3 ธ.ค. ยืนยันพบผู้ลักลอบเดินทางเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ ติดเชื้อ COVID-19 อีก 6 ราย


กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย เข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ออกตรวจพื้นที่ อ.แม่สาย ในการป้องกัน COVID-19 | ที่มาภาพ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

3 ธ.ค. 2563 ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 13 ราย โดยเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกัน (Quarantine Facilities) 7 ราย ประกอบด้วย อินเดีย 1 ราย สหรัฐอเมริกา 1 ราย เม็กซิโก 1 ราย สวีเดน 1 ราย ปากีสถาน 1 ราย และ เนเธอร์แลนด์ 2 ราย ทั้งหมดพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ อีก 6 ราย เดินทางมาจากเมียนมา แต่ไม่ได้เข้าในสถานที่กักกัน

สำหรับรายละเอียดผู้ป่วยใหม่วันนี้ รายที่ 1 เป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 35 ปี อาชีพ นักปิโตรเคมี เดินทางจากอินเดีย เข้าพัก Alternative State Quarantine ในกรุงเทพฯ

รายที่ 2 เป็นหญิงสัญชาติไทย อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานร้านอาหาร เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา เข้า State Quarantine ในกรุงเทพฯ

รายที่ 3 เป็นหญิงสัญชาติไทย อายุ 46 ปี อาชีพช่างเย็บผ้า เดินทางมาจากเม็กซิโก เข้าพัก State Quarantine ในจังหวัดชลบุรี

รายที่ 4 เป็นหญิงสัญชาติอียิปต์ อายุ 32 ปี อาชีพแพทย์ เดินทางมาจากสวีเดน เข้าพัก Alternative Hospital Quarantine ในกรุงเทพฯ

รายที่ 5 เป็นชายสัญชาติปากีสถาน อายุ 37 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางมาจากปากีสถาน เข้าพัก Alternative State Quarantine ในจังหวัดสมุทรปราการ

รายที่ 6-7 เป็นหญิงสัญชาติไทย อายุ 42 ปี และ 49 ปี เดินทางมาจากเนเธอร์แลนด์ เข้าพัก Alternative State Quarantine ในกรุงเทพฯ และชลบุรี

ส่วนผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมียนมาทั้ง 6 ราย ทั้งหมดเป็นหญิงไทย อายุ 23 ปี, 25 ปี, 28 ปี, 36 ปี, 25 ปี และ 21 ปี เดินทางเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติ

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กลุ่มนี้ติดเชื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน มีความสัมพันธ์กับสถานบันเทิง เดินทางเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และได้เดินทางไปหลายจังหวัด ส่วนใหญ่ในภาคเหนือ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา พิจิตร กรุงเทพฯ ราชบุรี มีผู้สัมผัสทั้งหมด 699 คน เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 175 คน ผลตรวจเป็นลบ แต่ยังต้องตรวจซ้ำตามขั้นตอน และอีก 524 คนเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ

นพ.โอภาส กล่าวว่า เชื่อว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยทางปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้ดำเนินการทั้งเชิงรุกและตั้งรับเพื่อให้ประเทศไทยปลอดภัย

ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่าปลอดภัยจากโควิด-19 มากที่สุด ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีการระบาดเพิ่มขึ้นตลอด โดยเปรียบการต่อสู้กับโควิด-19 เหมือนสงคราม ที่มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นทัพหน้า ประชาชนเป็นฝ่ายสนับสนุน และที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

"อยากให้ทุกคนอย่าปกปิด หลบหนี เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง และยังเป็นผลเสียต่อผู้อื่น ต่อประเทศชาติด้วย"

สำหรับจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมในประเทศ ล่าสุดอยู่ที่ 4,039 ราย เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อภายในประเทศ 2,454 ราย และผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 1,585 ราย ส่วนผู้ป่วยรักษาหายแล้วเพิ่มอีก 10 ราย รวมเป็น 3,832 ราย ยังมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 147 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 60 ราย

ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก ล่าสุดมียอดผู้ป่วยติดเชื้อรวม 64,834,951 ราย เสียชีวิตแล้ว 1,499,175 ราย โดยสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยติดเชื้อสะสมมากสุด 14,313,941 ราย รองลงมาคืออินเดีย 9,533,471 ราย ตามมาด้วยบราซิล 6,436,650 ราย รัสเซีย 2,347,401 ราย และฝรั่งเศส 2,244,635 ราย ขณะที่ไทยอยู่ที่อันดับ 151

รมว.สาธารณสุข เลื่อนคลายล็อกมาตรการ หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดลักลอบเข้าปท.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลักลอบกลับเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติใน จ.เชียงรายว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ขณะนี้ยังไม่สามารถคลายล็อกมาตรการต่างๆ ได้ ต้องเลื่อนออกไปก่อนเพื่อความปลอดภัย และขอให้ทุกคนมั่นใจและเดินทางท่องเที่ยวในประเทศได้ตามปกติ โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปี แต่ต้องป้องกันตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ใช่การระบาดระลอกสอง และยังไม่มีการล็อกดาวน์จังหวัดชายแดน แต่จะมีการควบคุมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของผู้ติดเชื้อทุกคนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ขอประณามกลุ่มคนดังกล่าวที่ลักลอบเข้าประเทศและไม่กักตัวซึ่งถือว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคม ทำให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมืองอย่างมหาศาล โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว ดังนั้นขอให้ผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยงออกมาแสดงตัวเข้ารับการตรวจโรคและกักตัวตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากมีการท้วงติงว่าหากดำเนินคดีอาจมีการหลบหนี แต่ย้ำว่าได้ประสานไปยังหน่วยงานความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เพื่อปิดช่องทางการลักลอบเข้าไทย และมีทีมแพทย์-พยาบาล พร้อมรับมืออย่างเต็มที่แล้ว

สรุปยอดผู้ป่วยโควิด-19 ใน จ.เชียงราย รวม 15 ราย

นายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์โควิด-19 ที่ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 2 โดยได้เข้าฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ผู้ป่วย และกลุ่มเสี่ยงที่ยังต้องกักตัวเฝ้าระวังรอดูอาการทั้งหมดที่ข่ามกลับมาจากเมียนมา ที่ห้องประชุมด่านศุลกากรแห่งที่ 2 ซึ่งจากรายงานของนายแพทย์ศิริศักดิ์ นันทะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สาย รายงานว่า ผลการตรวจหาเชื้อจากผู้หญิงที่มาวันจีวันเช้านี้พบว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 อีก 3 ราย สรุปยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดเชียงราย รวม 15 ราย ส่วนผู้ที่ข้ามมาจากฝั่งเมียนมาโดยเฉพาะผู้ที่มาจากวันจีวันได้มีการแยกกักตัวไว้ในโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สาย

ส่วนผู้ที่พบเชื้อรายใหม่ 3 ราย ตอนนี้ได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแม่สาย โดยมีทีมแพทย์ดูแลติดตามอาการ จากนั้นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการตรวจหาเชื้อในกลุ่มเสี่ยงของรถพระราชทานที่ด่านพรมแดนแห่งที่ 2 พร้อมกล่าวว่าสถานการณ์โควิด-19 ในจังหวัดเชียงรายไม่น่าห่วง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขสามารถควบคุมได้ ถ้ากรณีมีผู้เดินทางเข้าไทยผ่านด่านพรมแดนและเข้าสู่กระบวนการกักตัวรอดูอาการ อย่างไรก็ตามการพบผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดเชียงรายยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และจากรายงานของ ทีบีซีฝั่งเมียนมาพบว่า มีคนไทยที่เป็นพนักงานของวันจีวันอยู่ในระบบประมาณ 50-70 คน ซึ่งไม่รวมถึงผู้ที่ลักลอบข้ามไปทำงานด้านบริการ

ยังไม่ล็อกดาวน์จังหวัดเสี่ยงพบผู้ติดเชื้อทั้ง 10 คน 

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์หญิงไทยลักลอบข้ามแดนเมียนมาติด COVID-19 ว่า ขณะนี้หญิงไทยทั้ง 10 คนที่ติดเชื้อ COVID-19 อยู่ในโรงพยาบาล และมีอาการไม่หนักมาก ซึ่งภาพรวม สธ.ยังยืนยันว่ามีการควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และยังไม่พบว่ามีการติดเชื้อไปยังบุคคลอื่น โดยทั้งหมดสามารถติดตามค้นหากลุ่มเสี่ยงและสอบสวนโรคเพื่อทำไทม์ไลน์ ยืนยันไม่น่ามีปัญหาในการแพร่กระจายเชื้อ

ส่วนการที่โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ สั่งปิดทั้งที่นักเรียนไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ใช่ทุกพื้นที่จะอันตราย เสี่ยงติดเชื้อทั้งหมด  การพิจารณความเสี่ยงจะถูกจำกัดเป็นบางพื้นที่ โดยหากประชาชน ผู้ปกครองเป็นกังวล ให้สอบถามไปยังสาธารณสุขจังหวัดได้

“ไม่จำเป็นต้องล็อกดาวน์จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อ โดยการเฝ้าระวังต้องรอผลการตรวจของผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสสูง ในรอบ 2 โดยขณะนี้ผลส่วนใหญ่ยังเป็นลบ แต่ต้องกักตัว 14 วัน”

หากภายใน 7 วัน ผลยังไม่บวก ถือว่ายังไม่มีการระบาดสู่วงผู้สัมผัสกลุ่มอื่น และหากผ่านพ้นไปถึง 10 วัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงสูง ถือว่าปลอดภัย แต่หากครบ 14 วันก็ถือว่าปลอดภัย เบื้องต้น กำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้ติดตาม ค้นหา ผู้ที่อยู่ในกลุ่มสัมผัส โดยมองว่า เหตุการณ์โควิด-19 เหมือนการต่อสู้กับสงคราม กระทรวงสาธารณสุขอยู่ทัพหน้า ประชาชนต้องเป็นฝ่ายสนับสนุน ช่วยกันใยการป้องกัน ให้ดีเหมือนที่เราเคยทำได้และผ่านกันมา

ใครไปงาน Farm Festival จุดไหนเสี่ยงบ้าง

ส่วนผู้ไปงาน Farm Festival ที่สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย และที่มีคำถามว่าเสี่ยงแค่ไหน นพ.โอกาส กล่าวว่า จากการสอบสวนโรคกรณีหญิงพะเยา ที่เดินทางไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวแล้วพบว่ามีการนั่งในโซน ประมาณแถวที่ 8 โต๊ะที่ 1-8 (สีเหลือง) โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้

19.30 น. ซื้อตั๋ว ลาน C
19.38 น. ถึงจุดตรวจอาวุธ
19.41-45 น. เข้าป่าหลังห้องน้ำบ้านแดง
19.48 น. เข้างานทางประดู Farm Festival

นพ.โอภาส กล่าวว่า ดังนั้นหากคนที่อยู่ในจุดเหล่านี้ และมีความกังวลว่าจะเสี่ยงหรือไม่ให้เข้ารับบริการตรวจหาเชื้อที่สสจ.เชียงใหม่ และสสจ.เชียงราย ส่วนการแบ่งประเภทความความเสี่ยง จะขึ้นแต่ละบุคคล หากผู้ติดเชื้อใส่หน้ากากอนามัย ความเสี่ยงที่จะแพร่ไปยังผู้อื่นจะน้อยลง รวมถึงหากผู้สัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยฯด้วย ความเสี่ยงก็จะลดลงไปอีก แต่หากไม่ใส่หน้ากากอนามัยเกิน 5 นาที ถือว่า ความเสี่ยงสูง และหากอยู่ในสถานที่แออัด เกิน 15 นาที ถือว่ามีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

ส่วนบนเครื่องบิน มีมาตรการให้ใส่หน้ากากอนามัยทุกคนอยู่แล้ว ความเสี่ยงจะต่ำ แต่หากไม่ใส่หน้ากากอนามัย กลุ่มเสี่ยงคือ 2 แถวหน้า และ 2 แถวหลัง และนั่งแถวเดียวกับผู้ป่วย เบื้องต้นขอให้สอบถามทางสาธารณสุขได้ และตอนนี้ทางกรมควบคุมโรค มีรายชื่อทั้งหมดอยู่และจะติดต่อไปตามขั้นตอนเพื่อนำมาตรวจคัดกรอง

“กรณีผูู้นั่งเครื่องบิน ส่วนใหญ่ใส่หน้ากากอนามัยทุกคน และถ้าไม่ใส่ 2 แถวหน้าและสองแถวหลังมีความเสี่ยง ซึ่งขอชื่นชมกรณีศิลปินที่ได้รับการติดต่อไป แล้วร่วมมือในการกักตัวทันที ”
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า 10 จังหวัดพื้นที่เสี่ยงห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่ นพ.โอภาส ยังยืนยันว่าความเสี่ยงขึ้นกับคนที่ติดเชื้อเข้าไปในจุดไหนมากกว่า รวมทั้งตัวพื้นที่ที่ผู้ป่วยไปมีการทำความสะอาดต่อเนื่อง ก็จะลดความเสี่ยงลงไปได้

ผู้จัดการโรงแรม 1G1 ท่าขี้เหล็ก เผยมีหญิงไทยข้ามไปทำงาน 180 คน 

นพ.ทศเทพ บุญทอง นายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงราย เปิดเผยว่าคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.เชียงราย ได้มีประกาศให้ผู้ที่มีสัญชาติไทยและตกค้างอยู่ใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ให้สามารถกลับเข้ามาตามช่องทางปกติตรงด่านพรมแดนไทย-เมียนมาสะพานข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 ได้ โดยได้มีการประสานผ่านคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา หรือ ทีบีซี ให้ช่วยประสานงาน ซึ่งเรื่องนี้จะยังไม่พูดถึงเรื่องคดีความใด ๆ แต่เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองตรวจหาเชื้อดูแลสุขภาพให้อย่างดีด้วย โดยผลจากการดำเนินการดังกล่าวพบว่าวันที่ 2 ธ.ค.นี้ มีคนไทยแสดงตนขอกลับเข้ามาประเทศไทยแล้วจำนวน 31 คน

อย่างไรก็ตามจากการประสานงานก็ได้รับทราบจากผู้จัดการโรงแรมวันจีวัน จ.ท่าขี้เหล็ก ว่ามีคนไทยทำงานอยู่ในโรงแรมจำนวน 180 คน และทั้งหมดมีผู้แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับมาอีก 17 คน

ทั้งนี้ทางทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคได้มีการเตรียมรับเข้ามา จากนั้นทุกคนได้รับการตรวจหาเชื้อและพาไปกักดูอาการที่ศูนย์กักดูอาการ หรือ Local Quarantine ใน อ.เมืองเชียงราย ต่อไป

ด้านนายณรงค์ ลือชา หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีรถโมบายพระราชทานออกตรวจ COVID-19 เข้าไปบริการตรวจโรคที่ จ.เชียงราย 2 คัน โดยประจำอยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 จำนวน 1 คัน และอยู่ที่บ้านป่าเหมือด ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งโรงแรมที่หญิงสาวที่ลักลอบข้ามเข้ามามักไปพักก่อนจะเดินทางเข้าสู่ชั้นในของประเทศซึ่งจะรองรับการตรวจได้วันละ 200-300 คน สามารถสนับสนุนกรณีกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งคนขับรถไปส่งหญิงสาวพนักงานโรงแรมชาวบ้านในชุมชน

เพิ่มกำลังสกัดลักลอบข้ามแดน

ด้าน พล.ต.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีการเพิ่มเติมกำลังพลเข้าไปสกัดกั้นการลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดนอีกจำนวน 80 นาย และได้มีการระดมกำลังพลจากงานด้านอื่น ๆ มาใช้ในภารกิจป้องกันไม่ให้มีคนลักลอบข้ามแดน โดยจะมีการตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพิ่มอีก 4 จุดในพื้นที่ล่อแหลม รวมทั้งจะบูรณาการกับตำรวจ ฝ่ายปกครองและชุมชน เป็นด่านตรวจคัดกรอง 3 ชั้นด้วย

ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง กล่าวว่า คนไทยที่อยู่ใน จ.ท่าขี้เหล็ก หากต้องการกลับประเทศให้แจ้งความประสงค์ที่นายจ้างหรือผ่านคณะกรรมการประสานงานชายแดนฝ่ายเมียนมาแล้วกลับเข้ามาอย่างถูกต้องผ่านด่านพรมแดน สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 แม้ว่าอาจจะมีค่าปรับบ้างแต่ไม่มากแต่ประโยชน์ที่จะได้คือการเข้าสู่ระบบการป้องกัน COVID-19 อย่างมีระบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการไทยพร้อมให้การช่วยเหลืออยู่แล้ว

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ลงนามประกาศจังหวัดถึงสถานการณ์โควิด-19 ยันทีมสอบสวนโรคเก็บตัวอย่างตรวจแล้วกว่า 600 ราย ล้วนผลเป็นลบ 

วันนที่ 3 ธ.ค. 63 เวลา 17.30 น. นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงนามประกาศจังหวัดเชียงใหม่ เรื่อง สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 โดยระบุว่า ด้วยปรากฎว่าพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รายที่ 42, 43 และ 44 ของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม 2563 ซึ่งผลการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยทั้งหมดได้ติดเชื้อและเดินทางมาจากต่างประเทศ ปัจจุบันได้รับการรักษาตัวและมีอาการดีขึ้นตามลำดับ ข้อมูลจากการติดตามผู้สัมผัสและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ณ วันที่ 2 ธ.ค. 2563 เวลา 10.00 น. พบว่าได้ติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงได้แล้ว 88 คน จากทั้งหมด 90 คน ทราบผลตรวจแล้วเป็นลบทั้งหมด โดยทุกคนอาการปกติดี จะได้รับการกักกันภายในสถานที่ที่กำหนดและติดตามโดยเจ้าหน้าที่จนครบ 14 วัน นอกจากนั้นยังได้ตรวจผู้สัมผัสในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำและกลุ่มอื่น ๆ ร่วมด้วยไปแล้วทั้งสิ้นรวม 523 ราย ทั้งหมดผลเป็นลบ จากข้อมูลดังกล่าวทำให้มั่นใจได้ว่า

ขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานของการแพร่กระจายเชื้อในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยทางคณะกรรมการโรคติดต่อจะได้ดำเนินการติดตามผู้สัมผัสโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างใกล้ชิดตลอดระยะจนครบ 14 วันหลังจากการสัมผัสวันสุดท้าย

จังหวัดเชียงใหม่ได้ยกระดับมาตรการในการป้องกันโรคทั้งจังหวัด โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคทุกระดับ ออกตรวจตรา ติดตาม และกำชับให้สถานประกอบการทุกประเภทในพื้นที่ เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เข้าไปใช้บริการในสถานประกอบการของตน โดยเฉพาะการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือสบู่ และการลงทะเบียนในแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” โดยรายงานผลการปฏิบัติให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ทราบทุกวัน พร้อมทั้งสุ่มตรวจโรคโควิด-19 ในเชิงรุกสำหรับพนักงานที่มีโอกาสสัมผัสกับบุคคลอื่นในสถานประกอบการทุกแห่ง

นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้อาสาสมัครโควิดหมู่บ้าน - ชุมชน ค้นหาผู้เข้าไปในหมู่บ้านหรือชุมชนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น อีกทั้งได้สั่งการให้บูรณาการหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่อำเภอชายแดนทุกอำเภอ จัดชุดลาดตระเวนช่องทางเข้าออกธรรมชาติตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยไม่ผ่านการกักตัวตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด และจังหวัดเชียงใหม่ได้หารือกับภาคเอกชน ในการร่วมกันวางมาตรการและแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จังหวัดเชียงใหม่จึงได้ดำเนินการตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) อย่างเข้มงวดในทุกสถานที่ และการดูแลตนเองของประชาชน

ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ [1] [2] | TNN | Thai PBS [1] [2] | สำนักข่าวนอร์ทพับลิคนิวส์ : Northpublicnews

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์