ประมวลสถานการณ์ชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB 

เพนกวิน พาราษฎรมา SCB เพื่อทวงสมบัติชาติคืน ย้ำชุมนุมไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือเผด็จการ อานนท์และ 'ราษฎร' จ่อเสนอ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นำทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้รัฐสภาเป็นคนดูแล เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติอย่างแท้จริง 'สุลักษณ์' ปราศรัยขอทุกคนร่วมมือขับไล่ประยุทธ์ออกไป (มีอัพเดทเป็นระยะ)

25 พ.ย. 2563 วันนี้ หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา กลุ่มราษฎรเปลี่ยนสถานที่ชุมนุม 25 พ.ย จากที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาเป็นสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ถ.รัชดาภิเษก แทน ช่วงเช้าที่ผ่านมา SCB ประกาศปิดทำการ 1 วัน ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมผ่านช่องทางอื่นๆ หรือที่สาขาใกล้เคียงได้ตามปกติ

13.50 น ผู้ชุมนุมและ CIA หรือรถขายอาหาร รวมทั้งสื่อมวลชนเริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ขายของบริเวณหน้า SCB แล้ว

16.00 น. ตำรวจตั้งแนว บริเวณทางเข้า ตรงป้าย SCB ทั้งสองช่องทาง โดยกั้นรั้ว และมีเจ้าหน้าที่ยืนแนวเรียงหนึ่ง ประมาณ 100 นาย

 

คูปองน้องเป็ดมาแล้ว

16.00 น การชุมนุมบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งตั้งแถวรอรับแบงค์ธนบัตรน้องเป็ดเหลือง มูลค่าใบละ 10 บาท ผู้ที่ทำการแจกระบุว่าวันนี้มีแจกเพียงแค่ 3,000 ใบสำหรับการใช้จ่ายกับ CIA หรือร้านค้าที่ร่วมอยู่ภายในบริเวณการชุมนุม

บนธนบัตรมีอักษรเขียนข้อความว่าเงินของราษฎรได้มาโดยใช้แรงงานเข้าแลก ข้าพเจ้าราษฎรผู้หญิงแก๊สน้ำตาและน้ำสารเคมีจากภาษีประชาชน

 

เด็กต้องปลอดภัยในการชุมนุม

ผู้จัดกิจกรรมชื่อว่าใน"ม็อบมีเด็ก"แจก ป้ายแถบสี เพื่อระบุว่ามีผู้ชุมนุมอายุต่ำกว่า 18 ปี สีชมพูหมายถึงอายุ 15 ถึง 18 ปีและสีส้มหมายถึงอายุต่ำกว่า 15 ปี

ผู้จัดกิจกรรมระบุว่าเราไม่สามารถบังคับใครไม่ให้ไปชุมนุมได้เพราะฉะนั้นการแยกเด็กจึงมีความจำเป็น เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน การ์ดหรือผู้ดูแลความปลอดภัยก็จะแยกน้องออกจากพื้นที่ และนำไปส่งยังที่ปลอดภัย

 

ไม่ได้ขึ้นปราศรัยก็ยังโดน คุยกับ ‘สมบัติ’ 1 ใน 12 รายชื่อที่ถูกหมายเรียก ม.112 

ที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์สาขาใหญ่ หรือ SCB ผู้สื่อข่าวประชาไทคุยกับ สมบัติ ทองย้อย การ์ดเสื้อแดง และเป็นหนึ่งใน 12 รายชื่อบุคคลที่ถูกหมายเรียกฐานความผิดตามมาตรา 112 คดีที่ สน. ทุ่งมหาเมฆ คดีอาญาเลขที่ 731 /2563 หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยรายชื่อ 12 ผู้ชุมนุมคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา

สมบัติ กล่าวว่า ตนทราบข่าวหมายเรียกเมื่อช่วงเที่ยงคืนของเมื่อวานนี้ (24 พ.ย.) ซึ่งตนรู้สึกเฉยๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหากเทียบกับคดีฆ่าคนตายหรือคดีค้ายาบ้า อาจเป็นความผิดพลาดด้านข้อมูลของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่ว่าอะไร ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมาตนโดนมาเยอะกว่านี้ แค่นี้เป็นเรื่องสบายมากไม่ได้กังวลอะไรเท่าไหร่ เพราะมองว่าตนก็ไม่ได้ทำอะไรผิด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าโดนคดี 112 จากการขึ้นปราศรัยในที่ชุมนุมหรือไม่ สมบัติกล่าวว่าตนไม่เคยขึ้นปราศรัยที่ใด แต่หากขึ้นเวทีเพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นเรื่องปกติของการ์ด ซึ่งมันเป็นหน้าที่หลักของการ์ดอยู่แล้ว

“ไมค์เปิดตรงไหนยังเปิดไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เลยไม่ต้องสงสัยว่าเคยขึ้นไปปราศรัยหรือไม่” สมบัติกล่าว

สมบัติกล่าวต่อว่า เรื่องการฟ้องร้องคดี 112 ตนเคยเรียกร้องเรื่องพวกนี้มาตลอดว่าไม่สมควรนำมาใช้ เพราะหากคนเท่ากันจริงก็ต้องสามารถวิพากษ์วิจารณ์กันได้เสมอโดยต้องอยู่ในกรอบ ตนมองว่าการวิจารณ์นั้นเป็นเรื่องปกติในสังคม

สมบัติกล่าวต่อว่า การฟ้องร้องมาตรา 112 ในปัจจุบันกลายเป็นว่าใครก็ได้ที่จะฟ้องร้องเอาผิด เพราะตัวคนที่เดือดร้อนเอง ก็ไม่ใช่คนที่ฟ้อง แต่กลับกลายเป็นว่าฝั่งตรงข้ามที่โหนสถาบันฯจนเกินไป ใช้ช่องว่างตรงนี้มากลั่นแกล้งกันด้านกฎหมาย ตนมองว่าไม่แฟร์และไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า พนักงานสอบสวนของแต่ละที่ได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลเขตพื้นที่รับผิดชอบต่าง ๆ แต่ศาลไม่อนุมัติหมายจับ โดยให้เหตุผลว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลสาธารณะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงให้ออกหมายเรียกแทน นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อหามาตรา 112 กับผู้กระทำผิดอีก 3-5 ราย

 

เพนกวิน พาราษฎรมา SCB เพื่อทวงสมบัติชาติคืน

16.30 น. ที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์สาขาใหญ่ หรือ SCB เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก แกนนำกลุ่มราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่เปลี่ยนสถานที่ชุมนุม 25 พ.ย จากที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาเป็นที่นี่ โดย พริษฐ์ กล่าวว่า SCB แห่งนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดคือกษัตริย์วชิราลงกรณ์ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ หุ้นนี้เดิมทีถือในนามแผ่นดิน คือสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ใครก็ตามที่เป็นกษัตริย์ก็จะได้ทรัพย์สินตรงนี้ แต่กษัตริย์องค์ปัจจุบันโอนทรัพย์สินทุกอย่างเข้าไปในชื่อของตัวเอง นั่นคือถึงจะทรงสละราชบังลังก์หรืออะไรก็ตามทรัพย์สินก็จะติดอยู่กับพระองค์ด้วย ไม่ได้อยู่กับกษัตริย์องค์ต่อไป ไม่ได้อยู่กับสถาบัน ไม่ได้อยู่กับแผ่นดินนี้ วันนี้เรามาทวงสมบัติชาติคืน

ต่อคำถามที่ว่ากังวลอะไรถึงเปลี่ยนเส้นทางจากที่จะไปสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาอยู่ที่นี่แทนนั้น ภาณุพงศ์ กล่าวว่า กระบวนการเรามาโดยสันติวิธีมาตลอด แล้วประเมินแล้วว่าการที่เจ้าหน้าที่ปิดกั้นเส้นทาง กังวลว่าจะเกิดการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นเงื่อนไขในการสร้างรัฐประหาร จึงต้องเปลี่ยนสถานที่เพื่อแสดงจุดยืนเพื่อให้เห็นว่ายังไม่อยากปะทะกับใคร ยังไม่อยากสร้างเงื่อนไขให้เจ้าหน้าที่เป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร

"สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือความปลอดภัยของมวลชน เพราะพวกเราทุกคนไม่สามารถเดินไปได้โดยลำพัง เราต้องรักษามวลชน เราไม่ต้องการให้ขบวนของเราเดินไปถึงจุดชัยโดยมีคนเสียเลือดเสียเนื้อ เราต้องการให้ขบวนของเราเดินถึงเส้นชัยด้วยความสง่างาม ด้วยความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จริงๆ" ภาณุพงศ์ กล่าว

ต่อคำถามที่ว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้รับหมายคดี ม.112 หรือหมิ่นประมาทกษัตริย์นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับ 3 หมาย จากการเปิดเผยของตำรวจบอกว่ามี 8 หมาย จะมีกี่หมายก็เอามาหากคิดว่าทำได้ ตนคิดว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่ล้าหลัง ป่าเถื่อน และใช้ขึ้นมาครั้งใดก็จะสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบันกษัตริย์และประเทศชาติในครั้งนั้นเรื่อยไป เพราะนี้คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ถูกใช้เพื่อเล่นงานทางการเมือง ขอให้ใครก็ตามที่เป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ก็ขอให้เลิกล้มความตั้งใจ

ภาณุพงศ์ มองว่า การโดน ม.112 ของพวกเราเป็นเกียรติยศของนักสู้ เพราะมันไม่ใช่กฎหมายสากล เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลกลับกลอกจากที่แถลงว่าจะใช้กฎหมายตามมาตรฐานสากล เราถือว่าเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจในสิ่งที่เราทำ เราสามารถที่จะแก้ต่างได้ในทางกฎหมาย

"จะส่งผลกระทบให้คนเข้ามาร่วมชุมนุมมากขึ้น เพราะการใช้ 112 คือการพิสูจน์ความจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 112 ที่แกนนำทุกคนโดนวันนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าประเทศไทยยังมีสมมติเทพเลือดสีน้ำเงิน ที่เท้าไม่ติดดิน พูดถึงไม่ได้ คิดถึงก็ไม่ได้" พริษฐ์ ตอบคำถามที่ว่า การโดน ม.112 มีผลกระทบกับขบวนหรือไม่

ภาณุพงศ์ กล่าวว่าการจับกุมไม่สามารถทำให้ม็อบหยุดลงได้ พิสูจน์จากการจับกุมแกนนำรอบที่แล้ว ม็อบก็ยังมีขึ้นเรื่อยๆ คนจำนวนมากขึ้นด้วยซ้ำ วิธีการจับแกนนำไปใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว เราไม่ได้หวาดเกรงต่อกระบวนการยุติธรรม และอาจเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับขบวนการด้วยซ้ำในการกล่าวหาเราใน ม.112

ต่อคำถามที่ว่าคดี ม.112 จะไม่ส่งผลให้มองเรื่องการลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่นั้น พริษฐ์ ยืนยันว่าไม่ส่งผล ตนเกิดเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินไทยร่วมกับประชาชนอีก 70 ล้านกว่าคน ที่นี่เป็นแผ่นดินของตน ตนไม่หนีไปไหน

"ผมเกิดที่นี่ ผมสู้ที่นี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะอยู่ที่นี่ 112 ไม่ส่งผลต่อกระบวนการเรา จะส่งผลอย่างเดียวคือทำให้คนออกมาเยอะขึ้น ออกมาช่วยกันรณรงค์ยกเลิก 112" พริษฐ์ กล่าว

ต่อคำถามที่ว่าการที่ โตโต้ ปิยรัฐ จงเทพ แกนนำการ์ดอาสาถูกจับจะส่งผลต่อกระบวนการเจรจาของขบวนไหมนั้น ภาณุพงศ์ กล่าวว่า โตโต้ไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะทุกคนคือแกนนำ โตโต้ไม่อยู่ทุกคนยังทำงานได้ ตนไม่อยู่ พริษฐ์ไม่อยู่ ทุกคนก็ยังทำงานได้

พริษฐ์ เสริมด้วยว่า ตนเชื่อว่าโตโต้เองก็อยากให้พวกเราทำงานกันต่อไป ส่งใจให้พี่โตโต้จากตรงนี้

"เพดานถูกรื้อไปแล้ว แล้วเราจะไม่เอาเพดานใหม่มาครอบตัวเอง และจะไม่มีใครเอาเพดานไหนมาครอบเราได้ เสรีภาพของประชาชนมันโบยบินแล้ว" พริษฐ์ กล่าวตอบคำถามที่ว่าการปรับแผนใหม่ของเจ้าหน้าที่จะทำให้ผู้ประท้วงต้องปรับแผนใหม่ในเชิงปราศรัยหรือไม่

สำหรับคำถามที่ว่าชุดเป็ดที่พริษฐ์สวมสื่อถึงอะไรนั้น พริษฐ์ กล่าวว่า สื่อถึงการไร้ความรุนแรง สื่อถึงความสงบ สันติ ฝ่ายตรงข้ามพยายามจะใส่ร้ายป้ายสีเราว่าเป็นม็อบใช้ความรุนแรง ทำลายข้าวของ ทำร้ายผู้คน

ต่อคำวามที่ว่าวันที่ 2 ธ.ค. นี้ หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ประยุทธ์หมดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวต่อไปไหมนั้น พริษฐ์ กล่าวว่าจะเป็นชัยชนะขั้นแรกของเรา เราตั้งเป้าชัยชนะ 3 เป้า ก็เก็บสะสมชัยชนะไปเรื่อยๆ จนกว่าชัยชนะเป้าใหญ่เราจะมาถึง

 

'จัสติน' ปราศรัยชูสามนิ้วไม่ทำให้ใครตาย

17.15 น. ชูเกียรติ แสงวงศ์ หรือที่เรียกกันว่า 'จัสติน' ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า ประเทศนี้เป็นของทุกคนเท่ากัน เราช่วยกันรบและป้องกันประเทศร่วมกันทั้งหมด และวันนี้จำเป็นต้องทวงสมบัติที่เคยเป็นของชาติแล้วถูกโอนให้คนคนเดียวคืนมา ข้อมูลรายละเอียดมีมากมายอยู่แล้วในอินเทอร์เน็ต

"สัญลักษณ์ 3 นิ้วคงไม่ทำให้ใครตาย แต่มันเป็นสัญลักษณ์ว่าต่อไปนี้ทุกคนจะมีสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกว่าใคร ผมขอสดุดีประชาชนและขอให้ภารกิจของพวกเราประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย"

 

เพนกวินปราศรัย ชี้ ร.10 ถือหุ้นใหญ่SCB ไม่ใช่ของสนง.ทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นของแผ่นดิน ย้ำชุมนุมไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือเผด็จการ

เวลา 17.58 น. ที่สำนักงานใหญ่ SCB พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ 'เพนกวิน' แกนนำกลุ่มราษฎรขึ้นปราศรัยว่า มีการพยายามทำให้เกิดการปะทะ และมีการซ้อมปาหินด้วย เราชุมนุมด้วยแรงใจและอุดมการณ์ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะเราเห็นว่าชีวิตคนมีค่าเกินจะเสีย

พริษฐ์ ยังปราศรัยตั้งประเด็นเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมหากมีความเชื่อมโยงกับ ร.10 ก็จะมีปัญหาการเดินทางกลับไปประเทศเยอรมันและประเทศตะวันตก

พริษฐ์ ปราศรัยตั้งประเด็นต่อว่า หากฝั่งผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงเสียเองก็เป็นเรื่องที่พูดยาก ดังนั้นต้องไม่ให้การเคลื่อนไหวของเรากลายเป็นเครื่องมือของเขา ถ้าเตรียมใช้ความรุนแรงยั่วยุเรา เราจะไม่ตกหลุมพรางของเผด็จการอีก

"อีกหนึ่งเหตุผลที่มาที่นี่เพราะว่าแท้จริงแล้ว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงแค่ออฟฟิศ แต่หุ้นเขาอยู่ที่นี่ วันนี้เรามาเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์"

พริษฐ์เล่านิทานเปรียบเปรยถึง สำนักงานทรัพย์สินฯ และได้ชี้ว่าในยุคจารีต กษัตริย์เป็นเจ้าของทุกสิ่งในประเทศ แต่ประชาธิปไตยได้แยกให้เงินส่วนของกษัตริย์แต่เป็นเงินสำหรับให้กษัตริย์คนใดก็ได้มาใช้ โดยรัฐบาลเป็นคนให้ ไม่ใช่เงินส่วนตัวกษัตริย์ ในประเทศอื่นแม้ว่าจะให้อยู่ในวัง ก็ยังถือเป็นของแผ่นดิน แต่ของไทยทรัพย์สินทั้งหลายในไทยจากเดิมที่เคยเป็นของแผ่นดินกลับกลายเป็นของ ร.10

พริษฐ์ยังระบุว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของไทยพาณิชย์เป็นชื่อของ ร.10 เป็นจำนวน 23.38 เปอร์เซ็นต์หุ้นของบริษัทอย่างเอสซีจีผู้ถือหุ้นลำดับหนึ่งมีถึงสี่ร้อยสามล้านหุ้น หุ้นเหล่านี้ทำไมถึงตกอยู่กับคนเดียวทั้งที่เคยเป็นของแผ่นดิน

พริษฐ์ ปราศรัยถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนของคนในประเทศนี้ การเดินทางที่ยังต้องใช้รถเมล์สภาพย่ำแย่ ปัญหาทรัพยกรจำนวนมากที่ยังกระจุกตัวอยู่กับชนชั้นนำ แทนที่จะเอามาลงทุนกับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ

พริษฐ์ ย้ำว่านี่ไม่ใช่ปฏิบัติการของคนชังชาติแต่นี่ล้วนเป็นผลประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น ตนไม่ยอมให้คนเอาเงินของเราไปใช้แบบนี้ ขอสื่อสารถึงตำรวจและเสื้อเหลืองที่รักชาติ หากไม่อยากให้ชาติถูกสูบเลือดเนื้อของเรา ขอให้มาเข้าร่วมกับเรา

 

อานนท์และ 'ราษฎร' จ่อเสนอ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นำทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้รัฐสภาเป็นคนดูแล เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติอย่างแท้จริง

18.28 น. หน้าสำนักงานใหญ่ SCB อานนท์ นำภาขึ้นปราศรัย กล่าวว่า 4 เดือนที่ผ่านมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้นจุดติดและมีคนออกมาตั้งเด็กและผู้ใหญ่จูงใจให้คนรักเจ้าเห็นด้วยกับเราว่าสถาบันกษัตริย์กำลังมีปัญหา ชาวไทยหลายคนที่ไม่เคยตั้งคำถามเลยก็คล้อยตามและตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์

อานนท์ระบุว่า นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนกษัตริย์ ก็คาดหวังว่า ร.10 ที่มาแทนจะเป็นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับไม่เคยมีท่าทีว่าจะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเลยแม้แต่นิดเดียว และฉบับนี้ก็มาจากการฉีกรัฐธรรมนูญ 50 แล้วก็มีการร่างขึ้นมาใหม่โดยผ่านกระบวนการประชาธิปไตยอย่างทุลักทุเล

ประชาชนที่อยากจะแก้ ก็แก้ได้ยากเย็นต้องไปโดนน้ำฉีดกันมา แต่กษัตริย์พูดคำเดียวก็แก้ได้ ประยุทธ์ก็ทำให้ทันที นอกจากนี้ประยุทธ์กับพวกก็ยังทูลเกล้าถวายคืนทรัพย์สินส่วนกษัตริย์ให้แต่กษัตริย์ผู้เดียวใช้ได้ตามใจ

อานนท์กล่าวต่อว่า คณะรัฐประหารของประยุทธ์ จันทร์โอชาทรยศต่อแผ่นดินและคณะราษฎรด้วย 2475 หลังยึดอำนาจจากกษัตริย์มาให้ประชาชนและเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย และนำทรัพย์กษัตริย์มาแบ่งให้ชัดเจนว่าอันไหนเป็นของกษัตริย์ กับของประชาชน ซึ่งส่วนของราชบัลลังก์คือเป็นของพวกเราทุกคน เป็นของประเทศ ไม่ใช่ของนาย ก. หรือ ร.10 คนเดียว ซึ่งคณะราษฎรได้ออกกฎหมายให้กระทรวงการคลังดูแล แต่เมื่อคณะราษฎรอ่อนกำลังลง กฎหมายก็ถูกแก้ให้เป็นทรัพย์สินดูแลโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนกษัตริย์

"แต่คนที่ทำให้เราตาสว่างคือ ร. 10 ที่เอามาเป็นของตัวเองคนเดียว" อานนท์ระบุ

อานนท์กล่าวต่อว่า อยากเชื่อว่าการแก้กฎหมายนี้ ร.10 ไม่เกี่ยวข้องแค่เป็นการทำโดยประยุทธ์ แต่โดยพฤติการณ์กลับทำให้เชื่อไม่ได้ ถ้าทรงไม่เห็นด้วยกับประยุทธ์ ก็โอนคืนได้หรือไม่ ถ้าโอนคืนอานนท์จะไปกราบ แต่เมื่อประชาชนจะไปทวงคืนก็มีการเตรียม ตำรวจ ทหาร เตรียมอาวุธ เตรียมคอนเทนเนอร์มาขวาง

อานนท์ชี้ว่า วันนี้มีทรัพย์จำนวนมากที่โอนเป็นของตัวเองมีปัญหาทางกฎหมาย เดิมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของราชวงศ์ ทำไมถึงไม่แบ่งให้ลูกหลาน ร.5 คนอื่นด้วย ทำไมไม่แบ่งพระเทพฯ ไม่แบ่งฮิวโก้ ทำไมไม่แบ่งสุขุมพันธุ์ หรือสมมติว่าโอนพระบรมมหาราชวังโอนให้เจ้าคุณพระฯ ซึ่งกฎหมายนี้อนุญาตให้ท่านทำได้ แล้วสมมติว่าโอนให้เจ้าคุณพระ แล้วเจ้าคุณพระเกิดอะไรขึ้นมาก็จะโอนให้กับแม่ก็ได้ เพราะกฎหมายเป็นแบบนี้เราจึงมาชุมนุมกันวันนี้

"ที่พูดก็เพราะอยากให้ในหลวงคนต่อไปมีวังอยู่ ถ้าในหลวงทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินให้คนใดขึ้นมา เราจะไม่เหลือทรัพย์เป็นสาธารณะ แล้วถ้าโอนไปหมดในหลวงคนใหม่จะเอาวังไหนอยู่" อานนท์กล่าว

อานนท์ยังระบุว่า ตามกฎหมายถ้า ร.10 ไม่เขียนยกให้ใครเลยจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไร ตามกฎหมายแพ่งมีลูกกี่คน มีเมียกี่คนก็จะถูกแบ่งไปหมด มันจะเกิดกรณีเดียวกับบิ๊กแดง แต่เรื่องนี้ที่ต่างคือมันเป็นสมบัติของชาติ นี่จึงเป็นที่มาของข่าวรัฐประหารตามมาเพราะว่าสิ่งที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำมันถูกเปลี่ยนไปแล้ว

เราจึงมาทวงกลับมาให้เป็นของหลวงและราชการ ทำไมฝ่ายเสื้อเหลือง ตำรวจ ทหาร ถึงไม่เข้าร่วมประเด็นนี้ สมมติถ้าผู้ว่าฯ โอนทรัพย์สินเป็นของตัวเองจะยอมแบบนี้หรือไม่ เพราะเรามีส่วนได้เสีย บรรพบุรุษของเราก็มีส่วนเสียภาษีบำรุงท่าน

นอกจากนี้ยังมีการโอนเพิ่มผ่านกฎหมายทรัพย์สินนี้ อานนท์ตั้งคำถามว่า การไปอยู่ที่เยอรมันทำให้ต้องไปเสียภาษีให้เยอรมันด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ทำให้เรื่องนี้ชัดเจนจะทำให้เราสูญเสียสมบัติชาติไปอีก

"พวกเราไม่ได้ล้มล้าง เราบอกว่าปฏิรูปก็คือปฏิรูป ถ้าเราจะปฏิวัติเราจะบอกเองตรงๆ ไม่ต้องมาใส่ความ เราไม่ได้ชุมนุมกลับบ้านเฉยๆ แต่มีทางออกทางกฎหมายอยู่ พวกเราจะรวมกันเสนอ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ โดยเอาทรัพย์ทั้งหมดที่ท่านเอาไปกลับมาให้ทางรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้จะทำได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ" อานนท์กล่าว

จากนั้นอานนท์ถามผู้ชุมนุมว่า ถ้ามีการล่ารายชื่อจะร่วมกันลงชื่อหรือไม่ ผู้ชุมนุมร่วมแสดงความเห็นด้วยการชูสามนิ้ว

"พวกเราจะร่างกฎหมายแบ่งให้ชัดเจน คนที่จะมาดูแลคือรัฐบาลที่พวกเราเลือกตั้งเข้ามา เพื่อดูแลบ้านเมือง เราจะส่งต่อทรัพย์สินจากราชบัลลังก์ให้รัฐบาลดูแล นี่เป็นหนึ่งในสิบข้อเท่านั้น และเรายังมีอีกหลายที่ที่เราอยากไป และตู้คอนเทนเนอร์ก็เอาเราไม่อยู่" อานนท์กล่าวทิ้งท้าย

'สุลักษณ์' ปราศรัยชี้ประยุทธ์ขัดพระราชดำรัสร.9 และร.10 ไม่ให้ใช้ม.112 ขอทุกคนร่วมมือขับไล่ประยุทธ์ออกไป

ที่บริเวณสำนักงานใหญ่ SCB สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปราศรัยตอนหนึ่งใจความว่า

"พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่แล้วมีพระราชประสงค์ว่าหากใครนำมาตรา 112 มาใช้นั้นเป็นการทำร้ายพระองค์ท่าน และเป็นการทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมโทรม นี่เป็นพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ประยุทธ์จงรักภักดี ทำไมไม่ทำตามกระแสพระราชดำรัส นอกจากนี้แล้ว ในหลวงองค์ปัจจุบันมาเสวยราชย์ท่านก็มีดำรัสถึงอัยการสูงสุด ประธานศาลฎีกา ให้ยุติใช้มาตรา 112 ตอนนี้ประยุทธ์เอามาตรา 112 มาใช้ เป็นการขัดพระราชโองการ เป็นการทำลายสถาบันกษัตริย์ เป็นการรังแกพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นประยุทธ์มีความชั่วร้ายมาก ประเด็นนี้ประเด็นเดียว เราต้องรวมกันถีบประยุทธ์ออกไป ผมขอพูดเท่านั้นนะครับ หวังว่าท่านทั้งหลายจะร่วมมือกัน ถีบประยุทธ์ด้วยความเคารพ ให้มันออกพ้นอำนาจให้ได้ เพราะมันทำในสิ่งที่ขัดต่อพระราชกฤษฎีการัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10"

วงย่อยที่ชุมนุม จับกลุ่มคุยแลกเปลี่ยนเรื่องสถาบันกษัตริย์ อยากให้เกิดพื้นที่กลางพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างเสรี

20.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน้าสำนักงานใหญ่ SCB มีวงย่อยข้างเวทีใหญ่ มีลำโพง 1 ตัว ผู้คนแลกเปลี่ยนกันเรื่องที่ทางสถาบัน มีคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า เราควรรักษาน้ำใจคนบางกลุ่มรุ่นพ่อรุ่นแม่ ให้กษัตริย์อยู่เหนือคนทั่วไปในฐานะที่เคารพของคน แต่ไม่ใช่ไม่ปรับปรุงเลย เพียงแต่การพูดว่า ให้กษัตริย์เท่าประชาชนอาจเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ดังนั้นเบื้องต้นจึงต้องการพื้นที่กลางที่เสรีที่จะพูดเรื่องนี้

อีกคนหนึ่งในวง พูดว่า จะมีก็ได้ขอเพียงตรวจสอบได้โดยเฉพาะงบประมาณ ซึ่งรวมถึงงบแฝง เช่น ป้ายประชาสัมพันธ์ ต่างๆ เรื่องส่วนตัวไม่ใช่ปัญหาเท่าการใช้ทรัพยากรส่วนกลางโดยตรวจสอบไม่ได้ การพูดถึงการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นการปรับเปลี่ยนไปตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง

21.17 น. เวทีใหญ่หน้าสำนักงานใหญ่ SCB 'เพนกวิน' ประกาศยุติการชุมนุม เจอกันอีกครั้ง วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 16.00 น. สถานที่รอการประกาศจากเพจหลัก

อย่างไรก็ตามหลังสลายการชุมนุมมีเหตุชุลมุนโดยมีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น 1 ครั้ง และเสียงคลายปืนดังขึ้น 3-4 ครั้งติดต่อกันเวลาประมาณ 22.14 น. บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ฝั่งตรงข้าม ข้อมูลจากศูนย์เอราวัณ 23.50 น. ยืนยันว่า
เหตุเสียงดังคล้ายปืนที่แยกรัชโยธิน ผู้บาดเจ็บเป็น ชาย 2 ราย นำส่ง รพ.พระรามเก้า 1 ราย  และรพ.เซนหลุยส์  1 ราย

The MATTER ทวีต ผ่าน @thematterco ว่า เมื่อ 23.30 น. อัพเดทเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บ The MATTER สอบถามกรณีมีคนได้รับบาดเจ็บกับ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ซึ่งเข้าไปอยู่กับการ์ดที่บาดเจ็บ นพ.ทศพร ระบุ การ์ดคนนี้บาดเจ็บที่ท้องน้อยเหนือหัวหน่าว ใกล้กับกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ คาดต้องรีบผ่าตัดเพื่อรักษาในคืนนี้

ตอนนี้ นพ.ทศพร ได้เดินทางไปอยู่ช่วยดูแลการ์ดที่บาดเจ็บแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยข้อมูลว่าอยู่โรงพยาบาลไหนเพื่อความปลอดภัยของการ์ดคนนี้

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์