กรีนพีซพบขยะพลาสติกจากเครือซีพีมากที่สุด 2 ปีติดต่อกันจาก 2 ที่ในเชียงใหม่-ชลบุรี

กรีนพีซเผยหลังตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกที่เก็บได้จากดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่ และหาดวอนนภา จังหวัดชลบุรีเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา 5 อันดับแรกได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ โอสถสภา กลุ่มธุรกิจ TCP และแลคตาซอย


ภาพโดย Wason Wanichakorn / Greenpeace

กรีนพีซ ประเทศไทยเปิดเผยรายงานการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก(Brand Audit) ที่เก็บได้จากบริเวณดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ และหาดวอนนภา จังหวัดชลบุรี เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา[1] ระบุผู้ผลิตแบรนด์ในประเทศ 5 อันดับแรกที่พบจำนวนขยะพลาสติกมากที่สุด คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ โอสถสภา กลุ่มธุรกิจ TCP และแลคตาซอย

พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่กรีนพีซดำเนินการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกในประเทศไทย และเราก็ยังคงพบแบรนด์สินค้าและขยะประเภทเดิม ๆ ที่หลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้น พลาสติกที่ปนเปื้อนในระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารจึงไม่ใช่เพียงปัญหาการทิ้งขยะ หากเป็นมลพิษพลาสติก(plastic pollution) ซึ่งจำเป็นต้องจัดการตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงเมื่อพลาสติกหมดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ บริษัทเจ้าของแบรนด์ต่าง ๆ จะต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการจัดการขยะพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ เช่น ค่าเก็บขยะ ค่าดูแลและจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากมลพิษพลาสติกที่ตนเองก่อ”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการจัดการและป้องกันมลพิษพลาสติกคือการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต จริงอยู่ที่รัฐบาลมี Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 ตลอดจนนโยบาย แผนแม่บท และมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินงานภายใต้กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ในขณะที่ภาคเอกชนริเริ่มแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่มาตรการเหล่านี้อยู่บนฐานความสมัครใจ (voluntary) ที่อาศัยความร่วมมือร่วมใจและจิตสำนึกของคน ไม่มีผลในทางกฏหมาย (legally-binding) การไม่มีกฎหมายบังคับใช้ควบคู่ไปด้วย จึงยากที่จะแก้ปัญหาได้ ยิ่งกว่านั้นคือ รัฐบาลยังไม่เคยทุ่มเทเรื่องการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมถึงข้าราชการและภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาอย่างแท้จริงเลย”

กิจกรรมตรวจสอบแบรนด์จากขยะพลาสติกในประเทศไทยปี 2563 นี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 มีอาสาสมัครเข้าร่วมกว่า 70 คน เก็บรวบรวมขยะพลาสติกได้ทั้งหมด 13,001 ชิ้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่พบมากที่สุด คือ บรรจุภัณฑ์อาหาร 8,489 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน 3,273 ชิ้น ในขณะที่ประเภทพลาสติกที่พบตกค้างในสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คือ พลาสติกอื่นๆ [2] 3,763 ชิ้น โพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง (HDPE) 2,740 ชิ้น และโพลีโพพีลีน (PP) 1,851ชิ้น ตามลำดับ

การตรวจสอบแบรนด์ (Brand Audit) เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ร่วมกันของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนในนาม Break Free From Plastic ที่เกิดขึ้นใน 55 ประเทศทั่วโลก โดยอาสาสมัครนำขยะพลาสติกที่เก็บได้มาตรวจสอบแบรนด์สินค้าและประเภทของขยะพลาสติก [3] จากการตรวจสอบแบรนด์จากขยะพลาสติกที่เก็บได้จาก 55 ประเทศ ผู้ผลิตแบรนด์ 3 อันดับแรกที่พบมากที่สุด คือโคคา-โคล่า, เป๊ปซี่โค และเนสท์เล่

กรีนพีซเรียกร้องบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค(Fast Moving Consumer Goods:FMCG) ถึงการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต(extended producer responsibility) และแผนงานลดรอยเท้าพลาสติก(plastic footprint) และการยุติการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ล้นเกินที่ออกแบบให้ใช้ครั้งเดียวทิ้งและกลายเป็นมลพิษในสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมมิติดังต่อไปนี้ ;

มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยตรวจวัดและรายงานถึงปริมาณและชนิดของพลาสติกที่ใช้ การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ การลดใช้และการกำจัดพลาสติกอย่างสม่ำเสมอทุกปีโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระ

จัดทำนโยบายลดพลาสติกและแผนการเปลี่ยนผ่าน โดยประกาศเจตนารมย์ที่จะลดรอยเท้าพลาสติก (plastic footprint) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านจากพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งไปสู่บรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำและ ระบบใหม่ในการกระจายสินค้า และเผยแพร่แผนดังกล่าวให้ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีกรอบเวลากำหนดชัดเจน และเกณฑ์วัดเปรียบเทียบเพื่อที่จะติดตามความก้าวหน้าต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทานของตน

ลดละเลิกบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยเริ่มจากการกำจัดพลาสติกที่ไม่จำเป็นและสร้างปัญหาและกำหนดวันที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งจะไม่ถูกนำมาใช้ในธุรกิจอีกต่อ

ลงทุนกับระบบใช้ซ้ำและระบบกระจายสินค้าแบบใหม่

ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์รวมถึงจัดให้มีการเฝ้าติดตามและจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและทางสังคมต่อชุมชนท้องถิ่น และกำหนดให้ “ขยะในทะเล” เป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ในการประเมินวงจรชีวิตและการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้าทั้งหมด

พิชามญชุ์ รักรอด กล่าวปิดท้ายว่า “ไม่มีทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติกหากไร้ซึ่งปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดใช้พลาสติกและลดการผลิตพลาสติก คำมั่นสัญญาของภาคอุตสาหกรรมและนโยบายรัฐบาลที่มีอยู่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเพื่อจัดการกับมลพิษพลาสติกนั้นไม่เพียงพอ แผนการขยายอุตสาหกรรมพลาสติกจะยิ่งทำให้เกิดมลพิษพลาสติก การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ต่อระบบนิเวศทะเลและมหาสมุทรมากขึ้น”

หมายเหตุ

[1] รายงานผลการตรวจสอบแบรนด์(Brand Audit)จากขยะพลาสติกในประเทศไทย ปี 2563 สามารถดูได้ที่ https://act.gp/THBrandAudit2020

[2] พลาสติกอื่นๆ (Other) หรือพลาสติกหมายเลข 7 หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยพลาสติกหลายชั้น(Multi Layer) หรือมีส่วนผสมของพลาสติกมากกว่า 1 ชนิด 

[3] รายงานผลการตรวจสอบแบรนด์(Brand Audit)จากขยะพลาสติกทั่วโลก ปี 2563 สามารถดูได้ที่ https://www.breakfreefromplastic.org/wp-content/uploads/2020/12/BFFP-2020-Brand-Audit-Report.pdf

[4] รายงานผลการตรวจสอบแบรนด์(Brand Audit)จากขยะพลาสติกในประเทศไทย ปี 2562 สามารถดูได้ที่  https://act.gp/THBrandAudit2019

[5] ดาวน์โหลด Infographic หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) ได้ที่ https://act.gp/EPRinfo

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์