โพลระบุ 85.3% จะแก้ รธน. เพราะฟังคนอื่นมาเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้อ่านด้วยตนเอง

ผลสำรวจซูเปอร์โพล 85.3% ระบุจะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฟังคนอื่นเขาว่ามาเป็นส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านด้วยตนเอง 14.7% ระบุอ่านด้วยตนเองอย่างละเอียดครบถ้วนทุกมาตรา ด้านสวนดุสิตโพลเผยประชาชนมองถึงเวลาหาทางออกความขัดแย้ง/แนะรัฐบาลรับฟังอย่างจริงใจ

27 ก.ย. 2563 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง มหามิตรต่างชาติกับการแทรกแซงชาติไทย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,069 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21-26 กันยายนที่ผ่านมา

สำหรับประสบการณ์ในการอ่านรัฐธรรมนูญของประชาชนปี พ.ศ.2540 พบส่วนใหญ่ 81.5% ระบุไม่เคยอ่านเลย ขณะที่ 2.5% เคยอ่านบางมาตรา และ 16.0% เคยอ่านทั้งฉบับ ขณะที่ประสบการณ์ในการอ่านรัฐธรรมนูญของประชาชนปี พ.ศ.2560 พบส่วนใหญ่ 71.7% ระบุไม่เคยอ่านเลย ขณะที่ 2.1% เคยอ่านบางมาตรา และ 26.2% เคยอ่านทั้งฉบับ

ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่ 85.3% ระบุจะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฟังคนอื่นเขาว่ามาเป็นส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านด้วยตนเอง ขณะที่ 14.7% ระบุอ่านด้วยตนเองอย่างละเอียดครบถ้วนทุกมาตรา

โดยส่วนใหญ่ 95.6% ระบุถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ แก้ได้บางมาตรา แต่ห้ามแตะต้อง ล่วงละเมิด หมวด 1 และ 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ มีเพียง 4.4% ที่ระบุว่าแก้ไขได้ และส่วนใหญ่ 75.1% ระบุมีต่างชาติแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศไทย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การชุมนุมม็อบต่าง ๆ ขณะที่ 24.9% ระบุไม่มี

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติกับประเทศไทยระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่เข้าถึงเข้าใจวัฒนธรรมไทย จิตใจของคนไทยแท้จริง พบเกินครึ่ง 54.2% ระบุทั้งสองประเทศเป็นมหามิตรต่างชาติของไทย ขณะที่ 22.5% ระบุประเทศจีน อีก 15.6% ระบุสหรัฐอเมริกา และ 7.7% ระบุไม่ใช่ทั้งสองประเทศ นอกจากนี้เมื่อถามถึงประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติกับประเทศไทยระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลคนไทยและประเทศไทยอย่างจริงใจมาโดยตลอด พบส่วนใหญ่ 58.5% ระบุทั้งสองประเทศเป็นมหามิตรต่างชาติของไทย ขณะที่ 23.2% ระบุประเทศจีน 18.3% ระบุสหรัฐอเมริกา

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติกับประเทศไทยระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่ควรเข้ามาทำโครงการสนับสนุนส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศต่อสถาบันหลักของชาติ พบส่วนใหญ่ 52.8% ระบุทั้งสองประเทศควรเข้ามา ขณะที่ 17.7% ระบุว่าสหรัฐอเมริกาควรเข้ามาทำโครงการสนับสนุนส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศต่อสถาบันหลักของชาติ และ 16.3% ระบุเป็นประเทศจีน และ 13.2% ระบุไม่ใช่ทั้งสองประเทศ

ผู้อำนวยการซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชี้ให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญกันทั้งรัฐธรรมนูญปี 40 และรัฐธรรมนูญปี 60 แต่การที่คิดจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามการชี้นำของผู้อื่นที่เขาว่ามาไม่ได้อ่านด้วยตนเอง นอกจากนี้คนไทยส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ห้ามแตะต้อง ล่วงละเมิดแก้รัฐธรรมนูญในหมวดที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยยังเห็นว่ามีขบวนการต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญและการชุมนุมของกลุ่มม็อบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คนไทยยังมองว่าทั้งประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหามิตรที่ควรเข้ามาช่วยกันทำโครงการสนับสนุนส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยต่อสถาบันหลักของชาติมากกว่าจะทำลายเสาหลักของชาติไทยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ผู้อำนวยการซูเปอร์โพล กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนและประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มีความสุข เมื่อทุกคนสำนึกรู้คุณแผ่นดินและสถาบันหลักของชาติ โดยการเมืองเป็นเรื่องของการเมืองอย่างแท้จริง ใครไม่รักแต่อย่าทำลาย เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องมีเสาหลักของชาติ มีเกราะไว้ป้องกันชาติและประชาชน ที่อยู่เหนือการเมือง ผู้ใดจะก้าวล่วงละเมิดไม่ได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้อีกภาพหนึ่งคือ บ้านเมืองวุ่นวาย เสาหลักของชาติถูกสั่นคลอน ไร้ระเบียบ ไม่มีใครคุมใครได้ เพราะปล่อยให้มีการคุกคามสถาบันหลักของชาติต่อเนื่อง จนเกิดการเลียนแบบอย่างกว้างขวาง จนบ้านเมืองมีแต่ซากปรักหักพังและการสูญเสีย จากนั้นประเทศมหาอำนาจจะอ้างความชอบธรรมเข้ามาจัดระเบียบประเทศไทยใหม่ แต่พวกเขามักจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชาติไทยออกไปด้วยกลายเป็นว่าพวกเรากำลังจะทำลายบ้านเมืองของเรา เมื่อบ้านเมืองของเราพังพินาศก็ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาเอาทรัพยากรของชาติเราไป ถึงเวลานั้น ใครหรือกลุ่มใดจะมีพลังมากพอที่จะปกป้องชาติเอาไว้ได้เล่า

"วันนี้ ณ เวลานี้ ทุกคนน่าจะรักษาสถานภาพเดิมให้คงอยู่ต่อไป (The Status Quo) เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยและคนในชาติ ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นที่หนึ่งของโลกในหลายเรื่อง เช่น การแก้ปัญหาวิกฤตโควิด และวิกฤตชาติเวลานี้ก็กำลังคลี่คลายในทางที่ดี ส่วนปัญหาปากท้องของประชาชนก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยและประเทศไทยก็ยังดีกว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันนี้ และพวกเราคนไทยบางคนจะพยายามเคลื่อนไหวสั่นคลอนชาติของตนเองต่อไป เพื่อผลประโยชน์ของใคร" นายนพดล กล่าว

สวนดุสิตโพล เผยประชาชนมองถึงเวลาหาทางออกความขัดแย้ง/แนะรัฐบาลรับฟังอย่างจริงใจ

สวนดุสิตโพล เผยสำรวจความคิดของประชาชนเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ในขณะนี้ที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป โดยประชาชนส่วนใหญ่ 91.87% คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันหาทางออกของความขัดแย้ง ส่วนอีก 8.13% คิดว่ายังไม่ถึงเวลา

โดยทางออกของความขัดแย้งที่เหมาะสมมากสุด 88.44% คือ รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ รองลงมา 87.57% คือ ไม่ใช้ความรุนแรง ตามด้วย 82.03% คือ ไม่สองมาตรฐาน, 74.19% คือ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ และ 69.36% คือ ถอยคนละก้าว

สำหรับผู้นำในการหาทางออกครั้งนี้มากสุด 27.40% แกนนำ ตัวแทน ผู้นำกลุ่มต่างๆ รองลงมา 26.77% นายกรัฐมนตรี, 24.37% ภาคประชาชน, 12.81% ภาครัฐ และ 8.65% นักเรียน นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ 75.12% คาดหวังต่อความสำเร็จในการหาทางออกดังกล่าว แต่ประชาชนอีก 24.88% คาดว่าไม่น่าจะสำเร็จ

น.ส.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและงานวิจัย โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้พบว่าประชาชนต่างมีความเห็นเป็นเสียงส่วนใหญ่ว่าถึงเวลาแล้วที่เราประชาชนคนไทยต้องช่วยกันหาทางออกความขัดแย้ง ซึ่งทางออกที่ควรดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ รัฐบาลต้องเปิดโอกาสรับฟังประชาชนและทุกภาคส่วนด้วยความจริงใจ ต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการเข้าแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอันจะนำไปสู่สถานการณ์ที่แย่ลงเฉกเช่นช่วงพฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 ประการรองลงมาที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ การปฏิบัติงานต่างๆ ต้องไม่ใช้วิธีการสองมาตรฐาน หากรัฐบาลมีการทำงานตามที่กล่าวมาทั้ง 2 ประการ ย่อมแสดงให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเห็นถึงความจริงใจ ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลก็น่าที่จะนำไปสู่การลดปัญหาความขัดแย้งลงได้

โดยผู้ที่จะเป็นแนวร่วมในการช่วยกันหาทางออกควรจะเป็นแกนนำ ตัวแทนกลุ่มต่างๆ ทุกภาคส่วน นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำประเทศ และขาดไม่ได้เลยในการช่วยกันหาทางออกในความขัดแย้งคือ "ประชาชน คนไทย ทุกคน" ที่ต่างต้องมองไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศไทยเป็นของชนชาวไทยทุกคน เราต้องร่วมกันฟันฝ่าหาทางออกครั้งนี้ให้สำเร็จโดยสันติวิธี

ทั้งนี้ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,263 คน ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ย. ที่ผ่านมา

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์