คนทำงานภาคสาธารณสุขสหรัฐฯ เกือบ 1,400 คนเสียชีวิตจาก COVID-19


CC0 Public Domain

เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2563 มีรายงานข่าวระบุว่าคนทำงานภาคสาธารณสุขสหรัฐฯ ที่ทำงานในแนวหน้า เกือบ 1,400 คนเสียชีวิตจาก COVID-19 รายงานดังกล่าวเป็นการตรวจสอบของหนังสือพิมพ์อังกฤษ The Guardian ร่วมกับ Kaiser Health News โดยในจำนวนนี้ 1 ใน 3 คือพยาบาล

รายงานยังบอกด้วยว่าพยาบาลจำนวนมากเปิดเผยว่าพวกตนประสบกับความเจ็บป่วยทั้งทางกาย ทางใจ และเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง

บุรุษพยาบาลรายหนึ่งกล่าวกับ The Guardian ว่าในช่วงสองเดือนแรกของการระบาดใหญ่ เขาต้องนำศพผู้ป่วยที่เสียชีวิตใส่ถุงคลุมศพมากกว่าที่เคยทำมาตลอด 25 ปีที่ทำอาชีพนี้ และว่ามีเพื่อนพยาบาลจำนวนมากที่มีภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์สูญเสียร้ายแรง หรือ PTSD (post-traumatic stress disorder)

ความตื่นตระหนกเกี่ยวกับการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในช่วงฤดูหนาวปีนี้ และการสั่งล็อกดาวน์ในหลายเมืองในหลายรัฐของสหรัฐฯ ทำให้สินค้าอุปโภคหลายอย่างกลับมาขาดแคลนอีกครั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นปี โดยสินค้าที่ดูจะหายไปจากชั้นวางของในร้านค้าต่าง ๆ ขณะนี้มากที่สุด คือ กระดาษชำระ สินค้าที่ใช้ทำความสะอาด รวมทั้งถุงมือและอาหารบรรจุกระป๋อง เช่น เนื้อกระป๋องยี่ห้อ Spam เป็นต้น

ไวรัส COVID-19 นี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1.3 ล้านคนทั่วโลก และมากกว่า 1 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตอยู่ในสหรัฐฯ โดยสถานการณ์ ณ วันที่ 9 ธ.ค. 2563 มีผู้เสียชีวิตรายวันเฉลี่ย 2,200 รายต่อวัน และยอดติดเชื้อรายใหม่พุ่งราว 2 แสนรายต่อวัน ทำให้สหรัฐฯ มียอดติดเชื้อสะสมทะลุ 15 ล้านคน เสียชีวิตเกือบ 2.85 แสนคนไปแล้ว

แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ใช่ว่าคนอเมริกันทุกคนจะมีความกระตือรือร้นที่จะฉีดวัคซีนป้องกัน โดยจากผลการสำรวจของ Reuters/Ipsos ระหว่างวันที่ 2-8 ธ.ค. 2563 พบว่าผู้หญิงอเมริกันร้อยละ 35 ระบุว่าไม่สนใจเท่าใดหรือไม่สนใจเลยที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9 จากผลสำรวจครั้งก่อนในเดือน พ.ค. 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่วัคซีนอยู่ระหว่างการพัฒนา ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 55 ระบุว่าสนใจมากหรือค่อนข้างสนใจเข้ารับการฉีดวัคซีน ลดลงร้อยละ 6 จากครั้งก่อน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานฉีดวัคซีนลดลงจากร้อยละ 62 เหลือร้อยละ 53

ผู้อำนวยการศาสตร์การดำเนินการและพฤติกรรมของคณะสาธารณสุขจอห์นส์ฮอปกินส์บลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ของสหรัฐฯ ระบุว่าการโน้มน้าวผู้หญิงให้ยอมรับวัคซีนมีความสำคัญต่อการควบคุมการระบาดของ COVID-19 เนื่องจากผู้ที่เป็นแม่มักเป็นคนที่จัดการนัดพบแพทย์และคอยติดตามการฉีดวัคซีนต่อเนื่อง ผู้หญิงมีความระมัดระวังสูง และชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม การทำให้พวกเธอเชื่อมั่นว่าวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ไม่ได้ใช้ขั้นตอนลัดในกระบวนการอนุมัติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มาเรียบเรียงจาก
COVID Nurse: 'Many of Us Have PTSD' (VOA News, 22/11/2020)
More women than men in U.S. nervous about fast rollout of COVID vaccine, and that's a problem: Reuters poll (Yahoo News, 11/12/2020)

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์