กกต.ยัน ‘สุรพล’ ไม่ได้ ส.ส.คืน - ‘สมชัย-ไอลอว์’ ชี้ กกต.มีอำนาจมากต้องแก้กติกาไม่เป็นธรรม

กกต.ยืนยัน สุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่จากเพื่อไทยไม่ได้ตำแหน่ง ส.ส.คืน ‘ไอลอว์’ ชี้เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายในการให้ กกต.ใช้ “ใบส้ม” เขี่ยผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งได้ เห็นพ้องกับ อดีต กกต.สมชัยต้องแก้กติกาเลือกตั้ง

หลังจากเมื่อวานนี้สุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยกคำร้อง กกต.ไป และเกิดความสงสัยว่าสุรพลจะได้ตำแหน่ง ส.ส.คืนหรือไม่

30 ก.ย.2563 สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า ที่ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งมีคำพิพากษาเป็นกรณีคำร้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งไม่มีผลต่อการให้ใบส้มของ กกต. สุรพลไม่น่าจะสามารถกลับไปมีตำแหน่ง ส.ส.ได้และไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขผลของมันได้ เนื่องจากการให้ใบส้มเป็นไปตามมาตรา 132 พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้อำนาจ กกต.ไว้ และผลจากคำสั่งของ กกต.ถือเป็นที่ยุติ   

สมชัย ศรีสุทธิยากร แฟ้มภาพ

ทั้งนี้สมชัยบอกว่าถ้าสุรพลเห็นว่าการออกคำสั่งของ กกต.ไม่เป็นธรรมยังมีสิทธิฟ้องร้อง กกต.ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในการใช้ใบส้มว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่รอบคอบทำให้เกิดความเสียหายหรืออาจจะจงใจกลั่นแกล้ง โดยสามารถดำเนินคดีได้ทั้งคดีอาญาคือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและคดีแพ่งคือความผิดทางละเมิดทำให้เกิดความเสียหายได้ 

เมื่อถามว่าการที่เกิดปัญหาทางคดีลักษณะนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากตัวกติกาการเลือกตั้งทั้งพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หรือไม่สมชัยแสดงความเห็นว่า ในความคิดและตรรกะของคนออกแบบร่างกฎหมายคิดว่าเป็นนวัตธกรรมใหม่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สร้างขึ้นเพื่อให้อำนาจ กกต.มีมากขึ้นและเพื่อให้เขาสามารถจัดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะเขาอาจจะมองว่าที่ผ่านมามีเครื่องมือไม่เพียงพอดังนั้นก็เลยขอเครื่องมือนี้เพิ่มเติมแล้วก็คิดว่าการที่มีกลไกในการกลั่นกรองและการได้มาขององค์กรอิสระซึ่งมีคุณสมบัติสูงก็น่าจะที่ทำงานได้โดยไม่ผิดพลาด

“แต่มันก็เป็นการพิสูจน์ว่าแม้คุณจะสรรหาคนซึ่งมีสเปคสูงเพียงใดก็แล้วแต่มาทำหน้าที่มันก็มีโอกาสทำงานผิดพลาดได้ ซึ่งอันนี้ชี้ให้เห็นว่าก็คงต้องมีการทบทวนว่ากลไกดังกล่าวนี้ยังจะจำเป็นต้องมีคงอยู่อีกต่อไปหรือไม่ในขั้นของการแก้ไขกฎหมายที่เกิดขึ้น” สมชัยกล่าว

ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งถอนคำร้อง กกต.ตัดสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.เพื่อไทย เชียงใหม่ 10 ปี เหตุใส่ซองทำบุญ

ณัชปกร นามเมือง จากไอลอว์ให้สัมภาษณ์ว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 นี้ไปกำหนดให้ กรธ.ที่ตั้งมาโดย คสช. มาร่างกฎหมายลูกเป็น พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้งและพ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ก็ออกมาเป็น 2 ฉบับสุดท้าย ก็เลยเป็นการตีเช็คเปล่ามันจะทำให้การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการเลือกตั้งของ คสช. โดย คสช. เพื่อ คสช. และยิ่งกว่านั้น กกต.ยังมาจากการลงมติเห็นชอบของสภานิติบัญญัติที่ตั้งมาโดย คสช.อีกเช่นกันก็ยิ่งแน่ใจได้ว่า คสช.จะแทรกแซงการเลือกตั้ง

ณัชปกรเล่าต่อว่าเมื่อ กรธ.มาร่าง พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ให้อำนาจพิเศษขึ้นมาก็คือ ใบส้ม ที่เรียกเต็มๆ ว่าอำนาจในการระงับสิทธิรับสมัครเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 1 ปีและเป็นครั้งแรกที่มีใบส้มขึ้นมา ตอนนั้นก็กังวลว่าจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเปล่า เพราะแต่เดิมสมมติว่า กกต.เห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นธรรมก็มีใบเหลืองที่ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ไปก่อนในกรณีที่เห็นว่ามีการทุจริตแต่ยังไม่มีหลักฐาน แล้วถ้าเห็นว่าเลือกตั้งไปแล้วพบว่ามีการทุจริตที่มีหลักฐานชัดก็แจกใบแดงคือยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อให้วินิจฉัยว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งแล้วก็เอา ส.ส.คนนั้นออกจากตำแหน่งแล้วก็เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าทำไมถึงต้องให้อำนาจ กกต.แบบใบส้มขึ้นมาอีก

“ใบส้มคือ เป็นอำนาจในการเขี่ยผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งให้ออกจากสนามการเลือกตั้งได้”

ประโยคข้างต้นณัชปกรกล่าวขึ้นมาและอธิบายว่าเมื่อ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ออกตามมาก็ชัดเจนว่าใบส้มมีไว้เพื่ออะไรเมื่อดูที่มาตรา 132 ของพ.ร.ป.ระบุว่าถ้าเกิดมีการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรมก็ให้ระงับสิทธิเลือกตั้งของผู้ที่ชนะการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวและให้มีการเลือกตั้งใหม่ เท่ากับผู้สมัครคนนั้นออกจากสนามการเลือกตั้งใหม่ไปเลยโดยที่ กกต.ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดจริงหรือเปล่า เพราะแต่เดิมใบเหลืองทุกคนยังกลับเข้ามาสู่สนามการเลือกตั้งใหม่ได้หมดแต่ใบส้มกลับมาไม่ได้ และถ้าเกิดผู้สมัครมีความผิดจริงๆ กกต.ก็ใช้ใบแดงเลยก็ได้

ณัชปกร นามเมือง ภาพโดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

“กรณีของคุณสุรพล ส.ส.เชียงใหม่ของเพื่อไทยเลยเป็นตัวอย่างเข้ากับสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ทั้งหมดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ” ณัชปกรกล่าวและเขายังเห็นว่าเป็นการให้อำนาจกับตัวเองไว้มากและร้ายแรงเนื่องจากตรวจสอบการใช้อำนาจตามมาตรา 132 ของ กกต.ไม่ได้เพราะได้กำหนดให้คำสั่งของ กกต.ถือเป็นที่สุด ซึ่งสมัยก่อนเคยมีใบดำแต่ก็ยกเลิกไปเพราะให้อำนาจ กกต.มากเกินไปเพราะอำนาจที่จะเอาคนออกจากการเมืองได้ควรเป็นอำนาจของศาล

ณัชปกรกล่าวต่อว่าถ้ากรณีของสุรพลจะสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง 62 ก็คือเขียนกฎหมายไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจไว้กว้างแล้วเปิดช่องให้เกิดการกลั่นแกล้งทางการเมืองมาผสมกับที่มาของผู้ใช้อำนาจที่มีที่มาไม่ชอบธรรม คือ กกต.ที่ไม่ได้เป็นอิสระจากผู้ใช้อำนาจรัฐ

ณัชปกรจึงเปรียบเปรยว่า “เหมือนปิศาจสองตัวที่มารวมร่างกัน กรณีของคุณสุรพลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเรื่องของความเลวร้ายในการเลือกตั้งปี 2562 เลย”

ณัชปกรบอกว่าต้องแก้ทั้งกติกาและที่มาของผู้ใช้อำนาจด้วย แต่แก้ยากมากเพราะขั้นแรกถ้าเสนอแก้ พ.ร.ป.จะต้องไปผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมร่วมรัฐสภาทำให้จะแก้ได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับ ส.ว.ด้วย และขั้นต่อมาก็ต้องส่งให้ศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระอื่นๆ พิจารณาให้ความเห็นอีก ถ้ามีการทักท้วงมาก็ต้องไปพิจารณาว่าจะแก้ตามหรือไม่ ถ้ายืนยันไม่แก้ก็จะถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการเขียนตัดอำนาจเขาหรือเปล่าอีก ขั้นที่สามศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าแก้ พ.ร.ป.ไม่ได้อีก แล้วถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ก็จะติดเงื่อนไขแบบเดียวกันต้องผ่าน ส.ว.อีกแล้วก็ต้องไปฟังองค์กรอิสระอีกแล้วถ้าเกิดจะแก้เรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระก็ต้องทำประชามติอีก

 “จะออกจากวิกฤตการเมืองแบบนี้ออกจากวิกฤตการเลือกตั้งปี 62 ไม่ให้เกิดซ้ำก็ต้องตั้ง สสร.(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเท่านั้น ไม่งั้นเจอกลไกตามรัฐธรรมนูญนี้มันเดินต่อไม่ได้เลย” ณัชปกรทิ้งท้าย

กกต.ยืนยันเองคืนสถานะให้สุรพลไม่ได้

มติชนออนไลน์รายงานว่า วันเดียวกันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่าได้รายงานให้ กกต.ทั้ง 7 คนรับทราบผลคำพิพากษาของศาลแล้ว ส่วนกรณีที่นายสุรพลจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท ก็เป็นสิทธิของนายสุรพลที่จะฟ้อง

“แต่ กกต.ก็จะชี้แจงว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 225 วรรคสอง กำหนดให้การวินิจฉัยของ กกต.ก่อนการประกาศผลให้ถือเป็นที่สุด ดังนั้นในส่วนของ กกต.ถือว่าสิ้นสุดแล้ว การที่ยื่นศาลไปเป็นการขอให้ศาลพิจารณาเรื่องของการเพิกถอนสิทธิสมัคร ศาลก็มองว่าไม่เจตนา ซึ่งไม่ตรงกับความเห็นของ กกต. แต่ว่ากระบวนการในการวินิจฉัยชอบทุกอย่าง และศาลก็เห็นด้วยกับการให้ใบส้มของ กกต. ในส่วนของ กกต.เป็นตัดสิทธิหรือใบส้ม 1 ปีที่ขณะนี้ถือว่าครบเวลาดังกล่าวแล้ว สถานะ ส.ส.ก็คงจะไม่ได้คืน เพราะกฎหมายเขียนให้คำวินิจฉัยของ กกต.ถือเป็นที่สุด ซึ่งเป็นที่สุดตั้งแต่เมื่อ กกต.มีมติ กฎหมายเขียนอย่างนี้ ไม่เช่นนั้น กกต.ก็ไม่กล้าให้ใบส้ม” พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าว

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์