COVID-19: 6 ธ.ค. ไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14 คน พบติดเชื้อในประเทศที่ กทม.

6 ธ.ค. ศบค.แถลงไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14 คน ยืนยันผู้ติดเชื้อในประเทศที่ กทม. 1 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อจากการทำงาน Alternative State Quarantine - จ.เชียงราย แถลงพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 9 คน ทั้งหมดอยู่ใน Local State Quarantine

6 ธ.ค. 2563 ศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 โดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาการอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. และ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อแถลงสถานการณ์โรค COVID-19 แถลงวันนี้ ไทยพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ 14 คน โดย

- เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศจาก กทม.จำนวน 2 คน*(ล่าสุดมีการปรับตัวเลขเป็น 1 คน)

- เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ (เมียนมา) 2 คน*(ล่าสุดมีการปรับตัวเลขเป็น 3 คน)

- เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้า State Quarantine แล้ว 10 คน ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย 2 คน เบลเยียม ยูเครน สหรัฐฯ กาตาร์ สวีเดน ญี่ปุ่น เมียนมา และสหราชอาณาจักร ประเทศละ 1 คน

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สถานการณ์ COVID-19 ของไทยวันนี้ เวลา 11.00 น.ผู้ป่วยยืนยัน จำนวน 4,086 คน หายป่วยแล้วรวม จำนวน 3,853 คน รักษาตัวอยู่ รพ.จำนวน 173 คน เสียชีวิตรวมจำนวน 60 คน

ทั้งนี้อัตราการเจ็บป่วยต่อประชากร 100,000 คนอยู่ที่ 6.15 ซึ่งถือว่ายังไม่มาก หากเทียบกับประเทศซีกโลกตะวันตกโดยมีผู้ติดเชื้อในประเทศ 2,459 คน และมาจากต่างประเทศ 1,627 คน แนวโน้มผู้ติดเชื้อวัยหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้นจากกรณี จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ในช่วงอายุ 20-29 หรือ 30- 39 ปี

นพ.ทวีศิลป์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกราฟตัวเลขผู้ป่วยจำนวน 14 คน ยังถือว่าไม่เยอะมาก หากเทียบกับช่วงเดือน มี.ค.ที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะนั้นมีตัวเลขที่สูงซึ่งขณะนี้ยังไม่เยอะมากโดยอยู่ในหลักสิบยังสามารถติดตามได้ และยืนยันว่าจำนวนเตียงยังเพียงพอ

ขณะนี้มีผู้ป่วยจำนวน 14 คนผู้ป่วย 2 คนที่มาจากการติดเชื้อในประเทศ เป็นผู้หญิงอายุ 27 ปี มีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยงคือ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และมาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ขณะที่หญิงอีกคนหนึ่งทำงานที่ Alternative State Quarantine (ASQ) เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อจากการทำงาน ขณะนี้ควบคุมดูแลแล้ว

ขณะที่อีก 10 คน เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้า State Quarantine ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย 2 คน เบลเยียม ยูเครน สหรัฐฯ กาตาร์ สวีเดน ญี่ปุ่น เมียนมา และสหราชอาณาจักร ประเทศละ 1 คน

ทั้งนี้ผู้ที่เดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติจำนวน 2 คน (รายที่ 3-4) ซึ่งมาจากประเทศเมียนมา โดยเป็นชายอายุ 70 ปี และ หญิงอายุ 26 ปีทำงานจากสถานบันเทิง จ.ท่าขี้เหล็ก รักษาตัวอยู่ที่ แม่สอดและ รพ.นครพิงค์

ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก มึผู้ติดเชื้อยืนยัน 66,847,041 คน เพิ่มขึ้น 620,775 คน เสียชีวิต 10,096 คน รวมเสียชีวิต 1,534,344 คน 5 อันดับแรก สหรัฐอเมริกา อินเดัย บราซิล รัสเซีย และฝรั่งเศส ไทยอยู่อันดับ 151

จ.เชียงราย แถลงพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 9 คน ทั้งหมดอยู่ใน Local State Quarantine

คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานประชุมความคืบหน้าสถานการณ์ COVID-19 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย แถลงว่าวันนี้จังหวัดเชียงราย พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 9 คน โดยทั้งหมดอยู่ใน Local State Quarantine *(ตัวเลข 9 คน นี้จะนำไปรวมกับการแถลงของ ศบค. ส่วนกลางในวันที่ 7 ธ.ค. 2563)

จากผู้ติดเชื้อล่าสุด ส่งผลให้จังหวัดเชียงราย มีผู้ป่วยติดเชื้อรวม 20 คน เป็นกลุ่มที่ทำงาน 1G1 จำนวน 19 คน เป็นคนในจังหวัดเชียงรายที่สัมผัสผู้ป่วยจำนวน 1 คน

นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าหากผู้ที่ต้องการเข้าประเทศไทยไม่ลักลอบเข้าเมือง และเข้ามาตามระบบปกติ Local State Quarantine ของจังหวัด ก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ล่าสุด ข้อมูลศูนย์คัดกรองและส่งต่อจังหวัดเชียงราย Local State Quarantine ณ วันที่ 5 ธ.ค. เวลา 20.00 น. มีผู้กักตัว 139 คน เสี่ยงสูง 30 คน เสี่ยงต่ำ 109 คน

ทั้งนี้ การตรวจค้นหาผู้ป่วยเพิ่ม โดยรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย 

2 ธ.ค. 2563 ด่านฯ แม่สาย จำนวน 279 คน ผลการตรวจ ไม่พบเชื้อทุกราย

3 ธ.ค. 2563 ด่านฯ แม่สาย /สถานีขนส่งแม่สาย จำนวน 315 คน ผลการตรวจ ไม่พบเชื้อทุกราย

4 ธ.ค. 2563 สิงห์ปาร์ค / ที่ว่าการอำเภอเมือง จำนวน 927 คน ผลการตรวจ ไม่พบเชื้อทุกราย

5 ธ.ค. 2563 สิงห์ปาร์ค/ ที่ว่าการอำเภอเมือง จำนวน 1,054 คน รอผลตรวจ

สรุปตรวจทั้งหม 2,575 คน ไม่พบเชื้อ 1,521 คน รอผลตรวจ 1,054 คน

สสจ.เชียงใหม่ นำรถเคลื่อนที่ออกตรวจโควิดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่ำ 2 จุด

จากกรณีที่ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการประชุมด่วน เนื่องจากมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่จำนวน 5 รายรวด ของจังหวัดเชียงใหม่ และมีการสั่งการให้มีการทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเปิดไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อเป็นหญิงอายุ 29 ปี และหญิงไทยอายุ 23 ปี และหญิงไทยอายุ 25 ปี และชายไทยอายุ 32 ปี และหญิงไทยอายุ 26 ปี ทั้งหมดมีประวัติลักลอบข้ามแดนกลับเข้ามาในประเทศไทย และเข้ามาท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. 2563 นพ.กิตติพันธุ์ ฉลอม ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ได้นำรถพระราชทานชีวนิรภัย ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงสัมผัส บริเวณเทสโก้ โลตัส สาขาคำเที่ยง และที่บริเวณตลาดศิริวัฒนา (ตลาดธานินท์) ซึ่งสถานที่ทั้งสองแห่งเป็นพื้นที่ที่หญิงไทยที่หนีเข้ามาในประเทศไปเดินเที่ยวเล่นซื้อของ วันนี้ปรากฏว่าหลังจากรถพระราชทาน มาจอด ได้มีประชาชนชาวเชียงใหม่กว่า 200 คน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ ที่ทำงานในสถานที่ทั้งสองแห่ง รวมถึงประชาชนที่มาเดินเที่ยววันและเวลาเดี่ยวกันมาขอรับการตรวจ

นายแพทย์กิตติพันธ์ เปิดเผยว่า หลังมีการตรวจสอบไทม์ไลน์ของผู้ป่วยพบว่า มีการเดินทางมาที่ห้างแห่งนี้ ซึ่งจากการที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สอบสวนโรคและดูกล้องวงจรปิดภายในห้างและนอกห้าง พบว่าหญิงผู้ป่วยสองคนใช้เวลาในแต่ละสถานที่ไม่นานไม่ถึง 5 นาที ซึ่งก็ยังถือว่าพนักงานและประชาชนที่เดินทางมาซื้อของในช่วงเวลานั้นยังถือว่าเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ และเพื่อให้เกิดความสบายใจกับผู้สัมเสี่ยงต่ำ ทางเจ้าหน้าที่เราจึงได้เข้ามาให้ตรวจให้บริการ โดยในช่วงเช้านี้จะให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. จะเก็บตัวอย่างผู้ที่มาตรวจทั้งหมดที่ลงทะเบียนไว้ 200 คน

ส่วนช่วงบ่ายวันนี้เวลา 13.00 น. จะเดินทางไปตรวจให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดศิริวัฒนา หรือ ตลาดธานินท์ด้วย เพราะหลังจากที่มาเดินห้างแล้ว หญิงสาวผู้ป่วยทั้งสองรายได้เดินทางไปจ่ายตลาดต่อในช่วงเวลา 18.10-19.00 น.ด้วย โดยตลาดนี้ก็เช่นกัน ผู้ป่วยทั้งสองใช้เวลาแต่ละจุดไม่นาน จึงไม่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง แต่ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายตลาดช่วงนั้นได้สบายใจและไม่เกิดความเครียด รวมไปถึงสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่จะเดินทางเข้าไปซื้อของที่ตลาดด้วย

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมด 46 ราย ล่าสุดเป็นกลุ่มแก๊งที่ไปโรงแรม 1G1 ที่ป่วยติดเชื้อโควิดเป็นหญิง 4 ราย และชาย 1 ราย ซึ่งเป็นดีเจในผับ

'ประยุทธ์' สั่งคุมเข้มป้องกันโควิดพื้นที่ภาคเหนือ สร้างความมั่นใจ ปชช.ท่องเที่ยวปลายปี

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มมาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย หลังได้รับรายงานการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย เสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยขอให้ทุกภาคส่วนคุมเข้มในมาตรการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง ติดติดตามตัวผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และย้ำถึงมาตรการเพื่อเฝ้าระวังคนกลุ่มเสี่ยงสัมผัส ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ในการวางแผนเดินทางท่องเที่ยว ทั้งช่วงหยุดยาวระหว่างวันที่ 10 -13 ธ.ค. เทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ โดยคาดหวังให้ประชาชนท่องเที่ยวด้วยความสบายใจ ปลอดภัยจากโรคระบาด

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เตรียมลงพื้นที่ จ.เชียงราย ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์ภายหลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศ โดยจะเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรค อ.แม่สาย และ ด่านพรหมแดน อ.แม่สาย สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์ แห่งที่ 2 และมีกำหนดการตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ Local Quarantine ณ โรงแรมแม่โขงเดลต้า ก่อนไปยังตลาดสดบ้านดู่ ซึ่งนอกจากเพื่อสร้างความมั่นใจต่อประชาชนแล้ว ยังเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักในเวลานี้ด้วย

"นายกรัฐมนตรี เป็นกำลังใจเจ้าหน้าที่ให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอบคุณในความเสียสละของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยวปลายปี โดยรัฐบาลเชื่อมั่นในมาตรการการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจพบผู้ติดเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือประชาชนว่าการ์ดอย่าตก การใช้ชีวิตประจำวันยังต้องสวมใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ เช่นเดียวกับสถานประกอบการต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการเอง"นางสาวไตรศุลี กล่าว

สธ. เตือนผู้โดยสาร 4 เที่ยวบิน สังเกตตัวเอง 14 วัน หลังเจอคนติดโควิด

 

ผู้ที่เดินทางตามสายการบินดังกล่าว ให้สังเกตตัวเองเป็นเวลา 14 วัน หากพบอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์หรือโทรแจ้ง 1422 ค่ะ

โพสต์โดย กระทรวงสาธารณสุข เมื่อ วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2020

 

เพจกระทรวงสาธารณสุข แจ้งเตือนประชาชนผู้ที่เดินทางตามสายการบิน ให้สังเกตตัวเองเป็นเวลา 14 วัน หากพบอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์หรือโทรแจ้ง 1422 หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด

โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่เป็นผู้โดยสารสายการบิน 4 เที่ยว ได้แก่ 

เที่ยวบิน DD8717 สายการบินนกแอร์ เชียงราย-กรุงเทพ วันที่ 28 พ.ย. เวลา 13.40 น. 

เที่ยวบิน SL533 สายการบิน Thai Lion Air เชียงราย-กรุงเทพ วันที่ 29 พ.ย. เวลา 10.40 น.

เที่ยวบิน WE137 สายการบิน Thai Smile เชียงราย-สุวรรณภูมิ วันที่ 29 พ.ย. เวลา 20.30 น. และ เที่ยวบิน SL545 สายการบิน Thai Lion Air เชียงราย-กรุงเทพ วันที่ 30 พ.ย. เวลา 19.15 น.

โดยผู้โดยสารที่เดินทางมากับสายการบิน ทั้ง 4 ให้สังเกตอาการตนเอง เป็นเวลา 14 วัน นับจากวันเดินทาง หากมีไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่นรส ลิ้นไม่รับรส ให้โทรแจ้ง 1422 หรือหน่วยงานสาธารณสุขใกล้บ้าน และไปรับการตรวจที่ รพ.ใกล้บ้าน โดยสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง จากผู้อื่น ๆ

สธ.เผยภาพรวมติดโควิดเชื่อมโยงท่าขี้เหล็ก 23 คน ยันไม่ใช่ระลอก 2 - ผู้ที่ป่วย จ.สิงห์บุรี มีช่วงเวลาเดียวที่เข้าห้องน้ำใกล้เคียงผู้แพร่เชื้อ

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาการอธิบดีกรมควบคุมโรค และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวสรุปสถานการณ์การพบการติดเชื้อโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับเคสที่เดินทางมาจากจังหวัดท่าขี้เหล็กประเทศเมียนมา ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.–6 ธ.ค. 2563 มีรวม 23 คน กระจายในหลายจังหวัด แบ่งเป็น

-จ.เชียงใหม่ พบผู้ป่วย 5 คน

-จ.เชียงราย พบผู้ป่วย 11 คน โดย 5 คนพบใน Local Quarantine และในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 1 คน ได้แก่ ชายอายุ 28 ปี หรือ สาวสอง นอนร่วมห้องกับหญิงพะเยาที่ติดเชื้อ ก่อนหน้า มีประวัติเดินทางไปเที่ยวงานฟาร์มเฟสติวัล โดยพบว่ามีประวัตินอนร่วมห้องเดียวกับเพื่อน

-กทม. พบผู้ป่วย 3 คน รายแรกพบผู้ป่วยในช่วงต้นธันวาคม กลับมาจากเมียนมา ส่วนรายที่ 2 เป็นชาย 30 ปี หรือ สาวสอง ที่รักษาตัวที่ รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน ซักประวัติเดินทางไปท่าขี้เหล็ก โดยเข้ารับการตรวจวันที่ 4 ธ.ค. เช่นเดียวผู้ป่วยรายล่าสุด หญิง อายุ 26 ปี ที่เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ เป็นเพื่อนของสาวสอง วัย 30 ปี ทั้งคู่ เดินทางไป จ.ท่าขี้เหล็ก เมียนมา ตั้งแต่วันที่ 6-28 พ.ย. และกลับมา กทม. เริ่มมีอาการ จึงเดินทางด้วยรถส่วนตัวไปตรวจหาเชื้อแล้วพบว่าป่วย ทำให้ต้องมีการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางร่วมเที่ยวบินกับ 2 คนนี้ ได้แก่ สายการบินไทยสมาย์ เที่ยวบิน WE 137 เชียงราย–กทม. วันที่ 29 พ.ย. และสายการบินไลออนแอร์ เที่ยวบิน SL 545 เชียงราย-กทม. เมื่อวันที่ 30 พ.ย. เนื่องจากผู้ป่วย 2 คนนี้ เดินทางกลับกันคนละวัน โดยเคสนี้มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 5 คน เสี่ยงต่ำ 10 คน

ส่วนผู้ป่วยในจังหวัดอื่นๆ พบผู้ป่วยจังหวัดละ 1 คน ได้แก่ จ.ราชบุรี ผู้ป่วยอายุ 36 ปี, จ.พิจิตร อายุ 25 ปี, จ.สิงห์บุรี อายุ 51 ปี และ จ.พะเยา อายุ 28 ปี โดยในส่วนของผู้ที่ป่วย จ.สิงห์บุรี เป็นหญิง 51 ปี จาการสอบสวนโรค พบว่าเป็นผู้ที่เดินทางร่วมเที่ยวบินกับหญิง กทม. และพิจิตร ที่ติดเชื้อโควิดก่อนหน้านี้ โดยเป็นการเดินทางด้วยสายการบินนกแอร์ DD 8717 เมื่อวันที่ 28 พ.ย. โดยหญิงสิงห์บุรีนั่งที่นั่ง 52 ซี ห่างจากหญิงติดเชื้อโควิดก่อนหน้าที่นั่งเลขที่ 44 เจ และ 44 เค ซึ่งห่างกันถึง 8 แถว แต่จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ของสนามบินแม่ฟ้าหลวงพบว่า มีช่วงเวลาเดียวที่เข้าห้องน้ำใกล้เคียงกัน จึงขอแจ้งให้ผู้ที่เดินทางด้วยสายการบินดังกล่าวหากพบว่ามีอาการป่วยให้เร่งแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วย ว่าเดินทางมาจากสายการบินนี้ หรือไม่สบายใจสามารถขอรับการตรวจได้ โดยเบื้องต้นผู้สัมผัสร่วม 227 คน แบ่งเป็นเสี่ยงสูง 32 คน ตรวจเบื้องต้นพบเป็นลบทั้งหมด แต่ต้องกักดูอาการจนครบ 14 วัน เสี่ยงต่ำ 195 คน

ศูนย์โควิด-19 ปรับตัวเลข พบป่วยใหม่ 14 ราย ติดในประเทศ 1 ราย

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. เฟสบุ๊คศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในประเทศไทย ประจำวัน มีผู้ป่วยรายใหม่ 14 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศเข้าสถานกักกันโรค (Quarantine) 10 ราย ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 3 ราย (เดิมประกาศตอนเช้า เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2 ราย และ มาจากต่างประเทศ 2 ราย ) รวมสะสม 4,086 ราย แบ่งเป็น การติดเชื้อในประเทศ 2,459 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 1,627 ราย รักษาหายป่วยแล้ว 3,853 ราย ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล (รพ.) 173 ราย เสียชีวิตสะสม 60 ราย ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ป่วยสะสม 4,086 ราย รับรักษาในกรุงเทพมหานคร และ จ.นนทบุรี จำนวน 2,217 ราย ภาคเหนือ 136 ราย ภาคกลาง 873 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 112 ราย ภาคใต้ 748 ราย

สาเหตุที่ศูนย์โควิด-19 ต้องปรับตัวเลขผู้ติดเชื้อของประเทศไทยใหม่ เนื่องจากหนึ่งผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่งยอมรับกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขว่า ได้มีการเดินทางเข้าออกระหว่างไทยและเมียนมาในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจากไทม์ไลน์พบว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวติดเชื้อระหว่างที่อยู่ในเมียนมาแล้ว ดังนั้นรายนี้จึงไม่ใช่การติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย

ผู้ป่วยโควิดปิดบังเจ้าหน้าที่ลอบข้ามแดนที่ อ.แม่สอด รู้อีกทีอาการโคม่า

ราษฎรบ้านวังตะเตียน หมู่ที่ 7 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เริ่มหวั่นวิตกกับการระบาดของโรคไวรัสวิด-19 หลังจากทราบว่ามีชายไทยวัย 70 ปี ได้รับเชื้อโควิด-19 และถูกนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแม่สอด โดยร้านค้าในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับบ้านชายดังกล่าว ต้องปิดประตูร้าน และเปิดช่องให้มีเฉพาะยื่นของ และเงินเท่านั้น แต่ห้ามไม่ให้ลูกค้าเข้าไปในร้าน

สำหรับชายดังกล่าวมีภรรยาเป็นชาวเมียนมา ก่อนลักลอบข้ามมาในประเทศไทยนั้น เมื่อ 2-3 เดือนก่อนอยู่กับภรรยาที่บ้านแม่กะไน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จากนั้นเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2563 ได้เดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่งจังหวัดเมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด และในวันที่ 29 พ.ย. 2563 ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยช่องทางธรรมชาติแถบบ้านวังตะเคียน จากนั้นเริ่มมีอาการป่วย ตัวร้อน ให้บุตรเขยดูแล 

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563 บุตรสาวจาก กทม.กลับบ้านไปช่วยดูแลอาการป่วย และวันที่ 4 ธ.ค. 2563 มีอาการหนัก หอบเหนื่อยมาก จึงเรียกรถพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนไปรับเพื่อนำไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ในระหว่างทางอาการกำเริบหนัก จึงต้องไปส่งโรงพยาบาลแม่สอด

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแจ้งว่า ขณะนี้ได้กักกันสถานที่ผู้มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งหมดจำนวน 13 คน ในจำนวนนี้มีทั้งญาติ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรัฐ 9 คน โรงพยาบาลเอกชน 4 คน สรุปล่าสุดมีผู้ป่วยด้วยเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 คน คือ ชายสัญชาติเมียนมา เชื้อสายอินเดีย และชายไทยอายุ 70 ปี ขณะที่ผู้ป่วย 2 รายเดิมเป็นชายชาวเมียนมา 1 ราย หญิงไทย 1 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลแม่สอดเป็นระยะเวลา 16 วันแล้ว

ยืนยันสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19ในไทยปัจจุบันยังอยู่ในภาวะควบคุมโรคได้ 

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าขณะนี้ไทยพบผู้ติดเชื้อในหลายจังหวัด ซึ่งในบางกรณีก็ไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้น การดำเนินงานของทางจังหวัดที่มีความเข้มแข็งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคให้ได้ ถ้าพบผู้ติดเชื้อรายหนึ่ง ผู้ติดเชื้อต้องได้รับการรักษา ผู้สัมผัสทุกคนต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบ้ติการ และจะต้องมีการกำกับในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งโรงพยาบาล ยานหาหนะให้เป็นไปตามมาตรฐานป้องกันโรค จากนั้นกรมควบคุมโรคก็จะประเมินร่วมกับจังหวัด ถ้าสามารถติดตามผู้สัมผัสได้ดี ไม่มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาก ประชาชนร่วมมือดี ก็จะทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยดี

อย่างจ.เชียงใหม่ มีผู้ป่วย 5 ราย ขณะนี้การดำเนินการต่าง ๆ ไม่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก ถือว่าสถานการณ์จ.เชียงใหม่อยู่ภายใต้การควบคุม มีความปลอดภัย สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ ส่วนจ.เชียงราย พบผู้ป่วย 11 ราย โดยระยะหลังเป็นผู้ป่วยที่ตรวจพบในสถานกักกันโรคซึ่งสามารถดำเนินการได้ดี ส่วนจ.พะเยา หลังจากมีเคสแรกแล้วก็ไม่มีผู้ป่วยรายอื่นเพิ่มเติม ผู้สัมผัสก็ได้ตรวจเรียบร้อย ไม่พบการติดเชื้อ ถือว่าอยู่ในระยะปลอดภัย

ขณะที่ จ.พิจิตร พบผู้ป่วยรายเดียว ผู้สัมผัสตรวจได้ครบ ไม่พบการติดเชื้อ จ.ราชบุรี ที่พบผู้ติดเชื้อเดินทางมาจากท่าขี้เหล็ก การควบคุมโรคยังเป็นไปด้วยดี ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม ถือว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม ส่วนจ.สิงห์บุรี พบ 1 ราย ถือว่าอยู่ในภาวะควบคุมโรคได้ เพราะได้ตรวจผู้สัมผัสทุกคนผลออกมาเป็นลบ และรอตรวจผลครั้งที่สองต่อไปในอีก 7 วัน ก็ถือว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม

ที่มาเรียบเรียงจาก: Thai PBS [1] [2] | สำนักข่าวอินโฟเควสท์ | ไทยรัฐออนไลน์ | กระทรวงสาธารณสุข | สำนักข่าวไทย | ศูนย์ข้อมูล COVID-19 | SpringNewsonline | โพสต์ทูเดย์

*อัพเดทข้อมูลเวลา 15.45 น.

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์