กุญแจสามประการของการต่อต้านด้วยสันติวิธี: เอกภาพ การวางแผน และวินัย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ขบวนการสันติวิธีทั่วโลกจะสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคุณสมบัติสามประการ ได้แก่ เอกภาพ การวางแผน และวินัย

อะไรทำให้การต่อต้านด้วยสันติวิธีมีประสิทธิภาพ ?

ถ้าเราเห็นตรงกันอยู่แล้วว่าในโลกการเมืองนั้น “อำนาจเป็นสิ่งที่ไม่มีใครให้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องชิงมาเสมอ” ข้อสรุปที่หนีไม่พ้นก็คือขบวนการสันติวิธีที่ยิ่งใหญ่ในอดีตประสบความสำเร็จเพราะกลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านั้นกุมอำนาจได้มากกว่าฝ่ายตรงข้าม

ข้อสรุปที่ว่านี้ขัดแย้งกับสมมติฐานที่ว่าอำนาจนั้นมาจากการควบคุมทรัพยากรวัตถุและขีดความสามารถในการใช้ความรุนแรง ทั้งยังเปิดโอกาสให้เกิดการตั้งคำถามต่อสมมติฐานดังกล่าวโดยตรงด้วย ถ้าสมมติฐานที่ว่านี้ถูกทั้งหมด ขบวนการสันติวิธีไม่มีวันสู้ชนะฝ่ายตรงข้ามที่อาวุธดีกว่าและทรัพยากรมากกว่าได้เป็นแน่ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์กลับเผยให้เห็นลำดับเหตุการณ์ของการต่อสู้ด้วยสันติวิธีที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก ย้อนกลับไปกว่าศตวรรษ ขบวนการต่าง ๆ เหล่านี้มีเป้าหมายและผู้แสดงหลักที่หลากหลายมากเทียบเท่ากับมนุษยชาติด้วยตัวมันเองเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น:

  • ในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940 ชาวอินเดียได้รับชัยชนะเป็นอิสรภาพด้วยการใช้วิธีไม่ให้ความร่วมมือในระดับมวลชน (คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ คว่ำบาตรโรงเรียน ประท้วงหยุดงาน ไม่จ่ายเงินภาษี อารยะขัดขืน และการขอลาออก) วิธีนี้เป็นการข่มขู่ว่าจะทำให้อินเดียปกครองไม่ได้ จนสุดท้ายสามารถกดดันให้จักรวรรดิอังกฤษถอนตัวออกไปในที่สุด  
  • ช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1950 และ 1960 ขบวนการสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกาได้รับสิทธิความเท่าเทียมจากการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง เช่น การนัดกันเลิกใช้รถโดยสารมอนโกเมอรี และการบุกเข้าไปนั่งในร้านอาหารกลางวันของเมืองแนชวิลล์ซึ่งเป็นการโจมตีจุดอ่อนของระบบแบ่งแยกสีผิวที่ถูกทำให้กลายเป็นสถาบันและเรียกเสียงผู้สนับสนุนจากคนทั่วทั้งประเทศ
  • ช่วง​ปี 1965 -​1970 สหภาพคนงานชาวนารวมพลัง (the United Farm Workers) เริ่มเติบโต​ขึ้น​จาก​การ​เป็นองค์กร​ท้องถิ่น​ที่​ไม่​มีเงิน​สนับสนุน​จนได้​รับ​ความสนใจ​จาก​คน​ทั้ง​ประเทศ​จาก​การ​คว่ำบาตร​และ​ประท้วง​หยุด​งาน​เพื่อสู้กับกลุ่ม​ธุรกิจ​ไร่องุ่น​ในรัฐ​แคลิฟอร์เนีย​จนประสบความสำเร็จ​
  • ‎ปี 1986 ประเทศ​ฟิลิปปินส์​ นักกิจกรรม​ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม​ผู้ที่หันมาต่อต้านกองทัพ เพื่อดึงประชาชน​หลายล้านคนออกมาเดินขบวน​ประท้วง​ต่อต้าน​ระบอบเผด็จการ​ภายใต้​การปกครองของเฟอร์ดินาน มาร์กอสซึ่ง​ได้รับ​การหนุนหลังจากสหรัฐ​อเมริกา​ ทางเลือกของมาร์กอสหมดลงอย่าง​รวดเร็ว​หลังเกิดการลุกฮือโดยสันติวิธี​ เขา​จึงตัดสินใจ​หนีออกนอกประเทศ​
  • ใน​ปี​ 1988 ชาวชิลีเอาชนะความ​กลัว​ที่ระบอบเผด็จการ​โหดร้าย​ของออกุสโต ปิโนเชสร้าง​ขึ้น​ และ​เริ่ม​รณรงค์​ประท้วง​เพื่อ​ต่อต้าน​ผู้นำ​เผด็จการ​ การทำเช่​น​นี้​ทำ​ให้​เสีย​งสนับสนุน​ปิโนเช ลดน้อยลง​ถึง​ขนาด​ที่​สมาชิก​ของ​กลุ่ม​เผด็จการ​ทหาร​ก็​ไม่สนับสนุน​เขา​ในช่วง​ขีดสุด​ของ​วิกฤติ​การณ์ จนเขา​ถูก​ขับ​ไล่​ลงจากอำนาจ​ใน​ที่สุด​
  • ช่วง​ปี 1980-1989 ชาวโปแลนด์​จัดตั้ง​สหภาพ​แรงงาน​อิสระ​ขึ้น​เพื่อเป็​น​ส่วนหนึ่ง​ของ​ขบวนการโซลิดาริตี้​ (Solidarity) และ​ทวงคืนประเทศ​จากสหภาพ​โซเวียต​ได้​สำเร็จ​
  • ในปี 1989 การประท้วงและการนัดหยุดงาน​ที่ต่อมาเรียกขานกันว่าการปฏิวัติ​กำมะหยี่​ (Velvet Revolution) นำไปสู่​การเปลี่ยนผ่านจากระบอบคอมมิวนิสต์​ในประเทศ​เชคโกสโลวาเกีย​ การ​กระทำในลักษณะ​เดียวกัน​นำไปสู่​การ​เปลี่ยน​ผ่านโดยสันติในเยอรมนี​ตะวันออก​ และกลุ่มประเทศ​ลัตเวีย ลิทัวเนีย​ และเอสโตเนีย​ในปี 1991
  • ‎การประท้วง​หยุด​งาน​ อารยะ​ขัดขืน​ และการ​คว่ำบาตร​จากภายนอก​ ซึ่ง​เริ่ม​ขึ้น​ในทศวรรษ​ที่​ 1980 มีบทบาท​สำคัญ​ต่อการยุติ​ระบบแบ่งแยกสีผิว​ในประเทศ​แอฟริกาใต้​ในช่วงต้นของทศวรรษ​ที่​ 1990
  • ในทศวรรษ​ต่อ​มา ชาวเซิร์บ​ (2000) จอร์เจีย​ (2003) และยูเครน​ (2004) ยุติเผด็จการ​อัตตาธิปไต​ย ด้วยการดึงพลังประชาชน​ออกมาเพื่อยับยั้ง​และต่อต้าน​ผลการเลือกตั้ง​ที่ฉ้อโกง​
  • ในปี 2005 ชาวเลบานอนใช้การประท้วงสันติวิธี​มวลชนเพื่อทำให้ประเทศ​ของ​ตัวเอง​หลุดพ้น​จากการยึดครอง​ของทหารซีเรีย​
  • ในปี 2006 ชาวเนปาล​ใช้การขัดขืน​ระดับมวลชนเพื่อบีบให้มีการฟื้นฟูไปสู่การปกครองโดยพลเรือนได้สำเร็​จ
  • ตั้งแต่​ปี 2007-2009 ท่ามกลางการจลาจล​รุนแรง​และการปกครอง​โดยทหาร กลุ่มทนายความ ​ภาคประชาสังคม​ และ​พลเมืองสามัญชนชาวปากีสถาน​ได้ผลักดันให้มีการฟื้นฟูตุลาการ​อิสระและยกเลิกกฏหมายสภาวะฉุกเฉิน​ได้สำเร็​จ​

ถ้าประชาชน​ไม่ยินยอม​ ผู้ปกครองก็อยู่ไม่ได้

ขบวนการ​ต่อต้าน​ด้วย​สันติวิธี​เหล่านี้​และที่อื่น ๆ ประสบความสำเร็จ​เพราะ​พวกเขา​เข้าใจ​ความรู้มูลฐานเกี่ยวกับ​อำนาจ​ กล่าว​คือ​ ระบบ องค์กร​ และสถาบัน​เกือบทั้งหมดในสังคมอยู่ได้เพราะ​การให้ความยินยอม ความร่วมมือ​ และความเชื่อ​ฟังของสมาชิกที่เป็นสามัญ​ชนจำนวน​มาก ดังนั้น ถ้าประชาชน​เลือกถอนความยินยอม​และความร่วมมือ​อย่างเป็​นระบบและมียุทธศาสตร์​ พวกเขาก็สามารถกุมอำนาจเชิงบีบบังคับ​ได้ เมื่อประชาชน​ไม่ยินยอม ประธานาธิบดี​ นายกเทศมนตรี​ ซีอีโอ​ นายพล และ "ผู้ถืออำนาจ" อื่น ๆ ก็ปกครองโดยใช้อำนาจอย่างไร้การตรวจสอบไม่ได้อีกต่อไป

กลยุทธ์​ไร้ความ​รุนแรง​ เช่น การนัดหยุดงาน​ การคว่ำบาตร​ การประท้วง​มวลชน​ อารยะ​ขัดขืน​ การจัดตั้งสถาบันคู่ขนาน​ และปฏิบัติ​การ​สร้างสรรค์​ที่มีอยู่จริงอีกไม่รู้กี่ร้อย​วิธี​ เป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ถอนความยินยอมและกุมอำนาจเชิง​บีบบังคับ​ดังกล่าว​ เครื่องมือ​เหล่านี้​ไม่ได้ถูกหยิบนำมาใช้​ด้วยเหตุผลทางศีลธรรม​ แต่ด้วยเหตุผลในทางปฏิบัติ​ บางคนที่เลือกใช้ปฏิบัติการ​สันติวิธีเคยเห็นยุทธศาสตร์​แบบเดียว​กันได้ผลในประเทศ​อื่น​ ๆ หรือไม่เช่นนั้น​ก็ในประวัติศาสต​ร์​ของประเทศตนเองแล้ว พวกเขาจึงตระหนัก​ว่า​การต่อต้าน​ประเภทนี้มีโอกาสสำเร็จ​มากที่สุดในบรรดาทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่

ทักษะและเงื่อนไข​

อย่างไร​ก็ตาม​ ท่ามกลาง​ชัยชนะต่าง ๆ ของขบวนการ​สันติ​วิธี​ที่​สร้างแรงบันดาลใจ​เหล่านี้​ ในประวัติศาสตร์​และโลกร่วมสมัย​ก็มีตัวอย่าง​ของ​ขบวนการ​ที่ล้มเหลว​หรือยังไม่ได้ข้อสรุป​เช่นกัน สายตา​ชาวโลก​ได้เห็​น​การปฏิวัติ​ไร้ความ​รุนแรง​ในโปแลนด์​และเชคโกสโลวาเกีย​ในปีเดียว​กับ​ที่​มีการสังหาร​หมู่​ในจตุรัส​เทียนอันเหมิน ​ประชาชน​จำนวนมาก​ใช้​กลยุทธ์​สันติวิธี​ในพม่า ซิมบับเว อียิปต์​และอิหร่าน​ในช่วงทศวรรษ​ที่​ผ่าน​มา แต่เป้าหมาย​ของขบวนการ​เหล่านั้นยังไม่​ประสบผลสำเร็จ​​ การต่อต้าน​ด้วยสันติวิธี​เป็น​ส่วนผสม​ที่​ขาด​ไม่ได้ของความสำเร็จในการ​ต่อสู้​เพื่อ​สิทธิ​ใน​การ​ปกครอง​ตนเอง​ของติมอร์​ตะวันออก แต่ในขณะที่​วิธีการ​นี้ช่วย​ขับเคลื่อนขบวนการประชาชนให้ต่อต้านผู้ยึดครองในที่อื่น ๆ แต่ในปาเลสไตน์​ ปาปัวตะวันตก​ ซาฮาราตะวันตก​ และทิเบต การต่อสู้​เหล่านี้​กลับ​ยัง​ไม่ได้ข้อสรุป

ความ​แตกต่าง​ระหว่าง​กรณีเหล่านี้​กับกรณีอื่น​ ๆ คืออะไร?

ปัจจัย​ที่​ทำให้​การเคลื่อนไหว​เหล่านี้​และอื่น ๆ ประสบ​ความสำเร็จ​ หรือล้มเหลว​เป็น​สิ่ง​ที่​คนมีเหตุผล​และได้รับข้อมูล​ครบถ้วน​รอบด้าน​สามารถ​เห็น​ต่าง​กันได้ แต่​ละสถานการณ์​มีความซับซ้อน​มาก ส่งผลให้การระบุสาเหตุ​และผลลัพธ์​โดยตรง แม้จะพยายามอย่างดีที่สุดแล้วก็​ยังเป็น​เรื่อง​ยาก​ ข้อเสนอที่​ผู้เขียนได้ยินบ่อย​ที่สุด​จากนักวิชาการ​ นักข่าว​ และ​คนอื่น​ ๆ คือ แนวโน้มและผลลัพธ์​ของขบวนการ​สันติ​วิธี​ส่วน​ใหญ่​ถูกกำหนด​จากปัจจัย​สำคัญ​ ได้แก่ โครงสร้าง​ เงื่อนไข​ และ​สถานการณ์​จำเพาะ​อันเป็น​บริบท​ที่​ขบวนการ​ปฏิบัติ​การ​อยู่​

ตัวอย่าง​เช่น มีคนเสนอว่า​ขบวนการ​สันติวิธี​จะประสบความสำเร็จ​เฉพาะ​ใน​ประเทศ​ที่​ผู้กดขี่ไม่ประสงค์​จะ​ใช้​กำลัง​เท่านั้น​ คนอื่​น​ ๆ เสนอ​ว่า​ปัจจัย​เศรษฐกิจ​บางประการ​ (อันได้แก่ อุดมการณ์​เศรษฐกิจ​ ระดับ​รายได้​ การกระจายความมั่งคั่ง​ และ​การมีอยู่ของชนชั้นกลาง) และระดับ​การศึกษา​มี​ความ​สำคัญ​ยิ่ง​ต่อความสำเร็จ​ของการเคลื่อนไหว​ แต่​ก็​มี​คน​อื่น​ ๆ ที่​เสนอ​เช่น​กัน​ว่า​บทบาท​ของประเทศมหาอำนาจ​และผู้มีอำนาจ​นำในภูมิภาค​เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์​ของการเคลื่อนไหว​ที่สำคั​ญกว่าตัวแปรอื่น ๆ คน ๆ หนึ่ง​สามารถอ้างถึงโครงสร้าง​และเงื่อนไข​อื่น ๆ ได้อีกมาก ไม่ว่า​จะ​เป็น​ความ​หลากหลาย​ทางชาติพันธุ์​ ประวัติศาสตร์​การเมือง​และวัฒนธร​รม​ ขนาดประชากร​ หรือภูมิศาสตร์​ และ​แน่นอน​ว่า​เงื่อนไข​หลาย ๆ อย่างในจำนวนเหล่านี้​สามารถ​ส่งอิทธิพล​ต่อวิถีของ​การเคลื่อนไหว​หนึ่ง ๆ ได้จริง

คนอีกกลุ่มหนึ่ง​ไม่เห็น​ด้วย​กับข้อเสนอว่าด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างและเงื่อนไขเหล่านี้​ แต่เชื่อ​ว่า​ความสำเร็จ​ของการเคลื่อนไหว​สันติวิธี​มาจากทักษะ​การต่อสู้​ของขบวนการ​ในสถานการณ์​ความขัดแย้ง​ หรือปัจจัย​ที่​นักวิชาการ​เรียก​ว่า​ "ความ​สามารถ​กระทำ​การ" ทักษะ​และความ​สามารถ​กระทำ​การหมายถึง​ปัจจัย​ต่าง ๆ ที่ขบวนการ​เคลื่อนไหว​สามารถ​ควบคุม​ได้ ไม่ว่า​จะเป็​น​ยุทธศาสตร์​ที่​เลือกใช้ ภาษาที่เอาไว้ใช้สร้างและรักษา​เสียง​สนับสนุน​จากประชาชน วิธีการสร้าง​แนวร่วม​ แนวทาง​และพื้นที่​ซึ่งเอาไว้โจมตีฝ่ายตรงข้าม​ และการตัดสินใจ​เรื่องอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน​ที่​เกี่ยวข้อง​กับ​การต่อต้าน​ด้วย​สันติวิธี​

ในมุมมอง​ของผู้เขียน ปัจจัย​เชิงทักษะ​เหล่านี้​ยัง​ได้​รับ​การ​ให้​ความ​สำคัญ​น้อยเกิน​ไปอย่าง​มีนัย​สำคัญ​ ไม่เช่นนั้น​ก็​ถูก​มอง​ข้าม​จาก​ผู้​ที่​เข้ามา​เกี่ยวข้อง​หรือวิเคราะห์​เกี่ยวกับ​ขบวนการ​เคลื่อนไหว​สันติวิธี​ การอภิปราย​ว่าทำไมจึงเป็น​เช่นนี้​อยู่นอกขอบเขต​ของ​บทความนี้​ แต่​เหตุผล​อย่าง​หนึ่ง​อาจจะ​เป็น​เพราะ​ว่า​ผู้คนยังไม่เชื่อ หรือไม่ก็ยังไม่เข้าใจสมมติฐาน​เกี่ยวกับ​ฐานพลังของปฏิบัติ​การ​ไร้​ความรุนแรง​ ที่​ชี้​ว่าเราสามารถ​ดึงอำนาจจากศัตรู​ที่กดขี่​และแข็งแกร่ง​มาอยู่​ในมือขบวนการ​พลังประชาชน​ได้ด้วยการปรับย้าย​พฤติกรรม​รวมหมู่​ แทน​ที่​จะ​เชื่อ​เช่น​นี้​ พวก​เขา​เชื่อ​ว่า​ความสำเร็จ​ของขบวนการ​สันติ​วิธี​เกิดขึ้น​ได้ จำเป็นต้อง​มีปัจจัย​จากภายนอก หรือไม่ก็ต้องมีสถานการณ์​พิเศษ​บางประการ​

อย่างไร​ก็ตาม​ เราสามารถ​ยอมรับ​บทบาท​ของโครงสร้าง​และเงื่อนไข​ที่ส่งอิทธิพล​ต่อ​แนวโน้ม​และ​ผลลัพธ์​ของปฏิบัติ​การ​ไร้​ความรุนแรง​ได้ พร้อมกับ​ที่​ไม่ละเลย​ความ​สำคัญ​ของ​ความสามารถ​กระทำการ​และทักษะ​ ที่จริงแล้ว​ ความสามารถ​กระทำการ​และทักษะ​สร้าง​ความแตกต่าง​ได้จริง ๆ และใน​บาง​กรณี​ก็ทำให้ขบวนการ​เคลื่อนไหวสามารถ​เอาชนะ ตีล้อม และ​แปร​สภาพที่เลวร้าย​ให้ดีขึ้น​ได้

ในองค์ความรู้​ของสาขาวิชา​อื่น ๆ เช่น วิชาธุรกิจ​และวิชาทหาร​ เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย​ว่าทักษะ​และความ​สามารถ​กระทำ​การ​เป็น​สิ่งที่สำคั​ญ​ และบางที​ก็สำคัญ​เป็น​อันดับ​หนึ่ง​ มี​อะไร​หรือ​ที่​จะทำให้​ปฏิบัติ​การ​ไร้​ความรุนแรง​ไม่เหมื​อ​น​กับกรณีเหล่านี้ นายพลของกองทัพและซีอีโอของบริษั​ทคงกลั้นขำไม่อยู่​ถ้ามีคนมาบอกพวกเขา​ว่า​ยุทธศาสตร์​มีความสำคัญ​เพียง​เล็กน้อย​ต่อผลลัพธ์​ที่เกิดจากความพยายาม​ของพวกเขา ตำราพิชัยยุทธ์ซึ่ง​เป็น​งานชิ้นคลาสสิก​ของซุนจื่อคงไม่เป็น​ที่​รู้​จัก​มากนัก​ ถ้า​ผู้​คน​คิด​ว่า​ผลลัพธ์​ของการชิงชัย​และการปฏิสัมพันธ์​เชิงพิพาทถูกกำหนด​จากเงื่อนไข​ทางวัตถุ​อย่างไม่มีวันเปลี่ยน​ได้

กลับมาสู่คำถามหลักของบทความนี้ กล่าวคือ อะไรที่ทำให้การเคลื่อนไหวด้วยสันติวิธีมีประสิทธิภาพ เราสามารถเริ่มหาคำตอบได้ด้วยการดูไปที่ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด โดยดึงข้อมูลจากขบวนการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ มีปัจจัยเชิงความสามารถกระทำการและทักษะต่าง ๆ หลากหลายมากที่สามารถส่งอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวได้ แต่ (เพื่อความเรียบง่าย) ถ้าเรากลั่นกรองออกมาให้เหลือเพียงแก่นไม่กี่ประการ จะพบว่าคุณลักษณะที่เป็นกุญแจความสำเร็จของขบวนการสันติวิธีมีอยู่สามข้อด้วยกัน ได้แก่ เอกภาพ การวางแผน และวินัยในการไม่ใช้ความรุนแรง

เอกภาพ การวางแผน และวินัย

มองดูทีแรก ความสำคัญของคุณลักษณะเหล่านี้ก็ชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่กระนั้น คนที่มองขบวนการโดยเน้นระดับกลยุทธ์และรายละเอียดเป็นหลัก ก็ยังมองข้ามความลึกซึ้งและนัยยะสำคัญยิ่งของคุณลักษณะเหล่านี้ไป คุณลักษณะแต่ละประการเหล่านี้จึงควรได้รับการขยายความ

เอกภาพ นั้นสำคัญเพราะการเคลื่อนไหวด้วยสันติวิธีมีพละกำลังขึ้นจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในภาคส่วนที่หลากหลายของสังคม พูดง่าย ๆ ก็คือ ตัวเลขนั้นมีความสำคัญ ยิ่งขบวนการมีประชาชนสนับสนุนมากขึ้นเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวก็ยิ่งชอบธรรม มีอำนาจ และมีขุมกำลังเชิงกลยุทธ์มากขึ้นเท่านั้น ขบวนการที่ประสบความสำเร็จจึงเข้าหาคนกลุ่มใหม่ ๆ ในสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชายและผู้หญิง เยาวชน ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คนเมืองและคนชนบท คนกลุ่มน้อย สมาชิกของสถาบันศาสนา ชาวนา แรงงาน นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ คนรวย ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง ตำรวจ ทหาร และสมาชิกของตุลาการ รวมไปถึง กลุ่มอื่น ๆ ด้วย

ขบวนการที่ประสบความสำเร็จยังเข้าหาผู้สนับสนุนของฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะขบวนการเหล่านั้นเข้าใจดีว่าหนึ่งในจุดแข็งของการต่อต้านด้วยสันติวิธีที่ต่อเนื่องเพื่อทำให้วิสัยทัศน์ที่รวมผู้คนเข้าด้วยกันเป็นความจริง คือ ความสามารถในการก่อให้เกิดการย้ายฝ่ายและแปรพักตร์ในฝั่งของศัตรู ตัวอย่างเช่น ขบวนการต่อต้านการเหยียดสีผิวในประเทศแอฟริกาใต้ได้ใช้การขัดขวางด้วยพลเมืองร่วมกับการเรียกร้องให้ประเทศเกิดความสมานฉันท์ ทำให้สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนและสร้างเอกภาพจนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ แม้แต่กับกลุ่มคนผิวขาวที่เคยสนับสนุนระบบเหยียดสีผิวมาก่อน

ผู้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวด้วยสันติวิธีต้องตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยสลับซับซ้อน เพื่อควบคุมทิศและแนวทางของขบวนการ การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการนี้ ไม่ว่าเป้าหมายของเราจะดีอย่างไร และไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะทำอะไรที่เลวร้ายจนหาเหตุผลมาอ้างไม่ได้อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถเอาชนะการกดขี่ได้ด้วยปฏิบัติการต่อต้านที่เกิดขึ้นเองและปราศจากการวางแผน แม้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะทำออกมาได้ดีก็ตาม ตรงกันข้าม ขบวนการจะมีแรงดึงได้เมื่อพวกเขาสามารถวางแผนได้ว่าจะบริหารจัดการปฏิบัติการต่อต้านด้วยสันติวิธีอย่างเป็นระบบได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ประชาชนในสังคมเข้าร่วมเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งและโฟกัสไว้

การตัดสินใจว่าจะใช้กลยุทธ์ใดและควรเรียงลำดับอย่างไร การพัฒนาจุดยืนที่ปลุกเร้าให้มุ่งไปสู่ความเปลี่ยนแปลง โดยวางอยู่บนแรงบันดาลใจและความเจ็บแค้นของประชาชนที่ขบวนการมุ่งเป็นผู้แทน การวางแผนว่าปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มใดที่ควรเป็นเป้าของการใช้กลยุทธ์ การตั้งเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อทำให้สำเร็จ และการสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อเจรจาและสร้างแนวร่วม เป็นเพียงประเด็นบางประการที่ขบวนการสันติวิธีจะต้องคิดวางยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ การจะทำเช่นนี้ได้จำเป็นต้องวิเคราะห์บริบทสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการต่อสู้สันติวิธีขึ้นในภาพรวม เพื่อการวางแผนแล้ว ขบวนการที่มีประสิทธิภาพต้องเก็บข้อมูล ฟังเสียงคนรากหญ้า วิเคราะห์ตนเอง ฝ่ายศัตรู และกลุ่มบุคคลที่สามซึ่งไม่ผูกมัดกับฝ่ายใด โดยต้องทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องตลอดห้วงเวลาของความขัดแย้ง

ประการสุดท้าย ยุทธศาสตร์จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้รับการลงมือปฏิบัติอย่างมีวินัยเท่านั้น ความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงที่สุดเมื่อวินัยล้มเหลวในขบวนการสันติวิธีก็คือเวลาที่สมาชิกบางคนใช้ความรุนแรง ดังนั้น วินัยในการไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งหมายถึง ความสามารถของประชาชนในการควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้ความรุนแรง แม้ว่าจะโดนยุแหย่ก็ตาม มักจะได้รับการเน้นย้ำบ่อยครั้งในหมู่ผู้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีเหตุผลในเชิงปฏิบัติอยู่ เหตุความรุนแรงที่เกิดจากสมาชิกอาจบั่นทอนความชอบธรรมของขบวนการได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้ออ้างในการปราบปราม ยิ่งกว่านั้น ขบวนการที่ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างเสมอต้นเสมอปลายยังมีโอกาสโน้มน้าวกลุ่มที่มีศักยภาพเป็นพันธมิตร (รวมกระทั่งผู้สนับสนุนของฝ่ายศัตรู) ให้เข้ามาเป็นพวกมากขึ้นด้วยตลอดห้วงเวลาของการต่อสู้ 

การสำรวจคุณลักษณะเหล่านี้อย่างเต็มรูปแบบอาจจะต้องใช้เนื้อที่ขนาดหนังสือหลายเล่มเลยทีเดียว และวิชาปฏิบัติการสันติวิธีนั้นก็ควรและกำลังได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น แต่ละขบวนการใหม่ที่เกิดขึ้นช่วยเสริมองค์ความรู้ และนำไปสู่ความเข้าใจมวลรวมเกี่ยวกับปรากฏการณ์มากขึ้น แต่กระนั้นในศาสตร์และศิลป์ของปฏิบัติการทางสังคมและการเมืองรูปแบบนี้ก็ยังมีเรื่องให้ต้องศึกษาและพัฒนาอีกมาก

แต่คุณสมบัติทั้งสามประการ อันได้แก่ เอกภาพ การวางแผน และวินัย ถือเป็นสัจธรรมเหนือกาลเวลา และเนื่องจากเป็นเช่นนี้ คุณสมบัติเหล่านี้จึงเป็นกรอบทั่วไปที่สมาชิกและผู้สนับสนุนขบวนการ รวมไปถึง ผู้ที่รายงานข่าวและศึกษาขบวนการเคลื่อนไหว เอาไว้ใช้ประเมินสถานะของการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวมีเอกภาพหรือไม่ มีการวางแผนหรือไม่ และมีวินัยหรือไม่ การกระทำที่ใช้หลักการทั้งสามนี้ในปฏิบัติการสันติวิธีนั้นได้จุดประกายให้เห็นทางไปสู่โลกที่สันติและยุติธรรมขึ้นแล้ว และอนาคตจะถูกกำหนดด้วยผู้ที่ทำเช่นนั้นต่อไป 

[1] เพื่อวัตถุประสงค์ของบทความนี้ ผู้เขียนนิยามว่าขบวนการเคลื่อนไหวที่ “ประสบความสำเร็จ” คือ กลุ่มที่บรรลุเป้าประสงค์ที่ตนตั้งไว้ได้ และขบวนการเคลื่อนไหวที่ “ล้มเหลว” คือ กลุ่มที่ไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ที่ตนตั้งไว้ได้ การนิยามเช่นนี้มีองค์ประกอบด้านเวลาเช่นกัน ขบวนการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอาจบรรลุเป้าประสงค์ของตนไปแล้ว (เช่น ขบวนการปฏิวัติสีส้มในยูเครนในปี 2004)  แต่ความท้าทายที่บั่นทอนความสำเร็จของขบวนการในปีต่อ ๆ มาอาจทำให้ขบวนการถอยหลังไปอยู่ที่เดิมได้ (สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณียูเครน โปรดดูบทความเรื่อง “The Struggle after People Power Wins” ของ Olena Tregub และ Oksana Shulyar ได้ใน openDemocracy วันที่ 17 พฤศจิกายน 2010) ในทางกลับกัน ขบวนการที่ล้มเหลวในการบรรลุเป้าประสงค์ของตน (เช่น ขบวนการเพื่อประชาธิปไตยของจีนในปี 1989) อาจสร้างผลข้างเคียงในปีต่อ ๆ มาและส่งผลเชิงสร้างสรรค์ต่อเป้าหมายของขบวนการได้เช่นกัน (สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีจีน โปรดดูบทความเรื่อง “Repression’s Paradox in China” ของ Lester Kurtz ได้ใน openDemocracy วันที่ 17 พฤศจิกายน 2010 ได้เช่นกัน) แม้ผลที่ตามมาเหล่านี้จะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนให้ขบวนการหนึ่ง ๆ กลายเป็น “ประสบความสำเร็จ” หรือ “ประสบความล้มเหลว” เสมอไป แต่ผลที่ตามมาเหล่านี้ก็ทรงพลังและควรได้รับการพิจารณาเป็นหัวข้อเอกเทศด้วยตัวมันเอง


เกี่ยวกับผู้เขียน

ฮาร์ดี้ เมอร์รี่แมน เป็นอดีตผู้อำนวยการโครงการและงานวิจัยของศูนย์ความขัดแย้งไร้ความรุนแรงนานาชาติ  (ICNC) เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือเรื่อง “Waging Nonviolent Struggle: 20th Century Practice and 21st Century Potential” ซึ่งเขียนโดยยีน ชาร์ป และร่วมเขียนหนังสือเรื่อง “A Guide to Effective Nonviolent Struggle”

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์