นักศึกษาฟ้องประยุทธ์ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ชอบด้วย กม. เรียกค่าเสียหายคนละ 5 แสน

27 พ.ย. 2563 นิสิตนักศึกษาและภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพวก ต่อศาลแพ่ง ขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเรียกร้องค่าเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพคนละ 5 แสนบาท

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และนิสิตนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 7 คน 
พร้อมทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, สำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และกระทรวงการคลัง ต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงที่ประกาศเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2563 และเรียกร้องค่าเสียหายจากการ
ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ เพื่อยืนยันว่า รัฐบาลต้องเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและศักดิ์ศรี
ความเป็นมนุษย์ และต้องรับผิดต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธของประชาชน

คำฟ้องระบุว่า จำเลยใช้อำนาจสลายการชุมนุม 
ประกาศปิดสถานที่หรืออาคารสถานีของระบบขนส่งมวลชนหรืออาคารอื่นๆ จับกุมควบคุมตัวประชาชน สื่อมวลชน บุคลากรทางการแพทย์ นักเรียน นิสิตนักศึกษาแบบสุ่ม หรือไม่มีเหตุโดยชอบด้วยกฎหมาย ปิดทางสัญจรของประชาชนและของรถพยาบาล ห้ามใช้วิทยุ โทรคมนาคม โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในการเสนอข่าวสาร ภาพ เสียง หรือข้อเท็จจริงต่างๆ สั่งระงับการออกอากาศหรือเผยแพร่ขอ้มูลข่าวสารของสำนักข่าว ถือเป็นการจงใจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เพื่อสกัดกั้นมิให้โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมุนมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

การกระทำของจำเลยยังปิดกั้นสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การเดินทาง การติดต่อสื่อสารและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร อันเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญ และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองรับรองไว้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ดังกล่าวของโจทก์และประชาชน และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

แม้นายกรัฐมนตรีจะออกประกาศ เรื่อง ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 22 ต.ค. 2563 ให้มีผลตั้งแต่ 12.00 น. เป็นต้นไป ก็เป็นเพียงการยกเลิกมิให้มีผลใช้บังคับข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต แต่มิได้มีผลเป็นการเพิกถอนมิให้มีผลใช้บังคับข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2563 อันเป็นวันแรกที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
แต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากภัสราวลี โจทก์ที่ 1 และประชาชนอีกกว่า 60 คน ยังคงถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประกาศที่ออกบังคับใช้ในช่วงวันที่ 15-22 ต.ค. 2563 ความเสียหายจึงยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผู้ร่วมชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรส่วนมากเป็นเด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบหรือมีอาวุธ มีเหตุการณ์จลาจล หรือเป็นภยันตรายที่กระทบต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนเป็นส่วนรวม โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษา ดังนี้

1. ให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ซึ่งออกตามความแห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 
พ.ศ.2548 ของจำเลยที่ 1 โดยทันที

2. ให้จำเลยเพิกถอนบรรดาประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 1/2563 ที่ 2/2563 ที่ 4/2563 ที่ 6/2563 คำสั่งหันวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ที่ 2/2563 ที่ 3/2563 ที่ 6/2563

3. ให้จำเลยร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 500,000 บาท รวม 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระ
แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเสร็จสิ้น

นอกจากนี้ โจทก์ยังยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลด้วย เนื่องจากทั้งหมดเป็นนักศึกษายังไม่มีรายได้
เพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาล แต่ประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและรักษาสิทธิอันชอบธรรมของตน

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์