อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์: เกลียดคอมมิวนิสต์แต่ชอบจีน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

มีคนแซวพวกสนับสนุนรัฐบาลลุงตู่บางกลุ่มว่าโจมตีพวกม็อบ 3 นิ้วว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ตัวเองกลับชื่นชอบจีนแผ่นดินใหญ่ อีกทั้งรัฐบาลลุงตู่มีความสัมพันธ์อันดีและยกย่องสรรเสริญรัฐบาลจีนซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ลุงเองยังบอกรัฐมนตรีของตัวเองให้อ่านหนังสือของสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ปรากฎการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องน่าสนใจว่าทำไมถึงเกิดเรื่องย้อนแย้งเช่นนี้สำหรับความคิดของพวกสนับสนุนรัฐบาลลุงตู่ 

ผมคิดว่าปัจจัยหนึ่งก็คือ คนไทยจำนวนมากคิดว่าจีนไม่ใช่คอมมิวนิสต์อีกต่อไป นั่นคือคิดว่าจีนมีฉากหน้าแค่พรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศแบบเผด็จการ แต่แท้ที่จริงเป็นประเทศทุนนิยมและสังคมจีนเป็นสังคมบริโภคนิยม ในปัจจุบันเราจะพบว่าคนจีนมีเสรีภาพมากมาย เป็นตะวันตกนิยม ภาพอันคุ้นตาคือตึกระฟ้าสูงๆ ผลุดเป็นดอกเห็ดในนครเซี่ยงไฮ้หรือนางแบบแต่งชุดแบบตะวันตกเดินบนแคทวอล์คดูราวกับเป็นภาพในยุโรป คนรวยสามารถสะสมความมั่งคั่งได้ไม่หยุดหย่อน ปัจจุบันนี้จีนมีเศรษฐีระดับพันล้านถึงเกือบ 400 คน แม้รัฐบาลจะโฆษณาว่าตัวเองได้ช่วยฉุดให้คนจีนหลายร้อยล้านคนออกจากความยากจน แต่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนของจีนถือได้ว่าติดอันดับโลก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากการเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิงตั้งแต่ปี 1978  ซึ่งบางทีก็ไม่ต่างกับหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเลย ดังนั้นภาพคอมมิวนิสต์แบบเก่าของจีนจึงหายไป กลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎระเบียบอันเคร่งครัดและเปี่ยมด้วยความสามารถของผู้นำพรรคที่รักและเสียสละเพื่อประเทศชาติ ดังนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติเรียกการปกครองของสี จิ้นผิงว่าเป็นเผด็จการแบบมีเมตตาหรือ Benevolent Authoritarianism 

อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลายท่านวิเคราะห์ว่าจีนนั้นหาได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากหน้ามือเป็นหลังมือไม่ จีนนั้นเป็นระบบทุนนิยมแบบรัฐชี้นำหรือ state capitalism นั้นคือวงการธุรกิจและบริษัทต่างๆ แม้จะเป็นเอกชนแต่ก็มีแค่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น บริษัทเอกชนขนาดใหญ่อย่าง Huawei Lenovo หรือ Ali Baba ก็ยังมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพรรคคอมมิวนิสต์  นอกจากนั้นบริษัทโดยส่วนใหญ่เป็นของรัฐหรืออยู่ใต้การควบคุมของรัฐ รัฐบาล (ซึ่งเป็นฝาแฝดกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตคนจีนอย่างมหาศาลเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์ยุคเหมา และแม้คนจีนจะมีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเหนือทรัพย์สิน แต่รัฐและส่งกลางก็ยังมีอำนาจเหนือที่ดินอยู่ดี หรือเสรีภาพในการนับถือศาสนาซึ่งรัฐธรรมนูญปี 1982 รับรองก็เป็นแค่กระดาษ เพราะศาสนิกชนหลายศาสนายังโดนรัฐกดขี่ข่มเหงอยู่ดีโดยเฉพาะมุสลิม สำหรับเสรีภาพการแสดงออกทางการเมืองแม้จะมีมากกว่ายุคเหมา นั่นคือลับๆ ล่อๆ หรือ elusive นั่นคือเหมือนกับจะเปิดให้พลเมืองชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่เช่นวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล แต่ถ้าล้ำเส้นกว่านั้นอย่างเช่นล้ำสู่ระดับผู้นำสูงสุดของพรรคก็จะถูกปราบปราม หรือมีการจ้างกองทัพที่เป็นไอโอในการเข้ามาปฏิบัติทางโซเชียลมีเดียในการแทรกแซงเพจที่มีการวิจารณ์รัฐบาลหรือถึงขั้น flood หรือทำให้โซเชียมีเดียเต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ จนดูราวกลับเป็นปฏิวัติวัฒนธรรมยุคใหม่ ยิ่งจีนมีเทคโนโลยีด้านเอไอซึ่งสามารถจับตาดูพฤติกรรมของชาวจีนไม่ว่าทางกายภาพหรือในโลกไซเบอร์แล้ว รัฐจีนจึงเป็น surveillance state หรือรัฐสอดแนมที่รู้ถึงอย่างเกี่ยวกับประชาชนเพื่อเข้าควบคุมพฤติกรรมและความคิดของพวกเขา จีนจึงเหมือนกลับไปเป็นรัฐเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จแบบเกาหลีเหนือแต่ในอีกรูปแบบหนึ่ง อันสะท้อนว่าจีนนั้นยังคราบไคลของคอมมิวนิสต์อยู่มากซึ่งผู้สนับสนุนรัฐบาลลุงตู่อาจ มองข้ามตรงนี้ไป
 
ผู้สนับสนุนรัฐบาลลุงตู่ยังประทับใจในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยเพราะแม้จีนคอมมิวนิสต์ได้ขาดความสัมพันธ์กับไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 1949 แต่ในปลายทศวรรษที่ 50 รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามได้แสดงเจตนาในการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับจีน ในฐานะที่จีนกับไทยอยู่ในกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเหมือนกัน การ กระทำเช่นนี้ก็เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐฯ (อันสะท้อนว่าไทยไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของสหรัฐ ฯ เสียทีเดียว) กระนั้นความสัมพันธ์ไทยจีนก็มาสะดุดหลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยึดอำนาจและจีนให้การสนับสนุนพรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีคึกฤทธิ์ ปราโมชเดินทางไปเชื่อมความสัมพันธ์กับจีนเมื่อปี 1975

กระบวนทัศน์การเมืองของคนไทยต่อจีนจึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือคนไทยเห็นว่าจีนเป็นมิตรกับตน ไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อจีนเลิกสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในภายหลัง อันเป็นสาเหตุสำคัญให้พรรคต้องล่มสลายและกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทยในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คนไทยจำนวนมากยังเชื่อว่าการทำสงครามสั่งสอนเวียดนามของจีนในปี 1979  เป็นการช่วยไทยจากเวียดนาม (ทั้งที่ความจริงจีนมีวัตถุประสงค์หลักอย่างอื่น) และคนไทยก็ชื่นชมมิตรภาพของจีนดังคำพูดอันหวานฉ่ำว่า "ไทยจีนใช่อื่นไกลเป็นพี่น้องกัน" นอกจากนี้กลยุทธ์เด็ดของจีนคือการเน้นความสัมพันธ์กับราชวงศ์ไทยเช่นเติ้ง เสี่ยวผิงเดินทางมาเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 9 อย่างสงบเสงี่ยม และถวายผ้าไตรให้พระบรมโอรสาธิราชฯ ในพิธีผนวชเมื่อปี 1978  รวมไปถึงยกย่องและถวายรางวัลแด่สมเด็จพระเทพฯ (พระนามเดิม)ในฐานะเป็นมิตรที่ดีกับจีน จากการที่พระองค์เสด็จไปเยือนจีนในทุกเขตการปกครอง นอกจากนี้ผู้นำจีนหลายท่านก็เดินทางมาเยือนไทยในฐานะเป็นมิตรที่ดีอยู่บ่อยครั้ง  แม้จีนจะปราบปรามประชาชนจนนองเลือดในปี 1989  หรือล่าสุดก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งปล่อยโควิด- 19 แต่คนรักจีนก็ยังมองจีนในด้านดี และแม้จีนจะมีข่าวในการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นการปราบม็อบฮ่องกงและการจับชาวอุยกูร์เข้าล้างสมองในค่ายกักกันเป็นล้านๆ แต่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าเป็นการใส่ร้ายของสื่อตะวันตกที่อิจฉาจีนซึ่งกำลังทะยานขึ้นเป็นเจ้าโลกในยุคผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างสี จิ้นผิงผู้เป็นต้นแบบของลุงตู่  กล่าวโดยสรุปจีนคือภาพรัฐเผด็จการและยังเปี่ยมด้วยมิตรภาพในอุดมคติของคนไทยโดยเฉพาะพวกผู้สนับสนุนรัฐบาลลุงตู่ที่มีอุดมการณ์ขวาอนุรักษ์นิยม (กระนั้นก็อาจมีคนที่รักลุงตู่แต่เกลียดจีน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องวิเคราะห์เพิ่มอีกในอนาคตว่าทำไม) 

กระนั้นกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลลุงตู่ที่รักจีนก็ยังรู้สึกเกลียดชังคอมมิวนิสต์ซึ่งถูกโฆษณาชวนเชื่อโดยรัฐไทยในช่วงสงครามเย็นว่าไม่ยอมให้พลเมืองมีเสรีภาพหรือกรรมสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล คอมมิวนิสต์ยังเป็นพวกยักษ์มารจ้องล้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  พวกสนับสนุนรัฐบาลลุงตู่จึงมักติดอยู่กับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่จีนยุคสี จิ้นผิง ทั้งที่จีนยุคปัจจุบันก็ยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่ไม่น้อยดังข้างบน อย่างยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ที่มีคนเปรียบเทียบม็อบ 3 นิ้วว่าเหมือนยุวชนแดงหรือ Red Guard (แต่พวกนี้จะไม่โยนความผิดให้เหมา เจ๋อตงเป็นอันขาด เพราะถือว่าเหมาเป็นวีรบุรุษและเป็นต้นแบบของเผด็จการแบบมีเมตตาของท่านสี) ยิ่งเมื่อมีการก่อตั้งขบวนการ RT ที่มีโลโก้เหมือนสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์เช่นฆ้อนกับเคียว พวกผู้สนับสนุนรัฐบาลลุงตู่ก็โจมตีว่าคนเหล่านั้นเป็นคอมมิวนิสต์ (ซึ่งจะสามารถกินรวบได้ว่าพวกนี้คิดล้มเจ้า) และหันมาพรรณนา เพ้อพกถึงฉากหายนะครั้งใหญ่ว่าจะเกิดขึ้นจากความทะเยอทะยานทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนดังกล่าว อย่างที่เกิดในสหภาพโซเวียต เวียดนาม และ กัมพูชาในยุคเขมรแดงที่เอาแนวคิดเหมาอย่างเช่นนารวม (collective farm) จนมีคนตายไป 2 ล้านคนและเกิดผู้อพยพตามชายแดนไทยเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้พวกเขาลืมคิดไปว่ากลุ่มเยาวชนไม่มีอำนาจพอที่จะพลักดันประเทศให้ไปถึงขนาดน้้น หากอย่างมากที่สุดก็คือแนวคิดสังคมนิยมแบบอ่อนอันเน้นสวัสดิการและความเท่าเทียมกันอย่างเช่นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย  อีกทั้งเหตุการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นเป็นปรากฎการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แทบเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะเกิดขึ้นอีกในยุคที่คอมมิวนิสต์ยุคหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายล้วนแต่กลายพันธุ์คือผสมกับทุนนิยม มีแต่คนอยากรวยไม่ได้ศรัทธาถึงสังคมไร้ชนชั้นแบบที่คาร์ล มาร์กซ์ทำนายต่อไปและรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นก็เป็นเผด็จการทั่วไปคือมีการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนไปเรื่อยๆ เหมือนไทย แต่ไม่ใช่ฆ่าคนแบบล้านๆ เหมือนยุคเหมา สตาลินและพล พต ด้วยบัดนี้ระบบเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์มีความมั่นคงแล้ว (เพราะการฆ่าฟันเพื่อนร่วมชาติมากๆ ก็เพื่อแย่งอำนาจกัน) และพวกเขาเรียนรู้ถึงความผิดพลาดของผู้นำรุ่นพี่ในอดีตที่เอาทฤษฏีมาร์กซ์มาใช้แบบดิบๆ  

สรุปการที่กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลลุงตู่เกลียดชังคอมมิวนิสต์ว่าแสนชั่วร้ายแต่แสดงความชื่นชมจีนแต่ก็ล้วนแต่ถูกจินตนาการขึ้นมาเพื่อรับใช้ความคิดทางการเมืองของตนและเล่นงานฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้น

 

ที่มาภาพ: มติชนออนไลน์ www.matichon.co.th/

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์