กมธ.จี้ กขค.กรณีให้ซีพีควบเทสโก้ มาตรการยังไม่ชัดเจนและไม่พอลดผลกระทบ

เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า(กขค.) เข้าชี้แจงต่อ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจกรณีซีพีควบรวมกับเทสโก้ ชี้อำนาจตลาดของซีพีเพิ่มและส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกแน่ ทั้งนี้ กมธ.ตั้งข้อสังเกตต่อการติดตามผลได้อย่างไรหากเกิดกรณีมีการใช้อำนาจเหนือตลาดในการเอาเปรียบและประสิทธิภาพของมาตรการที่ กขค.กำหนดให้บริษัทต้องทำหลังควบรวมอาจไม่เพียงพอต่อการลดผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้ารายย่อยและผู้บริโภค

25 ก.ค.2563 คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้เชิญคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า(กขค.) โดยมีสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ ในฐานะเลขาธิการของคณะกรรมการเข้าชี้แจงประเด็นที่เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2563 กขค.มีมติอนุญาตให้บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เข้าควบรวมบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดข้อกังขาว่าเมื่อเกิดการควบรวมแล้วจะทำให้กลุ่มธุรกิจซีพีมีอำนาจเหนือตลาดมากขึ้นและสามารถผูกขาดในตลาดค้าปลีกหรือไม่

ในการประชุมครั้งนี้ มี 3 ประเด็นหลักที่ทาง กขค. เข้ามาชี้แจง โดยประเด็นแรกทาง กขค.ได้กำหนดขอบเขตตลาดไว้อย่างไรก่อนที่จะมีมติอนุญาตให้ซีพีควบรวมกับเทสโก้ ประเด็นที่สองคือเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการแข่งขันในตลาดค้าปลีก และประเด็นที่สามคือมาตรการที่ กขค.กำหนดให้เป็นเงื่อนที่ทั้งซีพีและเทสโก้จะต้องปฏิบัติตามจะมีการติดตามผลว่าทางบริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการควบรวมหรือไม่ ซึ่งในประเด็นเหล่านี้มีกฎหมายพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าเป็นหลักในการพิจารณา

กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจเชิญ กขค.ชี้แจงพรุ่งนี้ กรณีมีมติให้ CP ควบห้างโลตัสได้

แมคโครไม่ได้อยู่ในขอบเขตตลาดเดียวกัน

สมศักดิ์กล่าวว่าคณะกรรมการฯ แบ่งตลาดในภาพรวมออกมาเป็น2 ตลาด คือ ตลาดค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่หรือที่เรียกว่าโมเดิร์นเทรด ซึ่งตลาดค้าส่งจะมีห้างแมคโครที่ทำธุรกิจค้าส่งหรือที่เรียกว่า Cash & Carry ส่วนตลาดค้าปลีกแบ่งเป็น 3 ประเภทด้วย คือ ประเภทที่หนึ่ง ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือ ดิสเคาท์สโตร์ ประเภทที่สอง ซูเปอร์มาร์เก็ต และสามคือร้านสะดวกซื้อ(คอนวีเนียนสโตร์) หรือร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ทั้งนี้ในการพิจารณามีมติให้ควบรวมของคณะกรรมการไม่ได้นำแมคโครเข้ามาพิจารณาด้วยเนื่องจากอยู่คนคนละตลาด

สมศักดิ์ระบุว่าตามกฎหมายให้อำนาจไว้ว่าการวิเคราะห์ตลาดดู 3 ปัจจัย ปัจจัยที่หนึ่งคือด้านผู้บริโภคหรือที่เรียกว่าด้านอุปสงค์ มองว่าตลาดแต่ละตลาดเป็นประเภทเดียวกันหรือไม่โดยเปรียบเทียบกับตลาดรถยนต์ญี่ปุ่นกับรถยุโรปที่มีช่วงราคาต่างกัน ปัจจัยที่สองด้านผู้ผลิตหรือด้านอุปทาน คือผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปผลิตสินค้าอีกประเภทได้ทันทีหรือไม่ เช่น ธุรกิจท่อร้อยสายไฟกับท่อประปาที่เป็นตลาดเดียวกันเพราะสามารถเปลี่ยนการผลิตได้ทันที อันที่สาม ตลาดในอนาคต ซึ่งคณะกรรมการฯ จะพิจารณานอกเหนือจากที่กฎหมายให้อำนาจไม่ได้ ถ้าต้องการพิจารณาจากปัจจัยอื่นก็ต้องปรับปรุงกฎหมาย

ทางคณะกรรมการฯ เห็นว่าในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต มีเทสโก้โลตัสอยู่ในตลาดและมีอำนาจเหนือตลาด แต่กลุ่มซีพีไม่อยู่ในตลาดนี้ ส่วนตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตมีเทสโก้อยู่ในตลาดลแมีอำนาจเหนือตลาดโดยยังมีคู่แข่งขันรายอื่น โดยไม่มีซีพีในตลาดนี้เช่นกัน ส่วนตลาดที่สามคือตลาดค้าปลีกขนาดเล็กหรือร้านสะดวกซื้อ เทสโก้มีโลตัสเอ็กเพรส ส่วนกลุ่มซีพีมีเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าในกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มที่มีความทับซ้อนกันอยู่และหลังการควบรวม ตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้รับผลกระทบ แต่จะกระทบมากที่สุดในตลาดร้านสะดวกซื้อ เพราะทั้งเทสโก้และซีพีมีอำนาจเหนือตลาดอยู่เมื่อเกิดการรวมกันแล้วจะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นแน่นอน

สมศักดิ์กล่าวว่าในกฎหมายของไทยจะต่างกับประเทศอื่นตรงที่ผู้มีอำนาจเหนือตลาดหรือผู้เล่นรายใหญ่ไม่ได้มีความผิดกฎหมายและไม่ได้มีส่วนเข้าไปปรับโครงสร้างธุรกิจของผู้เล่นที่มีอำนาจเหนือตลาด แต่กฎหมายให้อำนาจเพียงแต่ควบคุมพฤติกรรมและกำกับดูแลไม่ให้ใช้อำนาจเหนือตลาดไปบิดเบือนตลาด

สมศักดิ์ได้ตอบในประเด็นที่ กมธ.ถามเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการฯ ได้ประกาศว่าใครเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ว่าไม่เคยประกาศเนื่องจากก่อนจะประกาศต้องมีการวิเคราะห์ตลาดก่อนและถ้าประกาศจะมีการร้องเรียนตามมา แต่ถ้ามีการร้องเรียนเข้ามาทางคณะกรรมการก็จะมีการพิจารณาว่ามีการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยไม่ชอบหรือไม่ ซึ่ง

ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะประธานกรรมาธิการตั้งคำถามถึงการที่ กขค.ไม่นำตลาดค้าส่งเข้ามาวิเคราะห์ด้วยจะเกิดกรณีที่ถ้าหากในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่มีเพียงเทสโก้โลตัสซึ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตกับห้างค้าส่งอย่างแมคโคร ถ้าไฮเปอร์มาร์เก็ตมีการขึ้นราคาจะมีโอกาสทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อสินค้าในห้างค้าส่งที่มีราคาต่ำกว่าแทนหรือไม่ ถ้าเป็นไปได้และเป็นการทดแทนกันได้ก็ควรจะอยู่ในตลาดเดียวกันหรือไม่ นอกจากนั้น พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลและรองประธานคณะกรรมาธิการยังเห็นว่าขอบเขตทางภูมิศาสตร์มีผลมากในพิจารณาขอบเขตตลาดตั้งแต่แรก

สมศักดิ์ตอบคำถามนี้ว่าหากดูในส่วนของห้างค้าส่ง ผู้บริโภคอาจจะมองว่าเหมือนกันแต่ในลักษณะการประกอบธุรกิจและราคาก็จะมีความต่างกันพอสมควรคือห้างค้าส่งจะขายเป็นแพ็คหรือขายในปริมาณมากสำหรับคนเอาไปทำธุรกิจต่อเช่นร้านค้าปลีก โชว์ห่วย ภัตตาคารหรือบริษัท ไม่ได้มีการขายเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างกรณีห้างแมคโครได้ส่งข้อมูลตัวเลขการทำธุรกิจมาให้พบว่า 80% คือ การขายให้แก่ธุรกิจที่จดทะเบียนต่างๆ เป็นโชว์ห่วย ภัตตาคารเป็นสำนักงานต่างๆ มีเพียง 10% เท่านั้นที่เป็นลูกค้ารายย่อย

สมศักดิ์ได้ตอบคำถามของ กมธ.ที่ตั้งมาในประเด็นเรื่องภูมิศาสตร์ของตลาดว่าทาง คณะกรรมการฯ มีการพิจารณาแล้วเห็นว่าเซเว่นอีเลฟเว่นมีอยู่ทุกจังหวัดแล้วและเทสโก้เอ็กเพรสก็ไม่มีเพียงในสามจังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็มีเกือบทุกจังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะกำหนดว่าว่ามีตลาดเดียวกันอยู่ในระยะกี่กิโลเมตรจึงไม่สามารถวิเคราะห์แบบแยกรายพื้นที่ได้ ทั้งนี้ทั้งสินค้าและโครงสร้างราคาล้วนแต่ถูกกำหนดมาจากบริษัทที่อยู่ส่วนกลาง คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าในเชิงพื้นที่แล้วก็เหมือนกันจึงใช้ขอบเขตเป็นทั้งประเทศโดยไมได้แบ่งออกเป็นรายจังหวัด

สมศักดิ์ตอบว่าในการศึกษาเชิงลึกที่จะต้องสำรวจความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ ว่าผู้บริโภคมีความคิดเห็นอย่างไรระหว่างแมคโครกับห้างอื่นๆ กฎหมายให้เวลาเพียง 90 วันทำให้มีเวลาไม่พอในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่และทำสำรวจความเห็นผู้บริโภค จึงต้องใช้ข้อมูลโครงสร้างตลาดที่มีอยู่แล้วและขอข้อมูลจากแมคโครมารวมถึงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการแยกแมคโครไว้อยู่อีกตลาด ทั้งนี้สมศักดิ์ได้ตอบคำถามของ กมธ.ประเด็นความเป็นปัจจุบันของข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ว่ากฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องใช้ข้อมูลปีล่าสุดเท่านั้นในการวิเคราะห์จึงเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ยังคงใช้ข้อมูลของตลาดค้าส่งในการวิเคราะห์ผลกระทบอยู่แม้จะไม่ได้นำมาใช้วิเคราะห์ขอบเขตของตลาดก็ตาม

ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดค้าปลีกหลังซีพีควบเทสโก้

ในส่วนของผลกระทบ กมธ.มีการตั้งคำถามว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรกับผู้บริโภคบ้าง เพราะในการพิจารณาอนุญาตควบรวมจะอยู่ที่พ.ร.บ.แข่งขันการค้า มาตรา 52 คือคณะกรรมการจะให้อนุญาตโดยคำนึงถึงความจำเป็นทางธุรกิจ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง และการไม่กระทบต่อประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม แต่เมื่อดูการวิเคราะห์ของคณะกรรมการฯ แล้วก็พบว่าจะทำให้การควบรวมระหว่างซีพีกับเทสโก้จะยิ่งมีอำนาจเหนือตลาดยิ่งขึ้นไปอีก และทุกส่วนแบ่งตลาดจะเข้าไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนซีพีกับเทสโก้ และหากแมคโครพัฒนารูปแบบธุรกิจค้าปลีกเพิ่มจะทำให้คู่แข่งทางการค้ามีความยากลำบากในการลงทุนไปเปิดสาขาหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกลดลง

สมศักดิ์ เลขาฯ กขค. ตอบประเด็นเหล่านี้ว่า ในอนาคตก็อาจจะเป็นไปได้ที่รูปแบบทางธุรกิจจะเปลี่ยนไป เพราะในอนาคตร้านค้าที่เป็นออฟไลน์ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้เมื่อถึงวันที่ร้านค้าออนไลน์โตขึ้นซึ่งก็ยังคำนวนตลาดในอนาคตไม่ได้ โดยเขาได้ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดกับห้างค้าปลีกในอเมริกาและการเติบโตของแอมะซอนทำให้ก็คงตอบไม่ได้ว่าในอนาคตตลาดจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยคณะกรรมการฯ วิเคราะห์จากปัจจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น

สมศักดิ์ชี้แจงต่อว่าการควบรวมครั้งนี้จะทำให้เกิดการกระจุกตัวทางธุรกิจขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะเพิ่มในตลาดค้าปลีกขนาดเล็กเพราะว่ามาเก็ตแชร์ของเซเว่นอีเลฟเว่นกับของเทสโก้เอ็กเพรสเมื่อรวมกันแล้วจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแน่ๆ

สมศักดิ์อธิบายประเด็นว่าเกี่ยวกับการเข้าสู่ตลาดของรายใหม่และการขายตัวของผู้เล่นรายเดิมว่า ในทางกฎหมายว่าส่วนที่ผู้ผลิตรายใหม่จะเข้าสู่ตลาดและการขยายตัวของคู่แข่งในตลาด ไม่มีกฎหมายหรือกติกาของภาครัฐห้ามไม่ให้รายใหม่เข้าสู่ตลาดและไม่ได้ห้ามรายเดิมขยายสาขา เพราะฉะนั้นกฎกติกาของรัฐไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับรายใหม่และรายเดิม

สมศักดิ์กล่าวถึงการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ว่าธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กมีการลงทุนในระดับโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 3-5 ล้านบาท ธุรกิจระดับกลาง 5-10 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นการลงทุนมากเกินไปรายใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยเขายกตัวอย่าง ซีเจที่มีการขยายสาขาเร็วมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและมีจุดเริ่มต้นที่สุพรรณบุรีราชบรีและขยายเข้ามาในภาคกล่างมากขึ้น เซเว่นอีเลฟเว่นขยายสาขาอยู่ที่ร้อยละ 5-7 ต่อปี เทสโก้ขยายสาขาติดลบ บิ๊กซีก็ขยายสาขาเยอะมาก และยังมีรายใหม่เกิดขึ้นเยอะในระดับท้องถิ่น เช่น ซูเปอร์ชีพที่ภูเก็ต กระบี่ พังงา หรือเจเค โตเร็วมากในสงขลาหาดใหญ่ ส่วนในภาคอีสานทวีกิจก็โตเร็วมาก จึงเห็นว่าอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดของรายใหม่นั้นไม่มีข้อจำกัดที่ทำให้รายใหม่เข้ามาในตลาดไม่ได้หรือรายเดิมขยายตัวไม่ได้

สมศักดิ์กล่าวถึงประเด็นการร่วมมือกันเพื่อครอบงำตลาด ทางคณะกรรมการฯ เห็นว่าหลังซีพีและเทสโก้ควบรวมมีโอกาสที่ร่วมมือกันเข้าครอบงำตลาด แต่จะไปร่วมมือกับค่ายอื่นหรือไม่คณะกรรมการพบว่าเป็นเรื่องยากมากเพราะว่ารายอื่นที่อยู่ในตลาดก็ไม่ใช่รายเล็กจึงไม่น่าจะยอมไปร่วมมือกับรายอื่น

ศิริกัญญาถามต่อว่าในด้านของผู้ผลิตสินค้าจะมีผลกระทบอย่างไรจากการที่ผู้ซื้อสินค้า(ธุรกิจห้างร้าน) มีการกระจุกตัวมากขึ้น และเมื่อ 2 บริษัทควบรวมกันจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการที่ผู้ผลิตสินค้าจะนำสินค้าไปลงให้กับร้านค้าปลีกขนาดเล็กของทั้งสองบริษัท

สมศักดิ์ กล่าวต่อว่าคณะกรรมการวิเคราะห์ผลกระทบตามมาตรา 52 วรรคสองว่า กรรมการเสียงข้างมากเห็นว่าการควบรวมครั้งนี้เป็นเหตุจำเป็นอันสมควรผู้ขาย(เทสโก้) สมัครใจขาย ถ้ามีการรวมกันแล้วคงสาขาหรือคงธุรกิจเอาไว้ได้ก็เป็นช่องทางการขายของผู้ผลิตทั้งรายใหญ่รายเล็ก ซึ่งถ้าพูดถึงปัญหาอีกด้านหนึ่งคืออาจเกิดการยุบสาขาลดการจ้างงานและส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจโดยเฉพาะกับผู้ผลิตหรือไม่ แม้ว่าจะเป็นการสูญเสียเงินตราให้กับต่างประเทศแต่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วก็เป็นผลบวกมากกว่าผลลบ

ทั้งนี้กรรมการเสียงข้างน้อยก็มองว่าเมื่อมีการควบรวมแล้วจะมีผลกระทบเพราะว่ามันจะเกิดการผูกขาด แต่กรรมการเสียงข้างมากก็มองว่ามีอำนาจเหนือตลาดเพิ่มขึ้นจริงแต่ยังไม่ถึงกับเกิดการผูกขาด เพราะตามทฤษฎีคือจะเกิดการผูกขาดได้จะต้องเหลือผู้เล่นรายเดียวจึงยังมองว่ามีการแข่งขันได้ในระดับหนึ่งปัจจัยนี้จึงยังมีบวกอยู่

ส่วนประเด็นเรื่องผลกระทบเสียหายต่อเศรษฐกิจ กรรมการก็มองว่ามีผลกระทบต่อคู่แข่งคู่ค้าและเอสเอ็มอีแน่ แต่ดูแล้วคู่แข่งก็ยังแข่งขันได้ ตลาดก็ยังเปิดให้รายใหม่เข้ามาได้รายเดิมก็ขยายสาขาได้ แต่กรรมการเสียงข้างน้อยก็มองว่ามันร้ายแรงเพราะอาจจะทำให้ผู้มีอำนาจเหนือตลาดเข้าไปทำลายคู่แข่งหรือทำให้ผู้ผลิตได้รับผลกระทบเยอะ

ส่วนทางด้านผู้บริโภค กรรมการเสียงข้างมากก็มองว่าผู้บริโภคยังมีโอกาสและทางเลือกอยู่ แต่กรรมการเสียงข้างน้อยก็มองว่าการควบรวมครั้งนี้ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลงมากไม่ควรอนุญาตให้ควบรวมเลย แล้วเงื่อนไขที่ออกมาก็ไม่สามารถเยียวยาผลกระทบได้มากพอ แต่เสียงข้างมากก็เห็นว่าควรอนุญาตอย่างมีเงื่อนไขในการเยียวยาแล้วถ้าไม่ให้ควบรวมจะมีผลเสียหายรุนแรงมากกว่า

ช่องโหว่ในเงื่อนไข 7 ข้อ ของ กขค.

ในประเด็นมาตรการทั้ง 7 ข้อ ที่ กขค.ตั้งเอาไว้ ทั้งนี้ กมธ.ได้ถึงมาตรการแรกของ กขค.ว่าปัจจุบันที่ธุรกิจบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เนตหรือที่เรียกว่าอีคอมเมอร์ซนั้นกำลังเติบโตและเห็นว่าซีพีก็มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดนี้สูงกว่าผู้เล่นในตลาดคนอื่นๆ ทำไมจึงไม่มีการห้ามควบรวมธุรกิจที่ทำอีคอมเมอร์ซด้วย เพราะการบอกว่าไม่ได้อยู่ในขอบเขตตลาดเดียวกันก็จะไม่เป็นไปตามสภาพตลาดปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่ไม่ได้ห้ามซีพีเข้าไปถือหุ้นบริษัทคู่แข่งอื่นๆ ด้วยซึ่งตามกฎหมายที่มีอยู่ตราบใดที่ยังไม่เกิน 50% ก็ยังสามารถเข้าไปถือหุ้นได้

สมศักดิ์ได้อธิบายถึงมาตรการแรกที่กำหนดไว้ว่าห้ามให้มาขอควบรวมอีกภายในสามปีนั้นก็เป็นการกำหนดเพื่อให้รู้ว่าภายในสามปีนี้ไม่ต้องมาขออีกควบรวมอีก และกรรมการมองว่าตลาดอีคอมเมอร์ซอยู่กันคนละตลาดจึงไม่ได้นำเข้ามารวมในการวิเคราะห์ทำให้ไม่มีเหตุผลในการห้ามควบรวมในตลาดอีคอมเมอร์ซ อีกมุมหนึ่งก็คืออีคอมเมอร์ซของไทยก็ยังไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งตอนนี้สามารถแบ่งออกมาได้เป็นสามส่วนคือมาเก็ตแชร์ของแพล็ตฟอร์มอย่างลาซาด้าหรือช็อปปี้ ตลาดที่สองคือกลุ่ม E-tailing (Electronic Retailing) ที่ค้าปลีกทำอยู่ โดยมีรายใหญ่ที่สุดคือสหพัฒน์ และตลาดส่วนที่สามคือโซเชียลมีเดียซึ่งสำหรับไทยมีการขายผ่านช่องทางนี้เยอะมากและต่างจากประเทศอื่นๆ แต่ที่ห้ามเรื่องควบรวมกับธุรกิจค้าส่งไว้เพราะว่าไม่เช่นนั้นจะเกิดการควบรวมแพลตฟอร์มทั้งหมดแม้ว่าจะคนละตลาดก็จริง ซึ่งสำหรับตลาดธุรกิจค้าส่งในต่างจังหวัดแล้วก๋มีไม่น้อย อย่างเช่นกรณีซูเปอร์ชีพที่อยู่ในภูเก็ตก็มีมูลค้าเป็นหมื่นล้านต่อปีเหมือนกัน ส่วนเรื่องระยะเวลา 3 ปี ก็ถือว่าเป็นระยะเวลาที่สมควรสำหรับคู่แข่งรายเดิมหรือรายใหม่ที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเข้ามาซึ่งก็เป็นไปตามที่สากลใช้กันคือก็ให้ตลาดคู่แข่งรายเดิมกับรายใหม่มีเวลาปรับตัว

สมศักดิ์กล่าวต่อในส่วนของมาตรการเชิงควบคุมพฤติกรรมที่เหลืออีก 6ข้อว่า คณะกรรมการฯ มองว่าเมื่อเป็นธุรกิจรายใหญ่และมีอำนาจตลาดมากขึ้นแล้วต้องดูแลผู้ผลิตที่เป็นเอสเอ็มอีโดยเพิ่มยอดขายสินค้าให้กับเอสเอ็มอีร้อยละ 10 เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่ใช่การเอายอดของเทสโก้กับซีพีมารวมกันเพื่อกดราคากับผู้ผลิตสินค้า ก็เป็นโอกาสของเอสเอ็มอีในการขยายตลาดตัวเอง และยังมีมาตรการไม่ให้เอาข้อมูลราคาสินค้าของผู้ผลิตมาแบ่งกันระหว่างธุรกิจเพื่อไปกดดันกับผู้ผลิตด้วย และนอกจากนั้นยังกำหนดให้เทสโก้ต้องคงสัญญากับผู้ผลิตไว้ 2 ปี ซึ่งรวมไปถึงสัญญากับผู้ผลิตที่เหลืออยู่ไม่ถึง 2 ปีด้วยซึ่งต้องขยายออกไปให้ถึงสองปี เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้ผลิตสินค้า

พิจารณ์ตั้งสังเกตว่าการช่วยเหลือยอดขายสินค้าที่ขายผ่านเซเว่นและโลตัส ทำไมถึงเป็น10% แล้วตอนนี้ตัวเลขยอดขายในช่องทางต่างๆ ของเอสเอ็มอีในห้างเหล่านี้อยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ และการห้ามไม่ให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างธุรกิจ ข้อนี้จะไม่เป็นจริง เพราะจะสามารถตรวจสอบได้อย่างไรว่าในกรณีมีผู้ผลิตสินค้า A ที่ได้ทำข้อตกลงการค้าไว้กับทั้งซีพี เทสโก้ และแมคโครไว้ทั้ง3 บริษัทจะไม่เกิดการแบ่งปันข้อมูลกันเพราะอาจจะเป็นเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์คุยกันก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งคณะกรรมการจะมีแนวทางอย่างไรในการตรวจสอบว่าแนวปฏิบัติเรื่องห้ามแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันจะเกิดขึ้นได้จริง

พิจารณ์ยังตั้งคำถามต่อไปว่า ส่วนมาตรการที่ให้คงข้อตกลงทางการค้าไว้กับผู้ผลิตไว้สองปี จากประสบการณ์ของเขาก็จะรู้ว่าในแต่ละครั้งที่ทำข้อตกลงกันกับห้างร้านครั้งแรกก็จะมีเป็นเอกสารข้อตกลงออกมาที่เรียกว่าเป็นข้อตกลงทางการค้า แต่ในระหว่างปีก็จะมีการวางเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกที่ไม่ได้เป็นข้อตกลงทางการค้าอยุ่เสมอโดยเฉพาะช่วงปลายปี แล้วก็จะมีสัญญาแนบท้ายเกิดขึ้นที่ไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นข้อตกลงทางการค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย จึงสงสัยว่า กขค.จะควบคุมอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร

สมศักดิ์ ตอบคำถามว่าตอนนี้ยังไม่ทราบข้อมูลว่าแต่ละบริษัทมียอดขายสินค้าของผู้ผลิตที่เป็นเอสเอ็มอีอยู่เท่าไหร่บ้าง จะต้องรอให้การควบรวมเสร็จสิ้นแล้วให้ทางบริษัทส่งข้อมูลรายชื่อเอสเอ็มอีอยู่เท่าไหร่ หลังจากนั้นทางบริษัทจะเพิ่มยอดขายให้กับเอสเอ็มอีร้อยละ 10 ต่อปี ส่วนเรื่องของการกำกับดูแลทางผู้ผลิตก็ต้องปกป้องตัวเองด้วย ในทางปฏิบัติอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดกับผู้ผลิตรายย่อยแต่กับรายใหญ่เขาไม่ยอมแน่ ซึ่งรายใหญ่เขาก็กังวลเรื่องนี้ ก็เลยมีมาตรการป้องกันสองปี ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีผู้ผลิตรายใดออกมาทักท้วง แต่ถ้าผู้ผลิตไม่ป้องกันตัวเองทาง กขค.เองก็ลำบากที่ผ่านมาก็มีข้อร้องเรียนเข้ามาเหมือนกัน

ส่วนประเด็นที่กำหนดมาตรการให้เฉพาะเทสโก้ต้องคงข้อตกลงและสัญญาไว้กับผู้ผลิตเป็นเวลาสองปีเพราะมองว่าเป็นการรวมเอาเทสโก้เข้ามาเป็นหลักก็เลยไม่ได้มีเงื่อนไขกับซีพี

พิจารณ์ตั้งคำถามเพิ่มเติมว่าในกรณีที่ผู้ผลิตจะต้องปกป้องตัวเองตามที่ กขค. ชี้แจงจะทำได้อย่างไร และยังแสดงความเห็นต่อการที่ กขค. ออกมาตรการเฉพาะเทสโก้คงสัญญาและข้อตกลงไว้กับผู้ผลิตสองปี แต่ไม่ได้กำหนดกับ ซีพีด้วย ในกรณีนี้หากเทสโก้แชร์ข้อมูลกับซีพีแล้วพบว่าผู้ผลิตมีส่วนแบ่งทางการค้าให้กับเทสโก้มากกว่าเซเว่น ก็จะกลายเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับฝ่ายหลังในการเรียกส่วนแบ่งจากผู้ผลิตเพิ่มขึ้นได้อีกหลังเกิดการควบรวมธุรกิจ ซึ่งเขาคิดว่าในส่วนของมาตรการข้อ 4 ก็น่าจะต้องรวมซีพีเข้าไปด้วย

สมศักดิ์ตอบประเด็นนี้ว่าก็ต้องเขียนห้ามไว้ แล้วผู้ผลิตที่เป็นรายใหญ่ก็คงไม่ยอมถ้ามีการต่อรองแบบนั้น แต่ในทางปฏิบัติทาง กขค. ก็เป็นห่วงอยู่สำหรับผู้ผลิตรายเล็กทั้งนี้ก็ต้องพยายาม ส่วนผู้ผลิตก็ต้องปกป้องตัวเองแล้วก็ร้องเรียนมาที่ กขค. เพราะถ้าไม่ร้องเรียนมาทาง กขค.ก็ไม่ทราบ เพราะกฎหมายฉบับเดิมมีการกำหนดเป็นคดีอาญาทางผู้ผลิตก็ไม่กล้าร้องเรียนมาเพราะกว่าคดีจะสิ้นสุดผู้ผลิตก็ปิดกิจการไปแล้ว กฎหมายฉบับนี้ก็เลยมีมาตรา 67 ที่ให้อำนาจ กขค. ในการออกคำสั่งยับยั้งได้เลย ซึ่งเป็นมาตรการเยียวยาไว้ก่อน

ศิริกัญญากล่าวว่าถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ของ กขค. ว่าจะเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ก็ยังมีประเด็นที่น่ากังวลในส่วนของห่วงโซ่อุปทานในธุรกิจอาหารของกลุ่มซีพี ซึ่งก็จะเกิดปัญหาเช่น การรู้ข้อมูลมูลค่าสินค้าในตลาดประเภทใดสูง บริษัทก็อาจจะผลิตมาทดแทนแล้ววางแทนสินค้าเดิมไปเลยในเซเว่นฯ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้ซีพีที่มีทั้งธุรกิจไฮเปอร์มาเก็ตกับร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลที่มีอยู่มาช่วงชิงความได้เปรียบ ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นและความได้เปรียบจากการแบ่งปันข้อมูลระหว่างธุรกิจอีก เพราะว่าโดยสภาพคือซีพีมีธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

สมศักดิ์ตอบในประเด็นนี้ว่ามีแนวปฏิบัติสำหรับธุรกิจค้าปลีกอยู่แล้ว ห้ามไม่ให้มีการเอาเปรียบหากมีการนำข้อมูลไปใช้ก็มีบทลงโทษอยู่แล้ว แต่การทำให้เกิดการบังคับใช้ก็ไม่ง่ายแต่ กขค.ก็จะพยายามทำให้เกิดขึ้น

ในที่ประชุม กมธ.ยังมีการแสดงความเห็นว่ามาตรการ 7 ข้อไม่น่าจะครอบคลุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างเช่นการปิดสาขาก็จะส่งผลให้คนตกงาน ซึ่งก็ต้องระบุให้ได้ว่ามีผลกระทบอะไรบ้างแล้วแต่ละผลกระทบจะมีมาตรการมาจัดการปัญหาอย่างไร

สมศักดิ์ไม่ได้ตอบในประเด็นนี้และขอให้รอคำวินิจฉัยฉบับสมบูรณ์ออกมาก่อน แต่เขาระบุว่า กขค.ก็ให้ทางบริษัททำรายงานส่งทุกไตรมาสแล้ว เพราะก็เคยมีปัญหาเรื่องทำสินค้ามาแข่งแต่เขาก็มีเหตุผลทางธุรกิจของเขา แต่ถ้าจะทำก็ต้องช่วยเอสเอ็มอีทำยอดขายให้ได้อย่างน้อย 10% ด้วย ซึ่งก็จะเป็นภาระของบริษัทที่จะต้องทำแล้วจะทำได้ยากหรือง่ายเราไม่สน ซึ่งก็น่าจะช่วยชดเชยในส่วนที่ กขค.เป็นห่วงอยู่ได้

พิจารณ์ เสนอว่ากรณีการควบรวมของซีพีมีความแตกต่างเป็นพิเศษเพราะมีธุรกิจอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทานซึ่งทำให้มีอำนาจหลายอย่างกว่าบริษัทอื่นมาควบรวม ก็น่าเป็นห่วงกับเอสเอ็มอีและผู้ผลิตที่ขายสินค้าให้กับบริษัทเหล่านี้ ตัวเขาเองมีข้อเสนอให้มีเงื่อนไขเพิ่มอีกสักข้อหนึ่งคือการควบคุมสินค้าที่ขายอยู่ในเซเว่นอีเลฟเว่น เทสโก้และแมคโคร ที่จะต้องมีสินค้าที่เป็นแบรนด์ซีพีหรือบริษัทในเครือไม่เกินกี่เปอร์เซนต์ของยอดขายทั้งหมดก็น่าจะควบคุมข้อห่วงกังวลเรื่องที่บริษัทที่ควบรวมกันจะมีการผลิตสินค้ามาทดแทนและช่วยควบคุมให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับการส่งเสริมหรือคัดสรรสินค้าเข้าไปในร้านค้าเหล่านี้

สมศักดิ์กล่าวว่าต้องยอมรับก่อนว่าตลาดการค้าเป็นตลาดเสรี แน่นอนว่ารายใหญ่ย่อมได้เปรียบรายเล็กเป็นเรื่องธรรมดา รายใหญ่ก็ต้องแข่งกับรายใหญ่ นอกจากซีพีแล้วก็ยังมีผู่ผลิตสินค้าครบวงจรรายใหญ่รายอื่นที่แข่งขันได้ในระดับหนึ่ง มาตรการที่ กขค.ออกมาคือไม่สามารถให้ไปกันคนอื่นได้ ถ้าซีพีจะไปห้ามขายของคนอื่นแล้วต้งขายแต่ของที่ซีพีผลิตอันนี้จะผิดกฎหมายทำไม่ได้อยู่แล้ว และถ้าคุมมากเกินไปมีต้นทุนสูงขึ้น คนที่จะได้รับความเสียหายคือผู้บริโภค แต่ กขค. ก็จะไปพยายามกำกับดูแลตรงนี้ว่ามาตรการที่ออกมาจะไปขัดขวางผู้ผลิตรายอื่นโดยเฉพาะรายย่อยหรือไม่ แล้วกรรมการก็มองว่าถ้ารายย่อยสามารถพัฒนาได้แล้วตลาดที่สำคัญก็จะเป็นตลาดต่างประเทศเอสเอ็มอีบ้านเราตอนนี้ที่มีปัญหาคือผลิตเก่งแต่บริหารไม่เป็น ถ้าไม่ผ่านมืออาชีพออกไปส่งออกยากมาก

ส่วนประเด็นการควบรวมและการมีอำนาจเหนือตลาดสมศักดิ์กล่าวว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก การควบรวมบริษัทของรายใหญ่จะเกิดมากขึ้นอย่างแน่นอนเพราะต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่กังวลแต่ก็คงไปห้ามไม่ได้ยกเว้นจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงๆ

สมศักดิ์ตอบในประเด็นที่ กมธ.ตั้งคำถามเกี่ยวกับการรายงานที่บริษัทต้องส่งและการติดตามว่าบริษัทได้ปฏิบัติตามมาตรการของ กขค.หรือไม่ว่า ส่วนมาตราการที่บริษัทจะต้องทำรายงานส่งให้ กขค. รายงานดังกล่าวทาง กขค.กำลังจะออกแบบแนวทางการติดตามผลให้ละเอียดเพื่อกำกับดูแลในข้ออื่นๆ อย่างเช่นเรื่องที่ต้องเพิ่มยอดขายให้ผู้ผลิตรายอื่น 10% ก็ต้องดูว่าเดิมมีอยู่เท่าไหร่และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างไร

ส่วนเรื่องการอุทธรณ์การอนุญาตให้ควบรวมถือเป็นอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ซึ่งคนที่จะดำเนินการได้ต้องเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในการอุทธรณ์คำสั่ง ส่วนบริษัทที่ได้รับคำสั่งโดยตรงก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งของ กขค.ได้อยู่แล้วเพราะกฎหมายเขียนเอาไว้

ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการที่ให้บริษัทต้องทำยอดขายให้สินค้าของผู้ผลิตรายอื่น 10% เป็นมาตรการที่ไม่ได้ช่วยทำให้อำนาจต่อรองของผู้ผลิตเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่แล้วยังเป็นการกำหนดให้เพิ่มในส่วนของยอดขายไม่ใช่ยอดซื้อจากผู้ผลิตซึ่งก็อาจจะไม่ได้มีผลดีกับผู้ผลิตจริง สิ่งที่ กขค. ควรจะทำคือคงสภาพการแข่งขันไม่ต่างไปจากเดิม คือการหนุนเสริมเอสเอ็มอีมีก็ดีแต่คิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของ กขค.เท่าไหร่

สมศักดิ์ตอบประเด็นนี้ว่า กขค.เองก็ยอมรับว่าการแข่งขันจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญแน่ เพียงแต่จะทำอย่างไรหลักในการควบรวมธุรกิจควบรวมแล้วจะต้องเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีการควบรวมกัน แต่เมื่อเกิดการควบรวมกันแล้วจะทำอย่างไรให้ประโยชน์ที่บริษัทได้รับเกิดการส่งผ่านไปยังสวัสดิการสังคม ตัวอย่างเช่นบางประเทศก็อาจจะมีการดูแลเรื่องราคา หรือกรณีออสเตรเลียก็จะไม่ให้มีการขายธุรกิจทิ้งเพราะอาจจะทำให้ธุรกิจที่ถูกขายออกไม่มีคนซื้อจนต้องปิดกิจการซึ่งมีผลตามมาคือคนตกงาน ซึ่ง กขค.ก็จะพยายามไม่ให้บริษัทที่ควบรวมไปเอาเปรียบคนอื่นและเมื่อบริษัทได้เปรียบไปแล้วก็ต้องมีภาระต่อสวัสดิการสังคม

ส่วนประเด็นในการติดตามผลและการลงโทษในกรณีที่บริษัทไม่ทำตามเงื่อนไขของ กขค. การกำกับดูแลจะเป็นส่วนของคณะกรรมการ แต่ส่วนที่จะไปบังคับใช้จะเป็นหน้าที่ในส่วนของสำนักงานจะเป็นผู้ติดตามและรายงานผลว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่กลับมาที่คณะกรรมการ

พิจารณ์เสนอว่าที่ กขค.ต้องติดตามดูคือการปรับราคาสินค้าหลังการควบรวมแล้วมีนัยยะสำคัญหรือไม่ และการรายงานผลประกอบการในส่วนของรายได้ควรให้ผู้ประกอบการชี้แจงว่ารายได้ที่มาจากการขายสินค้าและรายได้จากส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่มาจากการขายสินค้ามีสัดส่วนเท่าไหร่ เพราะจะเปรียบเทียบได้ว่ารายได้ที่มาจากข้อตกลงทางการเค้าเป็นเท่าไหร่ ถ้ารายได้ที่ไม่ได้มาจากการขายสิ้นเพิ่มขึ้นมากก็จะไม่ปกติแล้ว ซึ่งสามารถสุ่มสัมภาษณ์ผู้ค้าทั่วประเทศแล้วหลังเกิดการควบรวมแล้วเพื่อเป็นมาตรการเชิงรุกในการช่วยผู้ประกอบการแทนจะให้ผู้ประกอบการมาร้องเรียนเท่านั้น

สมศักดิ์กล่าวตอบสุดท้ายว่าจะรับข้อเสนอจากที่ประชุมไปพิจารณา

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์