คาดการณ์เศรษฐกิจภาคการลงทุนดีขึ้น หลังยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง

อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะคาดการณ์เศรษฐกิจภาคการลงทุนดีขึ้น หลังยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แนะให้หน่วยงานที่เป็นกลางจัดเวทีให้ผู้แทนรัฐบาลและผู้แทนฝ่ายชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเจรจาหารือกัน นอกเหนือจากการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อหาทางออก 

25 ต.ค. 2563 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ม. รังสิต เปิดเผยว่าคาดการณ์เศรษฐกิจภาคการลงทุนปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นหลักยกเลิกประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ประเมินเบื้องต้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเม็ดเงิน 81,000 ล้านบาทปลายปีมีประสิทธิภาพดีขึ้นหลังยกเลิกยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยจากความตึงเครียดทางการเมืองคลี่คลายลงและการชุมนุมทางการเมืองอย่างสงบไม่ใช่เหตุฉุกเฉินร้ายแรง 

โดยที่มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 21,000 ล้านบาท จะก่อให้เกิดตัวทวีคูณทางการเงินสูงสุดเมื่อเทียบกับมาตรการโครงการคนละครึ่งวงเงิน 3,000 บาท และมาตรการโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ให้ประชาชนนำเงินที่ใช้จ่ายในสินค้าและบริการมาหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ขณะที่ มาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวภายในประเทศภายใต้โครงการไทยเที่ยวไทย “แพ็กเกจเราเที่ยวด้วยกัน” และ “แพ็กเกจกำลังใจ” ไม่มีผลมากนักในการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวเพราะใช้สิทธิไม่ถึง 20% ณ. เดือนตุลาคม ไม่ได้ส่งผลทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัว ต้องขยายมาตรการออกไปถึงเดือน เม.ย. 2564 โดยใช้งบประมาณก้อนเดิมก็จะทำให้เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวมากขึ้นและควรผ่อนปรนเงื่อนไขให้ง่ายขึ้นและสามารถสิทธิท่องเที่ยวภูมิลำเนาของตัวเองได้ ขณะนี้ผู้ใช้สิทธิส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวใกล้ ๆ เช่น ชลบุรี ชะอำ หัวหิน เป็นต้น เม็ดเงินไม่กระจายไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงหนือและภาคเหนือ 

ส่วนการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่นำร่องเปิดประเทศล่าสุด ยังต้องรอผลการดำเนินการว่า สามารถควบคุมการแพร่ระบาดและบริหารความมั่นใจเรื่องการปลอดเชื้อ COVID-19 ได้หรือไม่ หากมีการติดเชื้อจากการเปิดท่องเที่ยวจากต่างชาติที่นำร่องอยู่เวลานี้ อาจมีผลกระทบต่อ “โครงการไทยเที่ยวไทย” ทันที การต่อเวลาการพักหนี้ไปจนถึงสิ้นปีของธนาคารแห่งประเทศไทยจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อลูกหนี้เอ็นพีแอลได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นตราบเท่าที่ยังไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการหรือเศรษฐกิจยังคงหดตัว บริษัทหรือลูกหนี้ที่มีปัญหาสภาพคล่องจะกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างแน่นอน และการใช้มาตรการพักหนี้ยาวนานเกินไป อาจทำให้เกิด Moral Hazard ขึ้นมาในระบบการเงินและการจงใจเบี้ยวหนี้ซึ่งจะทำให้ปัญหาในระบบสถาบันการเงินมีความซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้นในอนาคต 

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าหน่วยงานที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือควรจัดเวทีให้ผู้แทนรัฐบาลและผู้แทนฝ่ายชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเจรจาหารือกันนอกเหนือจากการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อหาทางออก หากไม่เกิดความรุนแรงทางการเมืองในปีนี้ เศรษฐกิจจะหดตัวประมาณ 8% หากเกิดความรุนแรงทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุน การบริโภคและการท่องเที่ยว เศรษฐกิจอาจจะติดลบมากกว่า 8% ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองไม่น่าจะกระทบต่อภาคส่งออกมากนัก โดยเฉพาะการส่งออกในธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดโลก 
แต่กำลังการผลิตส่วนเกินยังมีอยู่จำนวนมากและอัตราการใช้กำลังการผลิตยังคงอยู่ในระดับต่ำ การขยายตัวของการจ้างงานเพิ่มเติมจากการลงทุนใหม่ ๆ จึงยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยยังช้ากว่าหลายประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีนและเวียดนาม เนื่องจากไทยผลิตเพื่อส่งออกสินค้าทางด้านไอทีหรือสินค้าเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานจากบ้าน หรือ Work from home น้อยกว่าประเทศเหล่านี้     
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์