'อานนท์-สมยศ-เอกชัย' ยันเดินหน้าสู้ต่อ จุดยืนเดิม ให้เครดิตพลังประชาชนเปิดประตูคุก

หลังศาลยกคำร้องขอฝากขัง 'ทนายอานนท์' ยันเดินหน้าสู่ต่อ จุดยืน 3 ข้อเรียกร้องเดิม 'สมยศ' ชี้พลังประชาชนเป็นตัวเปิดประตูคุก 'เอกชัย' ย้ำคดีประทุษร้ายต่อเสรีภาพราชินีฯในขบวนเสด็จวันที่ 14 ตุลา เป็นการจัดฉาก

อานนท์ขึ้นปราศรัยขอบคุณผู้มารอรับที่หน้าเรือนจำ

3 พ.ย.2563 เมื่อเวลาประมาณ 0.04 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ สมยศ พฤกษาเกษมสุข, เอกชัย หงส์กังวาน, สุรนาถ แป้นประเสริฐ และอานนท์ นำภา ได้รับการปล่อยตัว หลังศาลอาญายกคำร้องขอฝากขังวานนี้ (2 พ.ย.63) ขณะที่ทั้ง 4 ถูกคุมขังเกือบ 20 วัน 

อานนท์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังออกจากเรือนจำว่า ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ยังปักหลัก และทุกคนที่ยังหนักแน่นแล้วก็ยังหนาแน่นมาต้อนรับการต่อสู้อย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้งหนึ่ง เราทุกคนเข้ามาในเรือนจำก็มีความเป็นอยู่ตามสภาพ เหมือนกับเข้ามาฝึกวิชาในการออกมาต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับกระบวนการยุติธรรมที่หันมองตัวเองไม่ยอมเป็นเหยื่อหรือเป็นเงื่อนไขให้กับอำนาจเผด็จการ"

อานนท์ กล่าวต่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ตนคิดว่าสังคมได้พิพากษาแล้วว่าสิ่งที่เราเดินทางมาเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ส่วนเผด็จการเดินมาถึงจุดที่ต้องยอมรับสภาพสังคมมันมาถึงจุดที่จะต้องเปลี่ยนแปลง

อานนท์ กล่าวว่า การต่อสู้การต่อสู้มันมาไกลมากและใกล้จะถึงเส้นชัยแล้ว ตอนแรกพวกตนคิดว่าการที่ตัวแกนนำหลักๆ ที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวในตอนต้นถูกจองจำแล้วจะทำให้ขบวนสูญเสียกำลังในการเคลื่อนไหว แต่ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงข้ามคือขบวนได้ได้เรียนรู้แล้วก็ได้บอกกับสังคมแล้วว่าทุกคนเป็นแกนนำในการต่อสู้อย่างแท้จริงในครั้งนี้แล้ว และยังยังหนักแน่นในข้อเรียกร้อง 3 ข้อซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ขั้นต่ำที่สุดในระบอบประชาธิปไตย

อานนท์ ยืนยันว่า ข้อเรียกร้องยังเหมือนเดิมทุกประการ หากมีการชุมนุมก็โทรเรียกตนได้พร้อมไปแน่นอน พร้อมที่จะสู้ ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีที่สุดทั้งคนที่เป็นผู้ชุมนุมทั้งสื่อมวลชน สถานการณ์มาถึงจุดที่เราเห็นปัญหาร่วมกันเราจะแก้ปัญหาร่วมกัน

"ชัยชนะรายทางเราบรรลุอย่างอย่างเต็มภาคภูมิ" อานนท์ อธิบายตอว่า เพราะเราผลักดันให้เห็นปัญหาโครงสร้างทั้งหมด ทั้งความเหลื่อมล้ำ ทั้งปัญหาทางเพศสภาพ ปัญหาทางการเมืองหรือแม้แต่การขยายพระราชอํานาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนคิดว่าเราประสบความสำเร็จอย่างเต็ม 100% แต่การที่จะเดินไปสู่เส้นชัยยังต้องใช้แรงและกำลังอีกมาก ตนคิดว่าขบวนตอนนี้มันพร้อมที่จะเดินไปสู่เส้นชัยแล้ว

"ผมคิดว่าความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ และฝั่งตรงข้ามเราก็จะเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ เราจะใช้สันติวิธีใช้ความจริงใจ ใช้ความเป็นเพื่อนมนุษย์นี้ในการต่อสู้กับอีกฝั่งหนึ่ง" อานนท์ ตอบคำถามถึงการเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองในการคัดค้านกลุ่มตนจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่

สำหรับการตั้งคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์หาทางออกให้ความขัดแย้งของประเทศนั้น อานนท์ กล่าวว่า คณะกรรมการถ้าตั้งอยู่บนการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมายอมรับว่าบ้านเมืองมีปัญหาอย่างไรนั้น ตนคิดว่าขบวนก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอ เนื่องจากจ้อเสนอของพวกตนมันชัดเจนอย่างเต็มที่แล้ว

"ผมก็เหมือนเบียร์แทใส่แก้วไหนมันก็ดื่มได้เหมือนเดิม เอาไปขังอีกกี่ที่ก็ยังเหมือนเดิม" อานนท์ กล่าว พร้อมย้ำถึงการปล่อยตัวครั้งนี้ว่า ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นต่อการชุมนุมในอนาคต และตนคิดว่ามันมีแรงผลักมากกว่าในการเข้าชุมนุมต่อ

"เรือนจำก็เป็นสุสานคนเป็น และก็ยังมีสภาพที่บีบคั้นกดดัน เพราะว่าเรือนจำเขาไม่ได้มีไว้แก้ไข เขามีไว้แก้แค้น เขาก็เลยให้สภาพการทำงานเพื่อบีบรัดพวกเรา กดดันพวกเรา แต่ว่าไม่มีผลใดๆ ในการที่จะหยุดยั้งการต่อสู้ของประชาชน ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชน เสียงตะโกนของพี่น้องประชาชนบนท้องถนนได้ยินมาถึงห้องขังที่พวกผมอยู่แล้วก็ทำให้เสียงนั้นสั่นสะเทือนจนเปิดประตูคุกให้ผมมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ขอขอบคุณพลังของประชาชน มันเป็นความหวังที่จะแก้ไขทำให้ประเทศของเราเจริญก้าวหน้าและมีความยุติธรรม" สมยศ กล่าว

สมยศ ยังกล่าวว่า บทเรียนที่เราเห็นตำรวจ เห็นปัญหาของการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดกั้นเสรีภาพ อยากจะให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด แม้กระทั่งการออกหมายจับการ การออกหมายเรียกหรือกระบวนการขั้นตอนทั้งหลายและเป็นไปโดยมีเจตนาเพื่อที่จะปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนและรับใช้อำนาจรัฐที่ป่าเถื่อนฉ้อฉลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำในขณะนี้ ตนจึงคิดว่าเราจะเดินหน้าแม้ว่าเป็นเรื่องปลีกย่อยในการดำเนินการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมรวมไปถึงเรื่องศาลจะให้มาจากการเลือกตั้งหรือใช้กระบวนการพัฒนาแบบใหม่แทนที่จะใช้ระบบกล่าวหานั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ด้วยจากการมาติดทุกครั้งนี้

เอกชัย กล่าวถึงประเด็นขบวนเสด็จวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เขาถูกดำเนินคดีข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพราชินีฯ นั้นว่า เป็นการจัดฉากใส้ร้าย เนื่องจากวันนั้นไม่มีการประกาศเลยว่ามีขบวนเสด็จ ไม่มีใครตรงนั้นทราบก่อนหน้าเลย พวกตนเห็นเพียง ตชด. 2 กองร้อยตั้งการ์ดอยู่ซึ่งตอนนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมถูกสกัดอยู่ตรงแยกนางเลิ้ง โดยที่คนที่ชุมนุมอยู่บริเวณนั้นเข้าใจว่าตำรวจกำลังจะมาขับไล่ผู้ชุมนุม มันก็เลยเกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นมา โดยที่ตนก็อยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ว่าปรากฏว่าตำรวจวันรุ่งขึ้นวันที่ 15 ต.ค.ก็เอาออกหมายจับและในหมายจับตำรวจให้ดูข้อกล่าวหาซึ่งบอกเลยว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นการแต่งเรื่องใส่ร้าย นำไปสู่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสถานการณ์ร้ายแรง

เอกชัยกล่าวต่อว่า เมื่อตนรู้ว่ามีการออกหมายจับคืนนั้นประมาณ 19.00 น ตนก็ตัดสนไปหาตำรวจวันรุ่งขึ้นคือ 16 ต.ค. โดยจะไปที่ สน.ดุสิต เนื่องจากคดีอยู่ที่นั่น จะไม่ไป สน.ลาดพร้าว ก็เลยตัดสินใจโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กประกาศว่า ตนจะไปสน.ดุสิต แต่เวลาต่อมาตำรวจมาดักกลางทางไม่ยอมให้ไปที่ สน.ดุสิต เอง อ้างว่าคดีนี้ตำรวจลงมาขนาดระดับผู้กำกับมาเองเลย พร้อมกำชับกับตนด้วยว่า คดีนี้ร้ายแรง และยังขู่ด้วยว่าจะดำเนินคดี สมยศ ข้อหาพาตนหลบหนีอีก ทั้งที่ตนก็โพสต์แล้วว่าจะไปที่ สน.ดุสิต

เอกชัย ยังกล่าวด้วยว่า เขาบอกเลยว่ามีนายสั่งมาว่าต้องให้จับตนเท่านั้น ไม่ยอมให้ตนมอบตัวเพื่อให้มีผลต่อการประกันตัว แล้วก็เป็นไปตามนั้นวันนั้นตนไม่ได้ประกันตัว

เอกชัยกล่าวอีกว่า แต่ด้วยพลังของม็อบพลังของประชาชนที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด มีการแพร่ภาพคลิปเหตุการณ์ขบวนเสด็จจะเห็นชัดเจนเลยว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาใดๆ เลยเป็นการจัดฉากใส่ร้าย แม้ก่อนหน้านี้ตนจะยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ จนกระทั่งวันนี้ก็เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายเหมือนกันที่ว่าอยู่ๆ ศาลก็มีคำสั่งไม่ให้ฝากขังต่อ กลายเป็นว่าปล่อยตนลงมาโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันแล้วก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลยด้วย เป็นเหมือนจะเป็นบทพิสูจน์เล็กๆแล้วอย่างนึงว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิดจริง

อานนท์ตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องคำให้สัมภาษณ์ของ ร.10 ที่ว่า ประเทศนี้เป็นดินแดนแห่งการประนีประนอมนั้น มีผลต่อการให้ประกันตัวหรือไม่ โดย อานนท์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดีที่จะต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็พูดกันด้วยความเคารพทั้งก็ต้องเคารพต่อสถาบัน และสถาบันก็ต้องเคารพต่อผู้ชุมนุมที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แล้วก็เราจะต้องใช้สันติวิธีในการแสวงหาจุดร่วมที่จะอยู่ร่วมกัน แล้วก็หาทางออกร่วมกัน ทางรัฐบาลเองจะต้องสร้างบรรยากาศของการการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงไม่ใช่ว่าตอนนี้ก็ยังมีการระดมการออกหมายจับออกไปเรียกกันอยู่ไม่เช่นนั้นไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาของประชาชนที่ยึดมั่นในหลักการวิธี เพราะในการชุมนุมในการพูดคุยในการปราศรัยชัดเจนมาตั้งแต่ต้น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์