ชำนาญ จันทร์เรือง: ข้อสังเกตเพื่อแก้ไข รธน.ที่เกี่ยวกับศาล

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

จากการที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25ุ60 ซึ่งผมได้มีส่วนร่วมเป็นกรรมาธิการฯด้วยนั้น ได้เสนอรายงานฯต่อสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน 25ุ63 ที่ผ่านมา ได้มีเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นอันมาก แต่มีประเด็นหนึ่งมักจะไม่มีคนกล่าวถึงมากนัก แต่เป็นประเด็นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งประเด็นหนึ่ง ซึ่งก็คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาล ผมจึงจะขอนำข้อสังเกต ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาเสนอโดยย่อ ดังนี้

(1) ควรกำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้พิพากษาและตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำชี้ขาดในบางคดีที่อาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชน หรือขัดต่อความรู้สึกของสังคมและประชาชน หรือมีข้อสงสัย หรือมีข้อโต้แย้งที่มีเหตุผล ทางวิชาการน่าเชื่อได้ว่าคำพิพากษาหรือคำชี้ขาดของศาลไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือในบางกรณีอาจมีข้อสงสัยที่มีเหตุอันสมควรเชื่อได้อย่างสมเหตุสมผลที่มีพยานหลักฐานพอสมควรว่าการใช้ดุลพินิจพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษาและตุลาการนั้นอาจเกิดจากการถูกแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก หรือปัจจัยภายในศาลเอง หรือเกิดจากความมีอคติของ ผู้พิพากษาและตุลาการ หรือเกิดจากความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือหลักกฎหมายหรือระเบียบของศาลในการ พิจารณาพิพากษาคดี หรือที่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะหรือความมั่นคงของประเทศอย่างรุนแรง เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนและประโยชน์สาธารณะที่ได้รับผลกระทบจากคาพิพากษาดังกล่าว

 

(2) ควรมีบทบัญญัติที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดีให้มีความเป็นอิสระจากผู้บังคับบัญชาของศาลอย่างแท้จริง โดยควรกำหนดให้ชัดเจนว่าการบังคับบัญชาในศาลจะต้องเป็นการบังคับบัญชาในงานธุรการเท่านั้น ลำดับชั้นและอาวุโสของผู้พิพากษาและตุลาการไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาพิพากษาคดี คำพิพากษา คำสั่ง และคำชี้ขาดใดของศาลที่เป็นผลจากการแทรกแซงไม่ว่าในกรณีใดให้มีผลเป็นโมฆะ โดยให้ผู้มีส่วนได้เสียกับคำพิพากษา คำสั่ง และคำชี้ขาดนั้นสามารถใช้สิทธิโต้แย้งและพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อศาลได้

(3) การตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการโดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ดุลพินิจและการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษาและตุลาการนั้น ควรกำหนดให้มีการตรวจสอบในลักษณะ ถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตยกันได้ในระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ แต่ปัจจุบันกลับให้องค์กรบริหารหรือองค์กรปกครองของฝ่ายตุลาการตรวจสอบกันเอง แต่ฝ่ายตุลาการกลับสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้ ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย และถือว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จึงควรมีอำนาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการทำคำพิพากษา คำสั่ง และคำชี้ขาดของฝ่ายตุลาการได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมซึ่งถือได้ว่าเป็นการถ่วงดุลการใช้อำนาจของ องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญซึ่งกันและกัน อันเป็นกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

(4) ควรให้มีบทบัญญัติที่จะกำหนดให้มีวิธีการหรือมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครอง การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการให้เป็นไปโดยอิสระได้อย่างแท้จริง รวมทั้งกลไกในการควบคุมการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาและตุลาการไม่ให้เกิดการใช้ดุลพินิจโดยมีอคติหรือไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ให้มากกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25ุ60

(5) ปัจจุบันปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีสำหรับผู้มีรายได้น้อยก็เป็นประเด็นที่พึงได้รับการแก้ไข เพราะประชาชนผู้ยากไร้หรือมีรายได้น้อยมักจะไม่มีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายเป็นค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินคดี ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นการเสียความยุติธรรมที่รัฐพึงเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ มิฉะนั้น จะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมและความไม่เสมอภาคในสังคม และจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าจะหาความยุติธรรมได้ก็ต่อเมื่อมีเงินเท่านั้น อันจะเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาสังคม ต่อไป

 

(ุ6) ควรกำหนดให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการเสนอพยานหลักฐานต่อศาล ที่เป็นศาลพิเศษ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิแสดงพยานหลักฐานของตนต่อศาลได้อย่างเต็มที่ ดังจะพบว่าการพิจารณาคดีบางคดีของศาลรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบและประชาชนไม่สามารถทราบข้อเท็จจริงได้ว่าเพราะเหตุใดศาลรัฐธรรมนูญ จึงใช้ดุลพินิจไม่รับฟังพยานหลักฐาน เป็นต้น

(ึ7) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งใน องค์กรอิสระ รวมทั้งผู้พิพากษาและตุลาการด้วย เพื่อให้กระบวนการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง เป็นเครื่องมือหนึ่งในการควบคุมให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมิเช่นนั้น อาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25ุ60 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ไว้ จึงทำให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25ุ60ไม่มีกระบวนการถ่วงดุลตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งในอำนาจอื่น ดังเช่นที่เคยบัญญัติมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจในการถอดถอนผู้พิพากษาและตุลาการได้เหมือนการถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอื่นตามรัฐธรรมนูญ

 

(8) การตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มุ่งหมายที่จะแทรกแซงการใช้ดุลพินิจของฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะเรื่องละเมิดอำนาจศาล นั้น โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลสามารถควบคุมและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเรียบร้อย กฎหมาย จึงบัญญัติให้ศาลมีอำนาจในเรื่องการละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นข้อยกเว้นเรื่องส่วนได้เสียในการดำเนินคดี โดยกำหนดให้ศาลซึ่งถือเป็นคู่กรณีสามารถพิจารณาพิพากษาคดีละเมิดอำนาจศาลได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการและวิธีพิจารณาคดีอย่างเช่นคดีทั่วไป ดังนั้น การกระทำที่จะเป็นการละเมิดอำนาจศาลจึงควรใช้ บังคับเฉพาะกับกรณีที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นคงจะพอเป็นประโยชน์และเป็นสาระสำคัญสำหรับผู้ที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติมหรือแม้แต่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับก็ตามบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์