อดีตกรรมการ ธปท. เตือนเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น เก็งกำไรภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทย

อดีตกรรมการ ธปท. เตือนเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นเก็งกำไร เคลื่อนย้ายมายังภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยในช่วงปลายปี 2563 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2564 เหตุนักเก็งกำไรยังคงคาดการณ์ว่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังสูงกว่าหลายประเทศ 

22 พ.ย. 2563 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวถึงสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าและมาตรการล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่ามาตรการสกัดการแข็งค่าเงินบาทด้วยการผ่อนคลายและเปิดเสรีการไหลออกของเงินทุนเพิ่มเติมเป็นมาตรการที่มีความเหมาะสมแต่ไม่มีผลในระยะสั้น เป็นเพียงส่งสัญญาณว่าแบงก์ชาติห่วงใยต่อสถานการณ์เงินบาทแข็งค่ามากและเร็วเกินไป มาตรการเหล่านี้จะส่งผลต่อการชะลอตัวการแข็งค่าของเงินบาทได้ระดับหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเพื่อเปิดเสรีการไหลออกของเงินทุนมากขึ้นดังกล่าวอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกระแสเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นเก็งกำไรที่เคลื่อนย้ายมายังภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงไตรมาสหนึ่งปีหน้า ขณะนี้และในระยะต่อไปนักลงทุนต่างชาติและกองทุนต่าง ๆ ยังโยกเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรต่อเนื่องโดยเฉพาะตลาดพันธบัตรระยะสั้นและไม่มีประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หรือทำ Open position เอาไว้ ตรงนี้สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันเหล่านี้และนักเก็งกำไรยังคงคาดการณ์ว่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังสูงกว่าหลายประเทศ 

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมิน 3 มาตรการแบงก์ชาติสกัดเงินบาทแข็งค่าในรายละเอียดว่า มาตรการแรก ให้คนไทยฝากเงินตราต่างประเทศและโอนเงินระหว่างบัญชี FCD มาตรการที่สอง เพิ่มวงเงินสำหรับการลงทุนในต่างประเทศและเปิดให้นำหลักทรัพย์ต่างประเทศมาซื้อขายในไทยได้โดยไม่จำกัดวงเงิน มาตรการที่สาม ให้นักลงทุนต่างชาติแสดงตัวก่อนการซื้อขายตราสารหนี้ ทั้งสามมาตรการยังเป็นมาตรการที่อยู่ในกรอบหรือทิศทางการเปิดเสรีทางการเงินอยู่ และ มีความจำเป็นที่ “ทางการ” ต้องติดตามตรวจสอบธุรกรรมการเคลื่อนย้ายเงินทุนเก็งกำไรที่มีมากกว่าปรกติด้วย ทั้งสามมาตรการจะมีผลต่อการสกัดกั้นการแข็งค่าเงินบาทได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากโอกาสที่เงินจะไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศมีไม่มากเนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องสถานะทางการเงินโดยรวมของบุคคลและนิติบุคคลสัญชาติไทย แต่ทำให้ คนไทยและผู้ประกอบการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนและรายได้เงินสกุลต่างประเทศได้คล่องตัวขึ้น และ น่าจะทำให้ “ทางการ” สามารถติดตามธุรกรรมที่ผิดปรกติได้ง่ายขึ้นบ้าง 

หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม มีโอกาสมากขึ้นที่ปลายปีหรือไตรมาสแรกปีหน้า เงินบาทอาจจะหลุดระดับ 30 อาจจะได้เห็นเงินบาทที่ระดับ 28 -29 บาทต่อดอลลาร์ได้ โดยที่อาจจำเป็นต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดการเงินโลก หากพิจารณาแทรกแซงตลาดเงินบาทด้วยมาตรการการดำเนินการผ่านตลาดการเงิน Open Market Operation (OMO) ซื้อเงินดอลลาร์และขายเงินบาทเข้ามาในระบบ หากจะใช้ Open Market Operation ต้องไม่ดูดซับเงินบาทกลับจะมีประสิทธิผลมากกว่าในการทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่การใช้ มาตรการ Open Market Operation จะเพิ่มการขาดทุนทางบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นอีกจากที่ขาดทุนสะสมอยู่แล้วประมาณ 1 ล้านล้านบาท ภาวะการขาดทุนของธนาคารกลางไม่ใช่ปัญหาตราบเท่าที่ผลการขาดทุนไม่ได้กระทบศักยภาพในการปฏิบัติงานตามพันธกิจโดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน และ ตลาดการเงินมีความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของธนาคารกลางอยู่  

อย่างไรก็ตาม การใช้ OMO ต้องทำอย่างสมดุลและอย่างเท่าทันต่อตลาดการเงินโลก เพื่อไม่ให้สหรัฐอเมริกากล่าวหาว่า ไทยบิดเบือนค่าเงินเพื่อเอาเปรียบทางการค้า (Currency manipulator for unfair trade) ซึ่งปัจจุบัน “ไทย” เข้าเกณฑ์ทั้งสามข้อของการบิดเบือนค่าเงินที่สหรัฐฯสามารถตอบโต้ทางการค้าได้อยู่แล้ว ทั้งเกินดุลการค้าสหรัฐฯมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (12 เดือนที่ผ่านมาไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯประมาณ 22,371 ล้านดอลลาร์) นอกจากนี้ไทยยังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 3% ของ GDP (ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 7% เมื่อปีที่แล้ว) รวมทั้ง ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2% ของ GDP 
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวอีกว่า การลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นของนักลงทุนต่างชาตินั้นเป็นเรื่องปรกติในระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นแต่ต้องกำกับดูแล นอกจากนี้ ผู้ค้าทองคำในไทยขายทองคำในรูปดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยควรพิจารณาออกเกณฑ์ให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนในตลาดพันธบัตรต้องทำประกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดธุรกรรมเก็งกำไรบางส่วนลง ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเม็ดเงินระยะสั้นไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยประมาณ 40,000 ล้านบาท หลังแบงก์ชาติออกมาตรการสกัดการแข็งค่าเงินบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตราสารหนี้ไทยประมาณ 8,000 กว่าล้านบาท หลังจากนั้นวันเดียวก็กลับมาซื้อสุทธิอีก ข้อเสนอใช้นโยบายการเงิน Yield Curve Control (YCC) กระตุ้นภาคการลงทุนพร้อมนโยบายดอกเบี้ย 0% เป็นทางเลือกที่ควรนำไปพิจารณาดู YCC จะช่วยทำให้มาตรการคลังเพื่อกระตุ้นบริโภคทำงานได้ดีขึ้น ข้อเสนอในการใช้นโยบายการเงิน Yield Curve Control (YCC) โดยแบงก์ชาติต้องกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางหรือระยะยาว จากนั้นจะเข้าทำการซื้อหรือขายพันธบัตรเพื่อรักษาเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ การใช้มาตรการ YCC ดังกล่าวจะทำให้ แบงก์ชาติลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน และ ลดการขาดทุนทางบัญชีได้ระดับหนึ่งเมื่อต้องเข้าไปบริหารจัดการการแข็งค่าของเงินบาทอีกในอนาคต   

ขอเสนอให้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายพันธบัตรระยะกลางอายุ 3-4 ปีที่ไม่เกิน 0.75% และ อายุ 7 ปีถึง 10 ปี ไม่เกิน 1.4% ส่วนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 1-2 ปีควรปรับลงมาไม่ให้เกิน 0.50% ต้นทุนทางการเงินสินเชื่อระยะ 3 ปีถึง 10 ปีของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจจะลดต่ำลง โดยเฉพาะต้นทุนเงินกู้ซื้อบ้านและรถยนต์จะลดลง ส่งผลกระตุ้นเชิงบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งยังคงหดตัว การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนซบเซาให้กระเตื้องขึ้นได้ระดับหนึ่งและจะช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงาน 

นอกจากนี้ YCC ควรจะส่งผลให้ราคาทรัพย์สินทางการเงินโดยเฉพาะราคาหุ้น ค่าเงินบาท ปรับไปในทิศทางที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยราคาหุ้นน่าจะปรับตัวสูงขึ้นเกิดผลบวกต่อความมั่งคั่ง (Wealth Effect) ไปกระตุ้นภาคการบริโภคและภาคการลงทุนอีกทอดหนึ่ง ผลของการทำ YCC ที่มีประสิทธิภาพควรทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงกระตุ้นการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งโดยไม่ต้องกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ เพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะเงินฝืดและมีเงินเฟ้อติดลบอยู่ และ มีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่จำนวนมาก หากธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจจะทำ YCC ขอแนะนำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ใกล้ 0% หรือ 0% เสียก่อน การที่เราปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงในช่วงที่ผ่านมาย่อมส่งผลหักล้างมาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและตลาดแรงงาน หากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตซึ่งเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองหรือวิกฤติทางการเมืองในประเทศแล้วทำให้เงินไหลออก หรือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯเพิ่มขึ้น หรือ อุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นจากความจำเป็นในการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การใช้ (Yield Curve Control) YCC สื่อสารการผ่อนคลายนโยบายการเงินควบคู่กันอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำอาจมีความจำเป็น  

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีข้อจำกัดในการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทในตลาดปริวรรตเงินตรามากขึ้นตามลำดับในระยะต่อไป เนื่องจาก “ไทย” อยู่ในประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษเรื่องการบิดเบือนค่าเงินอาจถูกปรับฐานะเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า (Currency manipulator) ในรายงาน Macroeconomics and FX policy of major trading partners ช่วงต้นปีหน้าได้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ส่งออกจักต้องดูแลบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนและการแข็งค่าของเงินไทยของกิจการตัวเองให้ดีด้วย นอกจากนี้ ผู้ส่งออกต้องจับตาความสัมพันธ์ของการเพิ่มขึ้นราคาทองคำกับแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า เพราะในช่วงที่ผ่านมาการแข็งค่าของเงินบาทมักมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น เนื่องจากเวลาราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ผู้ค้าทองคำรายใหญ่มักขายทองคำ (ส่งออกทองคำ) เพื่อให้ได้รับการชำระเป็นเงินดอลลาร์และได้กำไรจากส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนอีกต่อหนึ่ง 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์