก

“ต่อไปนี้พวกเราคนอื่นๆ จะโดนแน่นอน เราดูแผนที่แนบท้ายกฤษฎีกา มันผ่าหมู่บ้านเลยนะ ถึงจะมีโครงการของ พ.ร.บ.อุทยานฯ มาใหม่มันก็ไม่แน่หรอก เราขยับนิดหน่อยก็คงโดนแล้ว เราจะเจอคดีบุกรุก พี่น้องจะทำผิดกฎหมายอุทยานฯ ฉบับใหม่ โดนยึดพื้นที่คืน ติดคุก เราจะเอายังไงดี จะยอมให้เขากดแบบนี้จริงๆ หรือ แม้จะอยู่มาดั้งเดิม มีหลักฐานการเดินแนวเขตกับหัวหน้าอุทยานฯ คนแรกหมดเลย เราตกลงกันแล้ว มันไม่มีความหมายเลย ถ้าอุทยานฯ ยึดแนวเขตตอนนั้นมันจะไม่มีปัญหาเรื่องที่ดินกับชาวบ้านเลย” ผู้ประสานงานเครือข่ายฮักน้ำของกล่าว

ทั้งนี้ ชุมชนบ้านตามุยมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งชุมชนสืบค้นได้ตั้งแต่ปี 2401 ถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติดงภูหล่นทับพื้นที่ในปี 2518 ตามด้วยอุทยานแห่งชาติผาแต้มในปี 2535 ภายหลัง คสช. มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ได้มีการลงไปดำเนินการตรวจยึดแปลงทำกินในพื้นที่ เกิดเป็นคดีความของนายฤทธิ์ จันทร์สุข ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2562 จนมีคำพิพากษาในวันนี้ ในช่วงเย็นวันนี้เครือข่ายฮักน้ำของจะนัดพูดคุยหารือกัน คาดว่าจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น และทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดอีกในไม่ช้า พร้อมจัดขบวนเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มพีมูฟและกลุ่มการเคลื่อนไหวอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและแนวคิดการจัดการทรัพยากรของรัฐต่อไป

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์