สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 4-10 ต.ค. 2563

ต.ค.62-ก.ย.63 แรงงานไทยในต่างประเทศส่งเงินกลับบ้าน 200,254 ล้านบาท

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นับจากช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศในภาพรวม เนื่องจากหลายประเทศที่เป็นเป้าหมายในการเดินทางไปทำงานของแรงงานไทย ชะลอการรับคนต่างชาติเข้าประเทศ

ทำให้การพิจารณาจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศนั้น กระทรวงแรงงานต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และประโยชน์ที่แรงงานไทยจะได้รับเป็นอันดับแรก แต่จากการที่รัฐบาลโดยการนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี ทำให้แรงงานไทยซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีวินัยในการทำงานและมีทักษะฝีมือดี มีโอกาสในการไปทำงานต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากเป็นประเทศลำดับแรกๆ ที่ตลาดแรงงานในต่างประเทศต้องการ จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน พบว่า ในปีงบประมาณ 2563 ระหว่างเดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2563 ได้จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศแล้ว 58,673 คน โดยเดินทางไปทำงานประเทศไต้หวันมากที่สุด จำนวน 16,465 คน รองลงมาเป็นสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 6,082 คน ญี่ปุ่น จำนวน 5,573 คน มาเลเซีย จำนวน 5,068 คน อิสราเอล จำนวน 3,353คน และประเทศอื่นๆ 27,200 คน ซึ่งรายได้ที่แรงงานไทยในต่างประเทศส่งกลับบ้าน ผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย มีมูลค่าถึง 200,254 ล้านบาท

ด้าน นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การไปทำงานต่างประเทศ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีทั้งหมด 5 วิธี คือ 1.การเดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วยตนเอง 2.การเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยบริษัทจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง 3.การเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยกรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง ได้แก่ โครงการจ้างตรง :ไต้หวัน โครงการ IM : ประเทศญี่ปุ่น โครงการ EPS: เกาหลี โครงการ TIC 4.นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศ และ 5.นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจจะไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจและเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 1-10 หรือที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 10/10/2563

กมธ.ศาลฯ เรียก สนง.ประกันสังคม แจง ‘ศรีพันวา’ ไม่เคลียร์ กังขา 3 ข้อ จ่อชง ‘ดีเอสไอ’ สอบ

8 ต.ค. 2563 ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฏร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงกรณีที่สำนักงานประกันสังคมนำเงินของกองทุนไปลงทุนในทรัสต์ เพื่อการลงทุนในธุรกิจต่างๆที่มีความเสี่ยงสูง และมีความเสี่ยงปกติ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เชิญตัวแทนจากกระทรวงแรงงาน และรองอธิบดีกรมที่ดินมาชี้แจง ซึ่งได้สอบถามเบื้องต้นในเรื่องของราคาที่ดินว่าหากเป็นราคาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีราคาถูกหรือไม่ ซึ่งรองอธิบดีกรมที่ดินได้ชี้แจงโดยตอบข้อสงสัยในหลายประเด็นไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีที่ดินมีการแบ่งขายแบบแปลงว่าเข้าข่ายกระบวนการจัดสรรที่ดินหรือไม่ และการขายใช้กรรมวิธีอย่างไร และ 2.เรื่องที่ลาดชัน และการแบ่งแปลงโฉนด นส.3ก , สค.1 ว่ายังแบ่งออกเป็นหลายแปลง แต่จากการสอบถามเป็นเจ้าของคนเดียวกัน มีเจตนาหลีกเลี่ยงกระบวนการทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งกรรมาธิการจะเรียกเอกสารเพิ่มเติมมาเปรียบเทียบ ทางกรมที่ดินจะขอส่งเป็นเอกสาร เนื่องจากหลายประเด็นเป็นข้อมูลใหม่

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า กรรมาธิการได้ตรวจสอบว่าการจะไปซื้อหุ้นหรือลงทุนในกิจการใดๆ มีการตั้งราคาสูงเกินจริงหรือไม่ จากการตรวจสอบวันนี้พบว่าโรงแรมศรีพันวามีมูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท แต่ตั้งราคาไว้เกือบ 4 พันล้านบาท เมื่อเป็นเช่นนี้เงินกองทุนประกันสังคมจะมีประมาณ 3 พันล้านบาท อีก 1 พันล้านบาทใช้วิธีกู้เงิน จึงเป็นที่มาของราคาที่ไปลงทุน โดยกรรมาธิการจะตรวจสอบต่อไป ซึ่งผู้แทนจากกลต.ให้ความเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องลงไปตรวจสอบ เนื่องจากมีกฎระเบียบอย่างถูกต้องอยู่ ส่วนการพิจารณาจะมีผลออกมาอย่างไรคงต้องรอเอกสาร

นอกจากนี้ จากการสอบถามพบว่ากองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท โดย40 เปอร์เซ็นต์ เอาไปลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง คิดเป็นวงเงินประมาณเกือบ 4 แสนล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการฯได้ซักถามหลายหน่วยลงทุน เช่น กรณีของกองทุนศรีพันวาที่ระบุว่าซื้อกันในราคา 10 บาทกว่า แต่วันนี้เหลือในราคา 7 บาทกว่า ขาดทุนทางบัญชีอย่างไร อีกทั้งกรรมาธิการฯยังสอบถามถึงหน่วยลงทุนที่กองทุนประกันสังคมไปลงทุน เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตอนซื้อใหม่ๆราคาเกือบ 10 บาท ตอนนี้เหลือประมาณ 80 สตางค์ เมื่อเป็นอย่างนี้เงินที่ประชาชนถูกหักเข้าประกันสังคมแล้วนำเงินไปบริหารจัดการคุ้มค่า ได้ผลตอบแทนที่เป็นประโยชน์หรือไม่

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า กรรมาธิการฯยังสอบถามถึงผลตอบแทนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ได้รับการชี้แจงว่าที่ผ่านมามีทั้งขาดทุนและกำไร แต่ประมาณการหลังจากปี 63 ต่อเนื่องถึง 64 หลังโควิด-19 ระบาด คาดว่าจะติดลบ 3.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกรรมาธิการฯตั้งข้อสังเกตว่ากองทุนประกันสังคม โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีความรัดกุม อาจจะไม่มีความรอบคอบ ประสบการณ์ในการเข้าไปตรวจสอบ หรือมอบเงินให้คนอื่นไปลงทุนในกิจการต่างๆยังไม่มีความสามารถเท่าที่ประชาชนจะไว้ใจได้หรือไม่ แต่ทางสำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่ามีการอบรมและคัดเลือกบุคคลากรเข้าไปทำงานในกองทุนประมาณ 60 คน ซึ่งดูแลเงินประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท

“โดยสรุปแล้วเราพบข้อสงสัยใน 3 ประเด็น คือ 1.เรื่องของที่ดิน ถ้ามาชอบด้วยกฎหมายหุ้นก็อีกราคาหนึ่ง แต่ถ้ามาโดยไม่ชอบกฎหมายก็อีกราคาหนึ่ง 2.การไปลงทุนเรามั่นใจได้อย่างไรว่ากองทุนประกันสังคมมีความรอบรู้ และจะนำเงินของประชาชนที่ถูกหักไปนั้นไปแก้ไขได้ 3.อนาคตของเงินกองทุนประกันสังคมจะดำเนินการอย่างไร โดยกรรมาธิการฯจะทำความเห็นดังกล่าวว่าถ้าคดีมีมูลก็จะส่งไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อหาคำตอบว่าใครบกพร่อง ผิดพลาด และใครเป็นคนตั้งราคาที่สูงเกินจริงหรือไม่” นายจิรายุ กล่าว

ที่มา: แนวหน้า, 8/10/2563

เครือข่ายด้านแรงงานยื่นหนังสือถึง รมว.แรงงาน เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบประกันสังคม โดยเฉพาะวิธีการนำเงินไปลงทุน

7 ต.ค. 2563 สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ร่วมกับเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน นำโดยนางสาวธนพร วิจันทร์ ยื่นหนังสือถึงนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบอร์ดประกันสังคม และนายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เพื่อเรียกร้องปฏิรูปวิธีการนำเงินประกันสังคมไปลงทุนโดยต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาล และขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการลงทุน กรณีโรงแรมศรีพันวา ทั้งจำนวนหุ้น จำนวนเงินลงทุน ยอดขาดทุนและกำไร เพื่อให้สาธารณชนรับทราบ

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งบอร์ดต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 180 วัน อีกทั้งต้องปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้เท่ากับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และต้องเร่งรัดจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานร้อยละ 62 จาก COVID-19 ที่ค้างจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคมนี้

ด้านเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า จะนำข้อเรียกร้องไปให้บอร์ดประกันสังคมพิจารณา แต่ปฏิเสธให้รายละเอียดการลงทุนในโรงแรมศรีพันวา

ขณะที่ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ นำโดยนายสมพร ขวัญเนตรประธาน คสรท. และนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. จัดกิจกรรมวันงานที่มีคุณค่าสากล โดยยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อาทิ รัฐต้องจัดสวัสดิการถ้วนหน้า กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมแรงงานทุกภาคส่วน ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและครอบครัวอีก 2 คน ต้องปฏิรูปโครงสร้างการบริหาร สำนักงานประกันสังคม ให้เป็นองค์กรอิสระ และรัฐต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม สัดส่วนร้อยละ 5 เท่ากันกับลูกจ้างและนายจ้าง

โดยขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามข้อเรียกร้องให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้มีตัวแทนคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นคณะทำงานด้วย

ที่มา: Thai PBS, 7/10/2563

กยศ.ขยายเวลาจ่ายเบี้ยปรับถึง 31 มี.ค. 2564 จ่ายหมดในครั้งเดียวได้สิทธิลดดอกเบี้ยถึง 80%

7 ต.ต. 2563 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ระบุว่า คณะกรรมการ กยศ. ขยายเวลาจ่ายเบี้ยปรับกรณีผิดชำระหนี้ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ ขยายเป็นวันที่ 31 มี.ค.2564 กรณีชำระหมดในครั้งเดียวจะได้สิทธิลดดอกเบี้ย 80% ,กรณีผู้กู้ยังไม่ถูกดำเนินคดี สามารถชำระได้ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารอิสลามฯ ทั่วประเทศ ,กรณีผู้กู้ถูกดำเนินคดี ยื่นขอใช้สิทธิได้ผ่านเว็บไซต์ กยศ.

สำหรับผู้กู้ที่กำลังจะถูกฟ้อง (กลุ่มก่อนฟ้อง) มาชำระหนี้ค้างและปรับสถานะเป็น "สถานะปกติ" หรือไม่ค้างชำระ จะได้สิทธิลดดอกเบี้ยปรับ 75% ดังนั้น กยศ.จึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมใช้สิทธิเพื่อรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไข เพื่อเป็นการป้องกันการถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดี และยังเป็นผู้ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษารุ่นต่อไป

ที่มา: Thai PBS, 7/10/2563

วงเสวนาวิชาการเสนอรัฐผลักดันแพลตฟอร์มพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญ

7 ต.ค. 2563 ที่ห้องประชุมแมนดาริน C โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพมหานคร มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ปฏิรูประบบบำนาญไทยเพื่อสังคมสูงวัยในอนาคต” โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยท้าทายไทย ชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุมและมีการนำเสนอผลการศึกษา” ทิศทางและนโยบายปฏิรูประบบบำนาญของประเทศไทย” ของศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วย

ศ.ดร.วรเวศม์ ระบุถึงผลการศึกษาว่า ประเทศไทยมีระบบบำเหน็จบำนาญหลากหลาย มีหลักปรัชญา แนวคิด และแหล่งที่มาของเงินที่แตกต่างกัน ครอบคลุมประชากรกลุ่มเป้าหมายต่างกันไป มีทั้งระบบผู้จะรับสิทธิประโยชน์ไม่ต้องมีส่วนร่วมจ่าย เพราะแหล่งเงินมาจาก “งบประมาณแผ่นดิน” คือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น และบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งระบบที่ผู้รับสิทธิประโยชน์จะต้องมีส่วนร่วมจ่าย คือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสงเคราะห์กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากนี้ยังมีระบบจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายเป็นระบบเฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุข ร่วมจ่ายโดย เจ้าตัว นายจ้าง และรัฐบาล คือกองทุนประกันสังคม และกองทุนสงเคราะห์กระทรวงศึกษาธิการขณะที่ระบบอยู่บนหลักการของการออม และมีการสมทบร่วมโดยนายจ้างหรือรัฐบาล มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนการออมแห่งชาติ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ศ.ดร.วรเวศม์ ระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้หากแบ่งออกตามเป้าหมาย พบว่า เป้าหมายที่มุ่งเน้นการจัดสรร บำนาญให้กับประชาชน คือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น บำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร กองทุนประกันสังคม และกองทุนการออมแห่งชาติซึ่งในส่วนเป้าหมายที่เน้นการจัดสรร “เงินก้อน”ให้กับประชาชน คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนสงเคราะห์กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

“ระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศไทยมีลักษณะเป็น “ปิ่นโต” ซึ่งหมายความว่า ประชาชนคนหนึ่งมีโอกาสจะได้รับประโยชน์จากระบบบำเหน็จบำนาญหลายระบบได้พร้อมกัน ตามลักษณะทางประชากร อาชีพ สถานะการทำงาน และสถานที่ทำงาน ซึ่งบางคนอาจมีปิ่นโตหลายชั้น ขณะที่บางคนอาจมีปิ่นโตเพียงชั้นเดียว ทำให้กลุ่มคนบางส่วนของสังคม เช่น แรงงานนอกระบบ มีเพียงเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้คนกลุ่มนี้ขาดความมั่นคงทางด้านรายได้ ขณะเดียวกันภายใต้ระบบบำเหน็จบำนาญที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รัฐบาลต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูง จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆและมีอายุยืนขึ้น ก็จะส่งผลต่อสถานการณ์การคลังของรัฐบาลในอนาคตด้วย” ศ.ดร.วรเวศม์กล่าว

ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าวว่า ระบบบำนาญของไทยในปัจจุบัน โดยหลักการผู้สูงอายุไทยทุกคนจะอยู่ในข่ายที่ได้รับบำนาญข้าราชการหรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นพื้นฐาน เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ที่กำลังรับเงินบำนาญข้าราชการและเบี้ยยังชีพรวมกันต่อจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งหมดมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 88 นั่นสะท้อนให้เห็นว่าระบบบำนาญของไทยในปัจจุบันสร้างความครอบคลุมสำหรับการคุ้มครองด้านรายได้ให้กับผู้สูงอายุไทยได้กว้างขวางทีเดียว

ขณะเดียวกันประชากรวัยทำงานมีโอกาสในการสร้างหลักประกันเพิ่มเติมไปมากกว่านั้น ผ่านระบบบำนาญอื่นๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประกันสังคม กองทุนสงเคราะห์กระทรวงศึกษาธิการโดย กองทุนการออมแห่งชาติจะช่วยเก็บตกประชากรวัยทำงาน ที่ไม่ใช่ลูกจ้างในสถานประกอบการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แรงงานนอกระบบ ประชากรวัยทำงานที่ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน ให้สร้างหลักประกันได้

“อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยมีระบบเพื่อรองรับประชากรวัยทำงานทุกกลุ่มก็จริง แต่ประชากรวัยทำงานที่มีหลักประกันส่วนเพิ่มเติมจากบำนาญหรือเบี้ยยังชีพ ยังครอบคลุมไม่มากนัก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประชากรวัยกำลังแรงงาน อายุ 15-59 ปี มีจำนวน 42,845,915 คน ในปลายปี 2562 ประชากรวัยทำงานที่มีบำนาญส่วนเพิ่มที่กล่าวไปนั้นมีความครอบคลุม ประมาณร้อยละ 38.82 เท่านั้น” ศ.ดร.วรเวศม์กล่าว

ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จะเห็นได้ว่า ระบบบำนาญของประเทศไทยอย่างที่เป็นอยู่มีระบบบำนาญหลายระบบ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ตามกลุ่มประชากร อาชีพ สถานภาพการทำงาน สถานที่ทำงาน และเป็นระบบบำนาญแบบหลายชั้นและมีระบบการบริหารจัดการที่แยกออกจากกัน การตัดสินใจเป็นเอกเทศกันและกัน และที่สำคัญที่สุดคือในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้เห็นข้อจำกัดของระบบการมีส่วนร่วมจ่ายและความไม่เชื่อมโยงระหว่างระบบ

เราพบแรงงานหลายคนต้องหลุดจากระบบประกันสังคมเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ การลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมส่งผลต่อกองทุนประกันสังคม ลูกจ้างและนายจ้างหยุดเลื่อนการจ่ายเงินสะสมเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีนายจ้างลดอัตราการจ่ายเงินสมทบการยกเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทในหลายแห่งด้วย สิ่งสำคัญอันดับแรกของการเปลี่ยนแปลงระบบบำนาญของประเทศคือการสร้าง platform ที่เป็นทางการ ที่จะมองเห็น และนำพาระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศไปในทิศทางที่ควรจะเป็นอย่างเป็นองค์รวม และ platform นี้จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำชี้ทิศทางของระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศที่มองผลประโยชน์ของ “ประชาชน” เป็นศูนย์กลาง ไม่ได้มองแค่ “แต่ละระบบ” และประสานผลประโยชน์ของผู้สูงอายุรุ่นนี้รุ่นหน้า รวมถึงสถานภาพการทำงานและอาชีพของประชาชนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้สูงอายุด้วย ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ..... ที่ได้ระบุในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ไว้อย่างครอบคลุม

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 7/10/2563

กลัวโควิด จ.กระบี่ ไม่อนุญาตให้แรงงานพม่าชุมนุมสนับสนุน 'อองซาน ซูจี'

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2563 ชุดปฎิบัติการข่าว หน่วยงานด้านความมั่นคง จังหวัดกระบี่ ได้รายงานกรณีกลุ่มผู้ใช้แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา กว่า 100 คน ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ จังหวัดกระบี่ จะความความเคลื่อนไว้ทางการเมืองโดยการ นัดรวมตัวกันที่ จุด 1.งานประติมากรรมปูดำ เทศบาลเมืองกระบี่2.หาดอ่าวนาง ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ 3.สำนักสงฆ์ถ้ำช่องสามแก้ว ม.1 ต.ทับปริกอ.เมืองกระบี่ บริเวณ เจดีย์สันดาบกีวา บริเวณวัดชองสามแก้ว บ.สวนพริก ม.1 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองและให้กำลังใจนางอองซาน ซูจี ประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ในการเลือกตั้งทั่วไปใน 8 พ.ย. 63 โดยนัดสวมใส่เสื้อแดงที่มีรูปของนางอองซาน ซูจี พร้อมกับธงชาติเมียนมาร์

นายชัยวุฒ บัวทอง นายอำเภอเมืองกระบี่ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวด้านความมั่นคง จังหวัดกระบี่ เดินทางลงพื้นที่ เข้ามาสังเกตการณ์ และทราบว่าทางแกนนำกลุ่มฯ ได้ยกเลิกการจัดกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจาก พ.ต.ท. หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผวจ.ก.บ. ได้มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปพบปะพูดคุยกับแกนนำกลุ่มฯ และปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงอยู่ในมาตรการการป้องกันตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และข้อกำหนดตาม พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

จากการตรวจสอบรับแจ้งจากแหล่งข่าวชาวเมียนมาร์ ทราบว่ามีการยกเลิกกิจกรรม ทั้งหมดแล้ว เนื่องจากได้มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลคนซึ่งเป็นแกนนำชาวเมียนมาร์ จึงเกิดความกังวลและกลัวว่าจะสุ่มเสี่ยงกระทำการผิดกฎหมาย จึงได้ยกเลิกกิจกรรมในวันดังกล่าวไป

ที่มา: ไทยโพสต์, 6/10/2563

รมว.แรงงานดัน MoU ต่ออายุในประเทศ เลี่ยงโควิด-19 หวังแก้ปัญหาขาดแรงงานต่างด้าว

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2563 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 4/2563 โดยมีนางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานตามบันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ (MoU) ซึ่งวาระการจ้างงานครบ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 – 31 ธ.ค. 2564 ให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไป

นายสุชาติ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน MoU ตามปกตินั้น ทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นรองรับการฟื้นฟูและขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ดังนั้นเพื่อมิให้นายจ้างและสถานประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน กระทรวงแรงงานจึงได้เสนอแนวทางการดำเนินการดังกล่าว

ซึ่งจากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลของกรมการจัดหางาน ณ วันที่ 30 ก.ย. 2563 พบว่ามีแรงงานต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานกำลังจะสิ้นสุดในช่วงเดือน พ.ย. 2563 – ธ.ค. 2564 จำนวนถึง 131,587 คน เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 34,053 คน ลาว 24,597 คน และเมียนมา 72,937 คน

ด้านนายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงขั้นตอนดำเนินการว่า แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตาม MoU ซึ่งวาระการจ้างงานครบ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 – 31 ธ.ค. 2564 สามารถดำเนินการดังนี้ 1. ตรวจสุขภาพ เพื่อนำใบรับรองแพทย์ไปยื่นขออนุญาตทำงานและขออยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป 2. ยื่นขออนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางาน (มีอายุไม่เกินครั้งละ 2 ปี) 3. ขอตรวจลงตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจัก (Visa) ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ค่าธรรมเนียมคำขอ 1,900 บาท 4. จัดทำทะเบียนประวัติคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ณ สำนักเขตกรุงเทพมหานคร ศูนย์ทะเบียนภาคจังหวัดสาขาหรือที่กรมการปกครองกำหนดในพื้นที่ที่คนต่างด้าวทำงาน

ทั้งนี้นายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่ไลน์ @service_workpermit หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน ซึ่งมีการจัดล่ามในภาษากัมพูชา เมียนมา และอังกฤษ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร แนะนำวิธีการทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 6/10/2563

กมธ.ศาลเรียก รมว.แรงงาน เลขาฯ กปส.แจง หลังพบข้อสงสัย ปมกรณีลงทุนหุ้นศรีพันวา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และ กองทุน เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 9.30 น. คณะกรรมาธิการฯจะนำเรื่องที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องต่อคณะกรรมาธิการฯให้ติดตาม ตรวจสอบกรณีการนำเงินจำนวนมากของผู้ประกันตนไปลงทุนในโรงแรมศรีพันวา ที่จังหวัดภูเก็ต และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเป็นจำนวนมาก

คณะกรรมาธิการ ได้กำหนดประเด็นเพื่อสอบถามก่อนลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีประเด็นที่ว่าสำนักงานกองทุนประกันสังคม มีการนำเงินที่ผู้ประกันตนถูกหักไว้ที่มีจำนวนเงินล่าสุดกว่า 2.1 ล้านล้านบาทนั้น นำไปลงทุนอะไรที่ไหนอย่างไรบ้าง นอกจากนี้การไปลงทุน ในโรงแรมศรีพันวาดังกล่าว เกิดขึ้นได้อย่างไรและกรณีการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมในกิจการนี้ ทราบหรือไม่ว่าที่มาของที่ดินในการจัดลงทุนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีผลต่อราคาหุ้นและหลักทรัพย์ในการลงทุนต่อมูลค่าราคา

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ออกหนังสือ ไปเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2563 แล้วโดยเชิญรมว.แรงงาน และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้มาชี้แจงในประเด็นต่างๆ เช่นหลักเกณฑ์ในการลงทุน เพราะเป็นเงินของผู้ประกันตนกว่า 2.1 ล้านล้านบาทที่ถูกหักไว้ เอาไปลงทุนที่ไหนอย่างไร วัตถุประสงค์ในการนำเงินจากกองทุนฯไปลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมศรีพันวา เป็นอย่างไร เจ้าของเงินควรจะมีโอกาส รู้เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีสถานการณ์โควิด ผู้ประกันตนเรียกร้องขอเงินที่ถูกหักคืน กลับมีปัญหามาโดยตลอด จนทำให้ผู้ประกันตนต้องออกมาเรียกร้อง ว่า “ขอคืนไม่ใช่ขอทาน”

นอกจากนี้ ได้ออกหนังสือเชิญเลขาธิการกองทุนฯให้มาชี้แจงถึงความเสี่ยง และ ผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัสต์ตั้งแต่เริ่มลงทุนจนถึงปัจจุบัน และยังเชิญเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. มาชี้แจงถึงขั้นตอนของการลงทุนของบริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ กรณีที่อาจมีสินทรัพย์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่ามีผลอย่างไรต่อผู้ลงทุน

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า คณะกรรมาธิการยังเชิญ อธิบดีกรมที่ดินให้มาชี้แจงเพิ่มเติม หลังจากได้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการที่ดินฯ แต่ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประเด็น ถึงที่มาของที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตที่ต้องทำใจให้ ประชาชนสิ้นสงสัย ซึ่งหากมีประเด็นที่เป็นข้อพิรุธ ตนจะทำเรื่องร้องต่อไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป เนื่องจากเป็นคดีนี้เป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อน และ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 5/10/2563

ชู “โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น” เพิ่มจ้างงานปชช. 15,548 คน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ - นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมและการสัมมนาทางวิชาการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2563 โดยมีนายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล และบุคลากรของเทศบาล จำนวนกว่า 3,500 คน เข้าร่วมการประชุม

โอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ขอความร่วมมือจากเทศบาลทุกแห่งในการดำเนินโครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และขณะนี้สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการ ภายใต้กรอบวงเงิน 1,080 ล้านบาทให้กับทุกจังหวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อธิบดี สถ. กล่าวว่า โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ ในระยะแรกคือการจัดฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นกลาง จำนวน 70 ชั่วโมงของกรมอนามัย ที่ดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ซึ่งต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม 2563 ระยะต่อมาคือการออกปฏิบัติงานและจ่ายค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 7,774 แห่ง แห่งละ 2 คน คนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติงานในเดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

“โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นจะช่วยเพิ่มการจ้างงานและเกิดนักบริบาลซึ่งเป็นอาชีพใหม่ในท้องถิ่นจำนวน 15,548 อัตรา ช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในท้องถิ่นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก นักบริบาลที่ผ่านการอบรมจะมีคุณสมบัติในการประกอบอาชีพนักบริบาลในสถานประกอบการ และสามารถประกอบอาชีพนักบริบาลอิสระ รองรับสังคมผู้สูงอายุในระยะยาว ทำให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกว่า 6 หมื่นคนทั่วประเทศ ได้รับการดูแลด้านอนามัยพื้นฐาน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม” อธิบดี สถ.กล่าว

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 5/10/2563

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์