ยกฟ้อง 'ม.116-อั้งยี่-พ.ร.บ.คอม' หญิงสูงวัยคดี 'สหพันธรัฐไท' ชูธงขาว-แดง ที่อุบล

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยศาลอาญายกฟ้อง 'ม.116-อั้งยี่-พ.ร.บ.คอม' หญิงสูงวัยคดี 'สหพันธรัฐไท' ชูธงขาว-แดง ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า จ.อุบลราชธานี

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2563 ศาลอาญา ถ.รัชดาฯ นัดฟังคำพิพากษาในคดีสหพันธรัฐไท หญิงสูงวัยแสดงธงสัญลักษณ์สีขาวแดงที่ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า จ.อุบลราชธานี ในคดีนี้นางกาญจนา (นามสมมติ) อายุ 68 ปี ข้าราชการบำนาญ ถูกกล่าวหาว่าได้แสดงธงสัญลักษณ์สีขาวแดงที่ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า จ.อุบลราชธานี แล้วถ่ายภาพเก็บเอาไว้ โดยใช้เวลา 1 นาทีโดยประมาณ ก่อนส่งภาพดังกล่าวไปทางไลน์ โดยถูกสั่งฟ้องในข้อหาข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, เป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14

คำฟ้องของโจทก์

23 ก.ย. 2562 จุฑามาศ รัตนาธรรมวัฒน์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้องกาญจนา กล่าวหาว่ากระทำความผิดในระหว่างวันที่ 4-5 ธ.ค. 2561 รวม 3 กรรม ดังนี้

1. จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้นำตัวมาฟ้อง เป็นสมาชิกของ “องค์การสหพันธรัฐไท” อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ  มีความมุ่งหมายเพื่อต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปสู่ระบอบปกครองแบบสหพันธรัฐมีประธานาธิบดีเป็นประมุข 

2. จำเลยกับพวกได้ร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ โดยการเคลื่อนไหวปลุกระดมสมาชิกกลุ่ม และประชาชนทั่วไปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูบ และการแจกเอกสารแผ่นปลิว ชักชวนให้สมาชิกกลุ่มและประชาชนทั่วไป บริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็ลทรัลอุบลราชธานี ให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และ คสช. อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญและมิใช่เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต 

3. เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2561 จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกไลน์ได้โพสต์ภาพถ่ายที่บันทึกเหตุการณ์การเคลื่อนไหวปลุกระดมสมาชิกกลุ่มและประชาชนทั่วไปตามฟ้องข้อ 2 แล้วส่งต่อข้อความภาพถ่ายดังกล่าวไปยังไลน์ของบุคคลอื่นที่ติดต่อกับจำเลย อันเป็นการนำเข้า เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ออกมาต่อต้านรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ท้ายคำฟ้อง อัยการขอให้ศาลริบของกลาง ได้แก่ ธงสีขาวแดงจำนวน 15 ผืน และโทรศัพท์วีโว่สีขาว 1 เครื่อง

ศาลพิพากษา ยกฟ้องทุกข้อหา

หลังการจับกุมดำเนินคดีกาญจนาเกือบ 2 ปี ศาลจึงมีคำพิพากษาในคดีนี้ คำพิพากษามีเนื้อหาโดยสรุปว่า “คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือไม่ แม้พยานหลักฐานของโจทก์จะปรากฏว่า จำเลยเป็นสมาชิกกลุ่มไลน์ของกลุ่มสหพันธรัฐไท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นแกนนำหรือสมาชิกของกลุ่มสหพันธรัฐไท ทั้งยังไม่ปรากฏว่าจำเลยมีรหัสสมาชิกกลุ่มดังกล่าว อีกทั้งกลุ่มไลน์ดังกล่าวนอกจากจำเลยยังมีสมาชิกอื่นอีก 60-70 คน ไม่ปรากฏว่า ตำรวจได้จับกุมคนอื่น แสดงว่าตำรวจไม่ได้มองว่าการเป็นสมาชิกกลุ่มไลน์เป็นความผิด

การที่จำเลยไปชูธงสีขาวแดงในห้างเซ็นทรัล จ.อุบลฯ พฤติการณ์เป็นเพียงคล้อยตามการชักจูงของแกนนำ โดยจำเลยไปทำเพียงคนเดียว ซึ่งคนอื่นๆ ก็ไปทำในลักษณะเดียวกันได้ การไปชูธงในห้างเซ็นทรัลจึงไม่อาจยืนยันว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มสหพันธรัฐไท แม้การสืบสวนของสันติบาลจะระบุว่า สมาชิกของกลุ่มสหพันธรัฐไทแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้เสนอความคิด 2.ฝ่ายปฏิบัติการณ์ 3.ผู้สนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ เช่น การทำสติ๊กเกอร์ หรือธง หรือเอกสาร โดยลักษณะของจำเลยจัดเป็นกลุ่มที่ 3 แต่ในวันเกิดเหตุจำเลยไปชูธงที่ห้างเซ็นทรัลโดยไม่ปรากฏว่าทำอย่างอื่นตามหน้าที่ของสมาชิกกลุ่มที่ 3 และไม่ปรากฏว่าจำเลยนำธงไปจ่ายแจกสมาชิกคนอื่น การที่จำเลยมีธง 15 ผืน ไม่ได้เพียงพอจะบ่งชี้ว่า จำเลยจะนำไปจำหน่ายจ่ายแจก ศาลไม่อาจตีความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ ต้องฟังพยานหลักฐานอื่นประกอบให้แน่ชัด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบ จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นอั้งยี่

ในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โจทก์นำสืบเพียงว่า เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2561 จำเลยใส่เสื้อดำไปที่ห้างเซ็นทรัลอุบลฯ ชูธงสีขาวแดง และบันทึกภาพส่งไปในกลุ่มไลน์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้กำลังข่มขืนใจผู้อื่น ประทุษร้าย หรือยุยงปลุกปั่นประชาชนให้กระด้างกระเดื่องจนถึงขั้นก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีความผิดฐาน ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ต้องเป็นการนำเข้า เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อการกระทำของจำเลยที่ใส่เสื้อดำไปที่ห้างเซ็นทรัลอุบลฯ ชูธงสีขาวแดง และบันทึกภาพส่งไปในกลุ่มไลน์ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จึงไม่อาจถือว่า การโพสต์ภาพขณะจำเลยชูธงขาวแดงเข้าไปในกลุ่มไลน์และส่งต่อ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 

พิพากษายกฟ้อง

ย้อนดูระหว่างการสืบพยาน

คดีนี้มีการสืบพยานระหว่างวันที่ 3-4, 8-9 ก.ย. 2563 โจทก์นำพยานเข้าเบิกความรวม 11 ปาก และมีพยานจำเลยเบิกความปากเดียว คือ ตัวจำเลยเอง  

พยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจทหารชุดสืบสวน-จับกุม ผู้กล่าวหา ตลอดจนพนักงานสอบสวนให้การสอดคล้องกันว่า 

ปลายเดือน พ.ย. 2561 สันติบาลสืบทราบข่าวว่า กลุ่มสหพันธรัฐไทจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 มีการเชิญชวนประชาชนทั่วไปผ่านช่อง ลุงสนามหลวง ให้สวมเสื้อดำ หรือติดสัญลักษณ์ ไปชูธงขาวแดง ต่อมา เย็นวันที่ 5 ธ.ค. 2561 สันติบาลส่วนกลางได้ส่งภาพหญิงอายุประมาณ 60 ปี แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูธงขาวแดง ให้สันติบาล จ.อุบลฯ ตรวจสอบหาตัวบุคคล พ.ต.ท.ประสพ รัตนารามิก จึงให้ลูกน้องไปตรวจสอบดูกล้องวงจรปิดห้างเซ็นทรัลอุบลฯ พบว่า มีการแสดงสัญลักษณ์ดังกล่าวในเวลา 14.05 น. วันที่ 5 ธ.ค. 2561 และตรวจสอบจนทราบชื่อของหญิงคนดังกล่าว จึงแจ้งไปยัง พ.ท. ภราดร นนท์ตุลา รองหัวหน้าชุดฝ่ายยุทธการ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.อุบลฯ 

เช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2561 พ.ท.ภราดร ได้ประสานฝ่ายสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธร จ.อุบลฯ, สภ.เมืองอุบลฯ และสันติบาล จ.อุบลฯ เข้าตรวจสอบและตรวจค้นบ้านของจำเลย เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวไปถึงได้พบจำเลยจึงสอบถามว่า จำเลยเป็นผู้ไปชูธงขาวแดงที่ห้างเซ็นทรัลในวันที่ 5 ธ.ค.หรือไม่ กาญจนารับว่า ใช่ หลังจากเจ้าหน้าที่สอบถามถึงธงดังกล่าว กาญจนาได้นำธงขาวแดง 1 ผืนมามอบให้ 

จากการสอบปากคำที่ สภ.เมืองอุบลฯ กาญจนารับว่า ดูคลิปจากยูทูบ รายการลุงสนามหลวง ซึ่งมีการนัดแนะกันให้ออกมาชูธงขาวแดงตามห้างสรรพสินค้าในวันที่ 5 ธ.ค. แล้วรู้สึกอินเหมือนดูหนัง จึงออกมาถือธงในวันเกิดเหตุ ไม่ได้คิดว่าผิดกฎหมาย  กาญจนายังให้การว่า มีธงอีก 14 ผืนในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงกลับไปค้นบ้านจำเลย โดยให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจค้น ไม่ได้ขอหมายค้นจากศาล เพราะเกรงว่าหากไปขอหมายค้น พยานหลักฐานอาจจะถูกเคลื่อนย้าย 

จากการตรวจค้นบ้านจำเลยพบธงขาวแดง 14 ผืน วางอยู่ใต้โต๊ะชั้นล่างของบ้าน โดยกาญจนาให้การว่า ใช้จักรเย็บผ้าที่บ้านตัดเย็บเอง เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึด นอกจากนี้ยังตรวจยึดรองเท้าคัตชูสีขาว 1 คู่ ที่จำเลยสวมใส่ไปในวันเกิดเหตุ และโทรศัพท์เคลื่อนที่สีขาว 1 เครื่อง ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ขอตรวจดูโทรศัพท์แล้วพบว่ามีภาพจำเลยยืนชูธงแสดงสัญลักษณ์ในห้างดังกล่าว 

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวกาญจนาไปควบคุมที่ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลฯ โดยใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 มีการสอบปากคำในค่ายทหาร และให้กาญจนาเปิดโทรศัพท์ให้ พ.ท.ภราดร และ พ.ต.ท.ปราโมทย์ ชื่นตา รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองอุบลฯ ที่เป็นผู้สอบดู กาญจนาได้เปิดช่องยูทูบของลุงสนามหลวง และกลุ่มไลน์ SSS112112 ที่ส่งภาพชูธงในเซ็นทรัลเข้าไป เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการให้ถ้อยคำไว้ด้วย

จากการสืบทราบของเจ้าหน้าที่พบว่า จำเลยอยู่ในกลุ่มไลน์ SSS112112 มีชูชีพ ชีวสุทธิ์ และปรีชา มหาชัย เป็นแอดมินกลุ่ม มีสมาชิก 60-70 คน กลุ่มนี้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเป็นกลุ่มไลน์เปิดซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้  

ต่อมา วันที่ 11 ธ.ค. 2561 มีคำสั่งให้นำตัวกาญจนาไปที่กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 พ.ท.ภราดรจึงนำตัวกาญจนาไปส่ง และไปรับตัวกลับในวันที่ 14 ธ.ค. 2561 

ภายหลังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลฯ จึงออกหมายเรียกกาญจนาให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการตั้งวอร์รูมในคดีที่เกี่ยวกับสหพันธรัฐไท เนื่องจากเป็นการกระทำเชื่อมโยงหลายท้องที่และเป็นเรื่องความมั่นคง มี พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน จึงมีการโอนคดีกาญจนาให้กองบังคับการปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบ

จากการรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า จำเลยได้กระทำผิดในข้อหายุยงปลุกปั่น, เป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 209 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

ตรวจโทรศัพท์หาข้อมูลโซเชียลมีเดีย

โจทก์นำ พ.ต.ท.หญิง สมร ดีแสง หน่วยพิสูจน์หลักฐาน เข้าเบิกความถึงผลการตรวจพิสูจน์โทรศัพท์ของจำเลย เพื่อหาข้อมูลโซเชียลมีเดีย ซึ่งพบว่า จำเลยได้ลงทะเบียนไลน์บัญชีชื่อ Assasins พูดคุยกับบัญชี “พิศาล สิงขรานันท์”, “อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน” และ “SSS112112” พบด้วยว่าในวันที่ 5 ธ.ค. 61 จำเลยได้สนทนากับ SSS112112 โดยส่งภาพจำเลยยืนถือธงสีขาวแดงเข้าไป พร้อมทั้งข้อความว่า “เซ็นทรัลอุบลฯ เหตุการณ์ปกติ คนใส่ดำเยอะมาก แต่ไม่มีกิจกรรมร่วมกัน” รวมทั้งส่งข้อความไปหา “อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน” ว่า “อยู่เซ็นทรัลแล้วค่ะ” โดยมีข้อความตอบกลับมาว่า “ผมพาคนขึ้นปิ๊กอัพมาจาก อ.ตระการ มา 20 คน ใส่เสื้อดำแต่เข้าเมืองไม่ได้ ต้องตีกลับ” อีกข้อความเขียนว่า “น่าจะใส่เสื้อลายมาก่อนค่อยมาเปลี่ยนที่นี่” 

นอกจากไลน์ เจ้าหน้าที่หน่วยพิสูจน์หลักฐานพบประวัติการดูยูทูบชื่อ “สหพันธรัฐไทกับ 3 ทหารเสือ” พบแฟ้มข้อมูลภาพ 373 รายการ และเสียง 8 รายการ ไม่พบข้อมูลวันที่เริ่มใช้งาน แต่มีข้อมูลวันที่ 2 ม.ค. 2561 เป็นข้อมูลเก่าที่สุดในเครื่อง 

“องค์การสหพันธรัฐไท” ปลุกระดมสวมเสื้อสีดำมีธงขาวแดงไปตามห้าง

โจทก์ยังนำ พ.ต.ท. แทน ไชยแสง กองบังคับการสันติบาล และ พ.ต.ท.เสวก บุญจันทร์ กองบังคับการปราบปราม พนักงานสอบสวนคดีสหพันธรัฐไทที่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีนี้ มาเป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับกลุ่มสหพันธรัฐไทตามที่ได้สืบสวนหาข่าวและดำเนินคดีมาก่อนหน้านี้ว่า

กลุ่มบุคคลที่หลบหนีไปต่างประเทศ ได้แก่ ชูชีพ ชีวสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง, วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ, สยาม ธีรวุฒิ, วัฒน์ วรรลยางกูร, กฤษณะ ทัพไทย และบุคคลอื่น ได้จัดตั้งกลุ่ม “องค์การสหพันธรัฐไท” มีแนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบสหพันธรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีการเผยแพร่แนวคิดผ่านทางยูทูบ “ลุงสนามหลวง”, เฟซบุ๊ก “ลุงสมชาย ป้าสมจิตร” และไลน์ “SSS112112”, “ปรีชา มหาชัย” 

กลุ่มไลน์ SSS112112 ชูชีพจะคัดเลือกสมาชิกเข้ากลุ่มโดยการสอบถามแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จากนั้นมีการตั้งกลุ่มแยกเป็นมลรัฐ และจังหวัด 10 กลุ่ม ผู้เข้าเป็นสมาชิกจะได้เลขสมาชิก 8 หลัก หลักที่ 1-2 คือรหัสมลรัฐ, หลักที่ 3-4 คือรหัสจังหวัด และหลักที่ 5-8 คือรหัสสมาชิก 

จากนั้น สมาชิกกลุ่มสหพันธรัฐไทได้เคลื่อนไหวเผยแพร่แนวความคิด โดยนำใบปลิวไปแจกตามมหาวิทยาลัย, ออกแบบเสื้อดำมีธงสัญลักษณ์ขาวแดงที่อกด้ายซ้ายเพื่อจำหน่าย รวมทั้งเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติที่ขอนแก่น 

เดือน พ.ย. 2561 มีการปลุกระดมสมาชิกให้สวมเสื้อสีดำมีธงขาวแดงไปในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่ง ในวันที่ 5 ธ.ค. เพื่อแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ 

พยานสรุปว่า สมาชิกกลุ่มสหพันธรัฐแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม 1.ผู้ชี้นำทางความคิด 2.กลุ่มปฏิบัติการ-ใช้กำลัง ก่อให้เกิดความวุ่นวาย 3.กลุ่มสนับสนุน-แจกใบปลิว จัดทำเสื้อ สติ๊กเกอร์

ในคดีที่เกี่ยวกับสหพันธรัฐไทก่อนหน้านี้ ซึ่งมีนายกฤษณะ ทัพไทย กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลย จำเลย 4 ราย ที่ทำเสื้อ แจกใบปลิวและสติ๊กเกอร์ ศาลพิพากษายกฟ้องข้อหายุยงปลุกปั่น แต่ลงโทษจำคุก 3 ปี ในข้อหาอั้งยี่ โดยจำเลย 2 ราย ที่รับสารภาพในชั้นสอบสวน ได้รับการลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี 

ไม่พบหลักฐานจำเลยร่วมประชุมกับแกนนำ

อย่างไรก็ตาม แม้พยานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโจทก์ชี้ว่า จำเลยจัดเป็นสมาชิกองค์การสหพันธรัฐไทกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มผู้สนับสนุน โดยการ แจกใบปลิว ทำเสื้อหรือสติ๊กเกอร์ แต่ในการตอบถามค้านของทนายจำเลย พยานเจ้าหน้าที่รับว่า ไม่พบพยานหลักฐานว่า จำเลยได้ไปร่วมวางแผนกับบุคคลอื่น หรือร่วมดำเนินรายการลุงสนามหลวง หรือมีส่วนร่วมเคลื่อนไหวกับสมาชิกคนอื่นในการแจกสติ๊กเกอร์ ใบปลิว ขายเสื้อ หรือลักษณะอื่น ก่อนหน้าวันที่ 5 ธ.ค. 2561 จำเลยก็ไม่เคยเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกับคดีนี้มาก่อน 

เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานก็ตอบทนายจำเลยว่า ข้อมูลการสนทนาในไลน์ที่พยานตรวจสอบทั้งหมด ไม่ใช่การสนทนาในกลุ่มไลน์เลย รวมทั้งตามที่สันติบาลระบุว่า สมาชิกองค์การสหพันธรัฐไทจะต้องมีรหัสสมาชิกเป็นเลข 8 หลัก จากการตรวจพิสูจน์โทรศัพท์หาข้อมูลโซเชียลมีเดียวก็ไม่พบว่า จำเลยมีรหัสสมาชิกเป็นเลข 8 หลักดังล่าว และไม่ปรากฎข้อมูลการใช้เฟซบุ๊กของจำเลย 

พนักงานสอบสวนในคดีตอบทนายจำเลยด้วยว่า จากการสอบปากคำจำเลย จำเลยให้การว่า เกษียณแล้ว มีเวลาว่างจึงเปิดยูทูบฟัง เคยติดตามฟังการปราศรัยของแกนนำทางการเมืองหลายกลุ่ม แต่ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มการเมืองใด ที่สนใจฟังช่องลุงสนามหลวง เนื่องจากมีการพูดคุยถึงนโยบายการเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี มีการบริหารจัดการงบประมาณและภาษีของตนเอง โดยพนักงานสอบสวนระบุว่า บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปดูยูทูบช่องลุงสนามหลวงได้ ไม่ได้เป็นความผิด และสหพันธรัฐเป็นรูปแบบการปกครองหนึ่ง โดยมีผู้นำเป็นประธานาธิบดีก็ได้ มีกษัตริย์เป็นประมุขก็ได้ 

พยานไม่ทราบความหมายของธงมาก่อน และไม่พบความวุ่นวายหลังจากจำเลยชูธงขาวแดงที่ห้าง

ร.ต.อ.ปัญญา ศรีวิสัย นายตำรวจซึ่งเป็นผู้กล่าวหาในคดีนี้รับว่า ก่อนวันที่ 8 ธ.ค. 2561 ตนไม่รู้เรื่องกลุ่มสหพันธรัฐไท และเพิ่งรู้ความหมายของธงขาวแดงเมื่อทหารมาแจ้ง และแม้พยานโจทก์จะให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ธงสีขาวแดง ไม่มีสีน้ำเงิน มีความหมายว่าไม่เอากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาล้มล้างสถาบันฯ เป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แต่ยอมรับกับทนายจำเลยว่า กาญจนาไปแสดงสัญลักษณ์ที่ห้างเซ็นทรัลเพียงคนเดียว ใช้เวลาเพียง 1 นาที ซึ่งบุคคลทั่วไปที่ผ่านไปมาในห้างคงไม่ทราบว่าธงขาวแดงที่จำเลยถือถ่ายรูปเป็นสัญลักษณ์ของอะไร และหลังจากจำเลยชูธงก็ไม่ได้ปรากฎเหตุการณ์วุ่นวายหรือเกิดความรุนแรงแต่อย่างใด 

ปากคำจำเลย “ไม่คิดว่าผิดกฎหมาย”

จำเลยเบิกความเป็นพยานให้ตนเองว่า เมื่อก่อนรับราชการครู ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ โดยเกษียณมาแล้ว 10 ปี ปกติสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง ติดตามการเมืองมาตลอด โดยการฟังวิทยุขณะทำงานบ้าน จำเลยจำไม่ได้ว่าได้ยินเรื่องสหพันธรัฐไทตั้งแต่เมื่อไหร่ เนื้อหาของกลุ่มบอกว่าอยากปกครองแบบสหพันธรัฐ ซึ่งจะมีการบริหารจัดการได้ดีกว่าที่เป็นอยู่

จำเลยได้โทรศัพท์มาจากหลาน จึงใช้ฟังยูทูบ และหัดเล่นไลน์ โดยให้ร้านสมัครให้ เพื่อใช้ติดต่อเพื่อน  ชื่อไลน์ Assassin เป็นชื่อหนังที่หลานชอบ ร้านเห็นมีภาพอยู่ในเครื่อง จึงถามจำเลยว่าใช้ชื่อนี้ได้หรือไม่

จำเลยไปที่ห้างเซ็นทรัลอุบลฯ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2561 เนื่องจากอยากรู้อยากเห็นว่า เขาไปทำอะไรกัน ที่เอาธงไปด้วยเนื่องจากในยูทูบบอกว่าให้ทำธงไป ไปถึงเซ็นทรัลก่อนเที่ยง ไม่เจอใครจึงไปกินข้าว เมื่อเดินไปเจอต้นคริสมาสต์จึงนำธงออกมาถ่ายรูป โดยให้คนที่เดินอยู่แถวนั้นถ่ายให้และไม่ได้พูดจากับคนอื่นอีก แล้วส่งรูปให้เพื่อนทางไลน์ มีพิศาล สิงขรานันท์, อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน และ SSS112112 

พิศาลเป็นเพื่อนของจำเลยสมัยเรียนประถม พบกันที่งานเลี้ยงศิษย์เก่าจึงชวนพิศาลไปดูที่เซ็นทรัลในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 พิศาลบอกว่าไปแล้วไม่เจอใครจึงกลับ จำเลยจึงบอกพิศาลว่าไปมาแล้วเช่นกันและส่งรูปให้ดู ส่วนคนชื่อ อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน บอกว่าเป็นคนอุบลฯ แต่จำเลยไม่เคยรู้ว่าเป็นใคร เพราะวันดังกล่าวเขาไม่ได้มา จำเลยจึงส่งรูปให้เขาไป ในส่วน SSS112112 เป็นไลน์ ID ที่ขึ้นอยู่ในช่องยูทูบ โดยบอกว่าหากอยากคุยกับคนกลุ่มนี้ให้แอดไป จำเลยจึงแอดไป แต่ไม่มีการตอบกลับมา จำเลยจึงไปส่งภาพไปให้บอกว่าไปมาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าไอดีดังกล่าวอ่านหรือไม่ เพราะโทรศัพท์ถูกยึดไปตอนถูกจับกุม

ในวันเกิดเหตุจำเลยใส่เสื้อลายเขียวเหลือง มีแจคเกตกันแดดสีดำสวมเมื่อขับขี่มอเตอร์ไซต์  เป็นเสื้อที่ได้รับแจกมาจากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งจำเลยเป็นวิทยากรโครงการของศูนย์ฯ 

จำเลยฟังยูทูบของลุงสนามหลวงเพื่อติดตามการเมือง แต่ถ้าถามว่าชอบหรือคล้อยตามหรือไม่ จำเลยรู้สึกเฉยๆ เนื่องจากเห็นว่า การปกครองแบบไหนก็มีข้อบกพร่องเหมือนกัน 

จำเลยถูกพาตัวไปซักถามที่โรงพัก ก่อนถูกพาตัวเข้าค่ายทหาร 2 รอบ

วันที่ 8 ธ.ค. 2561 มีชายฉกรรจ์เกือบ 30 คน มาหาที่บ้าน โดยเอาภาพจำเลยแต่ไม่ใช่ภาพชูธงที่เซ็นทรัลมาให้ดู – ถามว่าใช่ตนหรือไม่ เมื่อรับว่าใช่ก็ถูกนำตัวไป สภ.เมืองอุบลฯ ทันที ตำรวจให้เล่าว่าทำกิจกรรมนี้อย่างไร จากนั้นพาจำเลยกลับไปเอาธงที่บ้าน แล้วควบคุมตัวกลับไปสอบสวนที่ สภ.เมืองอุบลฯ อีกจนถึง 4 โมงเย็น ก่อนจำเลยถูกนำตัวไปค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ โดยมีทหารสองนายมาพูดคุยด้วย ทั้งที่ สภ.และในค่ายทหาร เจ้าหน้าที่เอาเอกสารมาให้เซ็น แต่จำเลยไม่ได้อ่านข้อความ เซ็นไปตามที่ทนายบอกเพราะกำลังตกใจ และไม่ได้กินข้าว

ตลอดการควบคุมตัวในค่ายทหาร มีทหารมาคุยด้วยตลอด จนถึงวันที่ 11 ธ.ค. 2561 ทหารก็พามาส่งที่บ้าน แต่วันที่ 12 ธ.ค. พ.ท.ภราดร ก็มานำตัวจำเลยไป มทบ.11 โดยมีทหารมาสอบปากคำ แต่ไม่ได้บอกว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ จนเช้าวันที่ 14 ธ.ค. 2561 พ.ท.ภราดรมารับไปที่ส่งบ้าน พร้อมบอกว่า ไม่เป็นไรแล้วนะ 

ในเวลาต่อมามีหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา  ซึ่งจำเลยปฎิเสธเพราะคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด การไปชูธงถ่ายรูปสวยๆ ส่งให้เพื่อนดูไม่น่าจะผิดอะไร จำเลยเห็นว่าธงขาวแดง มีความหมายดี สีแดงคือชาติประชาชน สีขาวคือความยุติธรรมที่ประคับประคองประชาชน 

ทั้งนี้ จำเลยได้ตอบคำถามของอัยการว่า ที่ตนให้ถ้อยคำไว้กับตำรวจว่า เป็นสมาชิกกลุ่มไลน์ SSS112112 แต่ออกไปแล้วนั้น เป็นการสรุปเองของตำรวจว่าจำเลยเป็นสมาชิก ซึ่งไม่ถูกต้อง 

บรรยากาศระหว่างการสืบพยาน: หากมีการเผยแพร่เรื่องการพิจารณา และเป็นความผิดต้องรับผิดชอบเอง

ในวันแรกของการสืบพยาน ศาลเรียกผู้สังเกตการณ์จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยืนขึ้นและสอบถาม ว่าเป็นใคร มาทำอะไร และกล่าวเตือนว่า ให้สังเกตการณ์อย่างเดียว อย่าแอบอัดเสียง พร้อมทั้งกล่าวว่า หากไม่ใช่คู่ความ ปกติไม่อนุญาตให้เข้าฟังการพิจารณา โดยเฉพาะคดีนี้เป็นคดีอ่อนไหว ศาลจะสั่งพิจารณาลับก็ได้ แต่ไม่สั่ง ผู้สังเกตการณ์จึงถามศาลเพื่อความชัดเจนว่า ให้จดบันทึกได้หรือไม่ ผู้พิพากษาตอบว่า จดได้ แต่ห้ามเผยแพร่ ภายหลังจึงกล่าวว่า หากมีการเผยแพร่ และเป็นความผิดก็ต้องรับผิดชอบเอง 

ตลอดการพิจารณา ศาลคัดค้านการถามค้านของทนายจำเลยหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ทนายจำเลยพยายามถามเกี่ยวกับแรงจูงใจและการหายไปของกลุ่มผู้จัดรายการสหพันธรัฐไท โดยระบุว่า ไม่เกี่ยวกับจำเลย และไม่บันทึกบางคำถามของทนายจำเลย เช่น คำถามเกี่ยวกับการใส่เสื้อสีดำ ในวันที่ 5 ธ.ค. 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์