สมชัยเปิดงบการเงินภูมิใจไทย ภท.โต้เป็นเงินที่ยกยอดจากปีก่อนหน้า

สมชัย ศรีสุทธิยากรเปิดเอกสารงบการเงินพรรคภูมิใจไทยอ้างมีการยืมเงินกรรมการ 30.1 ล้านบาท โฆษกภูมิใจไทยแจงเป็นเงินที่กรรมการทดรองจ่ายระหว่าง คสช.ห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองและยกยอดมาตั้งแต่ 2559

29 ก.ย.2563 สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ภาพเอกสารงบการเงินของพรรคภูมิใจไทยและระบุว่ามีเงินยืมจำนวน 30.1 ล้านบาท ซึ่งเขาเข้าใจว่ามีคนดึงออก แต่พบว่าเอกสารหน้านี้ถูกสลับไปอยู่ในชุดเอกสารของพรรคเพื่อไทยแทนทั้งที่ควรอยู่เป็นหน้าแรกในชุดเอกสารของพรรคภูมิใจไทย

เอกสารที่สมชัย ศรีสุทธิยากรโพสต์ในเฟซบุ๊ก

สมชัยจึงแจ้งในโพสต์ของตนว่าด้วยเหตุที่เจอเอกสารแล้ววันนี้จึงไม่ไปร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วหลังจากที่แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไปร้องเรียนถึงประเด็นว่ามีการดึงเอกสารออกจากรายงาน

ก่อนหน้านี้ 21 ก.ย.2563 กกต.ออกมาเปิดเผยผลการตรวจสอบพรรคการเมืองจำนวน 31 พรรคตามที่ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขอให้ตรวจสอบว่าพรรคการเมืองมีการกู้ยืมเงินเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา 62 ประกอบมาตรา 72 ของพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่

กกต.พบว่ามีการกู้ยืมเงินทุกพรรคแต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อคนต่อพรรคต่อปี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ จึงไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายและสั่งยุติการตรวจสอบ

หลังจาก กกต.เปิดเผยผลตรวจสอบดังกล่าวรุ่งขึ้น สมชัย ศรีสุทธิยากร โพสต์สเตตัสในแฟนเพจว่านอกเหนือจากประเด็นกู้ยืมไม่ถึงสิบล้านไม่ผิดซึ่งแตกต่างจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าจะมากหรือน้อยก็ถือว่าผิด และมี 2 พรรค ที่มีรายการเงินยืม 30 ล้าน และ 13 ล้าน ปรากฏในงบการเงินปี 2561

สมชัยยังระบุในโพสต์ดังกล่าวอีกว่า มีการแอบเปลี่ยนเอกสารที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ กกต.เกี่ยวกับงบการเงินของพรรคการเมืองหนึ่งที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อซ่อนตัวเลขเงินยืมให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ ถ้าเป็น เจ้าหน้าที่ทำมีความผิดถึงขั้นไล่ออก ถ้าเป็นผู้บริหารทำต้องมีการสอบสวนทางวินัยถึงขั้นเลิกจ้างได้

ภูมิใจไทยโต้เป็นเงินยกยอดตั้งแต่ปี 59

หลังจากสมชัยโพสต์สเตตัสดังกล่าว วันนี้เดลินิวส์รายงานทางด้านภูมิใจไทยออกมาชี้แจงถึงกรณียอดเงินจำนวน 30.1 ล้านดังกล่าว โดย ภราดร ปริศนานันทกุล โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เป็นเงินทดรองจ่ายของพรรคสะสมมาตั้งแต่ปี 2557 โดยภายหลังจากที่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ภายใต้บังคับของประกาศของ คสช. ฉบับที่ 57/2557 มีการห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ห้ามไม่ให้มีการประชุม รวมถึงห้ามไม่ให้อุดหนุนเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองได้เรียกเงินที่ได้จัดสรรและเงินเหลือจ่ายจากพรรคคืนแก่กองทุนด้วย

ภราดรกล่าวอีกว่า ในการคงอยู่ของพรรคการเมืองจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่เกิดขึ้น แต่เมื่อห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงห้ามหารายได้ และรับบริจาคจากสมาชิกและบุคคลทั่วไป กรรมการของพรรคจึงได้ทดรองเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าว และหลังจากหัวหน้า คสช.ได้ยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว ทำให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เป็นปกติ พรรคภูมิใจไทยจึงไม่ได้มีเงินทดรองจากกรรมการอีกแต่อย่างใด

“จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าในงบการเงินปี 2560 มีเงินทดรองจากกรรมการ 23 ล้านบาทนั้น เป็นยอดเงินที่ยกมาจากปี 2559 ถึง 20 ล้านบาท ซึ่งในปี 2560 มีเงินทดรองจากกรรมการอีกเพียง 3.5 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อรวมกับยอดเงินที่ยกมาจากปี 2559 จึงเป็นจำนวนเงินรวม 23 ล้านบาท และปี 2561 ปรากฏในงบการเงิน มีเงินทดรองจากกรรมการ 30 ล้านบาทนั้นเป็นยอดเงินที่ยกมาจากปี 2560 จำนวน 23 ล้านบาท ซึ่งในปี 2561 มีเงินทดรองเพียง 6.2 ล้านบาท เมื่อรวมกับยอดเงินที่ยกมาจากปี 2560 จึงเป็นจำนวนเงินรวม 30 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าในปี 2560 มีเงินทดรองจากกรรมการจำนวน 23 ล้านบาท และในปี 2561 ก็ไม่ได้มีเงินทดรองจากกรรมการ 30 ล้านบาทแต่อย่างใด แต่เป็นยอดเงินที่ยกมาในแต่ละปี” ภราดร กล่าว

ภราดร กล่าวต่อว่า เงินทดรองจากกรรมการของพรรคภูมิใจไทยเป็นเงินทดรองที่จำเป็นต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคที่จำเป็นและมีจำนวนไม่มากในแต่ละปีไม่เกิน 10 ล้านบาท และยืนยันว่าไม่ได้มีการกู้ยืมเงิน จึงไม่ได้มีสัญญากู้ยืมเงินแต่อย่างใด และเรื่องนี้ทางพรรคภูมิใจไทยก็ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2563

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์