สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 6-12 ธ.ค. 2563

คาดยังมีแรงงานไทยที่ตกค้างอีก 400 คนในประเทศเมียนมา

หลังจากเจ้าหน้าที่ทางการเมียนมา นำคนไทย 107 คน มาส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่ทางการไทย ที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตามข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมาระดับท้องถิ่น (ทีบีซี) เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2563 โดยพบคนไทยที่เดินทางกลับ 5 คน พบติดเชื้อ COVID-19 เจ้าหน้าที่จึงจัดจัดรถพยาบาลฉุกเฉินข้ามไปรับตัวเป็นกรณีพิเศษ ส่วนที่เหลือจะถูกสอบสวนโรค ซักประวัติ และ เก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อเพิ่มเติม ก่อนจะนำตัวไปยังสถานที่กักกันของรัฐ หรือ Local Quarantine

ตามขั้นตอนของประเทศเมียนมา พบว่าเกือบทั้งหมดเดินทางเข้าเมืองเมียนมาโดยผิดกฎหมาย หรือ ลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติ ดังนั้นจะต้องนำตัวไปขึ้นศาล เพื่อทำการเปรียบเทียบปรับก่อน จากนั้นถึงจะนำตัวส่งข้ามแดนมายังฝั่งไทยบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ของไทย ทั้งนี้ การส่งตัวคนไทยกลับเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด COVID-19

ก่อนหน้านี้คนไทยที่ลักลอบข้ามไปทำงานยัง จ.ท่าขี้เหล็ก เมียนมา ซึ่งคาดว่ามีอยู่นับ 1,000 คน แต่ทยอยกลับมาบ้างแล้วเหลือไม่ถึง 400 คน บางส่วนหนีกลับประเทศด้วยการลักลอบข้ามประเทศตามช่องทางธรรมชาติ โดยไม่ได้มีการคัดกรอง หรือสอบสวนโรค ทำให้เกิดการแพร่ระบาด

นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ประสานงานกับทางการท้องถิ่นเมียนมา ให้ส่งคนไทยที่เหลือทั้งหมดกลับตามช่องทางปกติ โดยผ่านทางทีบีซี และการลงทะเบียนผ่านกระทวงการต่างประเทศ จนมีการมีการทยอยส่งตัวกลับดังกล่าว

ที่มา: Thai PBS, 12/12/2563

เงินสมทบ ประกันสังคม เดือน ธ.ค. 2563 กลับมาจ่ายเต็ม 5 % ตามเดิม ไม่มีลดหย่อน

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2563 มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ให้ลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตน กรณีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

ทั้งนี้ จะเป็นการลดหย่อนการออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ทั้งฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้เหลือฝ่ายละ 2 % ของค่าจ้างผู้ประกันตน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (ก.ย.-พ.ย. 2563)

ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 ให้เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราเดือนละ 96 บาท จากเดิม 432 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ ก.ย.-พ.ย. 2563

ทั้งนี้ เพื่อเยียวยานายจ้าง ผู้ประกันตนต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ในเดือน ก.ย. - พ.ย. 2563

ล่าสุด มาตรการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว นายจ้างและลูกจ้างต้องกลับมาจ่ายเงินสมทบ 5 % ตามเดิม สูงสุดไม่เกิน 750 บาท

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานคณะอนุกรรมการมาตรการแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน เพื่อเสนอแนวทางการพิจารณาลดหย่อนการออกเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง และผู้ประกันตน มาตรา 33 ให้เหลือฝ่ายละ 1% เป็นระยะเวลา 3 เดือน

หากเป็นไปได้ ขอให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 มี.ค. 2564 เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน และทำให้กระตุ้นการใช้จ่าย

ทั้งนี้ มองว่า ทิศทางเศรษฐกิจ แม้ว่าจะเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มาก นายจ้างหลายส่วน ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ รัฐบาลเองก็ต้องการรักษาระดับการจ้างงานเอาไว้ จึงเห็นควรที่จะให้พิจารณาประเด็นดังกล่าว

ที่มา: TNN, 11/12/2563

เสนอให้ลดหย่อนเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง-ผู้ประกันตน อีก ม.ค.-มี.ค. 2564

จากกรณีที่มีการลดหย่อนการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคม สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 โดยลดการจ่ายเงินประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เหลือ 2 เปอร์เซ็นต์(โดยปกติแล้วจะต้องจ่ายอยู่ที่ 5% หรือ 750 บาท) หรือ 300 บาท ส่วนมาตรา 39 ลดเหลือ 96 บาทต่อเดือน ซึ่งงวดสุดท้ายคือเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นเอง

ล่าสุด นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานคณะอนุกรรมการมาตรการแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังหารือกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่า แม้เศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ถือว่า ยังดีขึ้นไม่มาก ซึ่งนายจ้างหลายส่วนยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ทางรัฐบาลจึงต้องการรักษาระดับการจ้างงานเอาไว้

ทั้งนี้ จึงมีการเสนอให้มีการลดหย่อนการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง และผู้ประกันตน มาตรา 33 ให้เหลือฝ่ายละ 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 150 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ถ้าเป็นไปได้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2564

จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุด ของผู้ประกันตนตกงานตอนนี้ผู้ประกันตนตกงาน 7.9 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปถึง 2.5 ล้านคน จากกรณีผู้ที่ถูกสั่งพักงานชั่วคราวอาจถูกให้ออกในอนาคตได้ ดังนั้น ในเร็วๆ นี้ ทางรัฐบาลจึงต้องออกมาตรการมาช่วยเหลือนายจ้าง เพราะถ้านายจ้างอยู่ไม่ได้ก็จะไม่สามารถจ้างงานได้เช่นกัน

ที่มา: ช่อง 3, 11/12/2563

รมว.แรงงาน ห่วงลูกจ้างบริษัท วิงสแปน 2,598 ราย ถูกเลิกจ้างกะทันหัน สั่ง กสร.เร่งช่วยเหลือคุ้มครองตามสิทธิของกฎหมายเป็นการเร่งด่วน

10 ธ.ค. 2563 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ลูกจ้างบริษัท วิงสแปน เซอวิสเซส จำกัด ถูกเลิกจ้างกะทันหันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมตามกฎหมาย ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ติดตามสถานการณ์ด้านแรงงานอย่างต่อเนื่องและมีความห่วงใยลูกจ้างบริษัท วิงสแปน จำนวน 2,598 รายที่ถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน

สำหรับการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว จำนวน 1,072 คน เป็นเงินจำนวน 127,999,622.11 บาท (หนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดล้านเก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันหกร้อยยี่สิบสองบาทสิบเอ็ดสตางค์) สำหรับลูกจ้างอีก 1,526 ราย อยู่ระหว่างการนัดหมายให้เข้ามารับเงินกับนายจ้าง และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพิจารณาออกคำสั่งให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย

นายสุชาติ ยังกล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานประกันสังคม สำนักแรงงานจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หน่วยงานสังกัดกระทรวมมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือลูกจัางตามอำนาจหน้าที่ ทั้งในเรื่องของการหาตำแหน่งานว่าง การดูแลสิทธิผู้ประกับตนเพื่อดำเนินการจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน การพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อบรรเทาความดือดร้อนด้านอาชีพ การช่วยเหลือเงินเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมถึงการจ้างานตามโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ อีกด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 10/12/2563

กกจ.เผยจัดส่งแรงงานไทยทำงานภาคเกษตรที่อิสราเอลแล้ว 858 คน

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยวันนี้ (9 ธ.ค.) ว่า รัฐบาลอิสราเอลแจ้งความต้องการให้แรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตร จำนวน 2,000 คน โดย กกจ.เริ่มจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรฯ ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน มีแรงงานเดินทางไปแล้ว จำนวน 858 คน และวันนี้ จะมีแรงงานเดินทางไปอีก 264 คน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำพิเศษ สายการบิน El Al Israel Airlines เที่ยวบินที่ LY 082 ออกเดินทางจากประเทศไทยเวลา 09.20 น. และมีกำหนดถึงปลายทางกรุงเทลอาวีฟเวลา 15.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น และเตรียมทยอยเดินทางไปอีกในวันที่ 17 และ 24 ธันวาคม 2563 ประมาณ 800 คน

ทั้งนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแรงงานที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศเป็นผู้นำรายได้เข้าสู่ประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งยังสามารถนำทักษะประสบการณ์การทำงานที่ได้กลับมาพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทั่วโลกพบความยากลำบากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งย้ำให้เห็นว่าแรงงานไทยมีทักษะเป็นที่ต้องการ รวมทั้งประเทศไทยมีนโยบายการบริหารจัดการโรคโควิด-19 เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 9/12/2563

'ไรเดอร์ Grab' นัดร้องนายกฯ โอดโดนเอาเปรียบ-ขาดความโปร่งใส

8 ธ.ค. 2563 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเคลื่อนที่เร็ว และกลุ่มสันทนาการ หรือไรเดอร์ บริษัท Grab จำนวน 350 คน นำโดย นายพรเทพ ชัชวาลอมรกุล ผู้แทนกลุ่มสันทนาการ และนายสุริยา ภูจอม ผู้แทนกลุ่มเคลื่อนที่เร็ว ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทรืโอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ผ่าน นายสุภรณ์ อัตถาวงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดให้แก้ไขปัญหาการทำงานของไรเดอร์ บริษัท Grab

ทั้งนี้ ตามที่ตัวแทนไรเดอร์กลุ่มต่างๆ ของบริษัท Grab ได้สะท้อนถึงปัญหาการทำงานกับบริษัทที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ ตั้งแต่การใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นจากบริษัทเพียงฝ่ายเดียว ขาดความโปร่งใส รวมทั้งภาวะไร้อำนาจต่อรอง และการขาดช่องทางการรับฟังปัญหาและแก้ไขอย่างแท้จริง ไรเดอร์จากบริษัทจึงได้รวมตัวกันเข้าพบที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอปัญหาในการทำงานให้รับทราบ พร้อมกันนี้ตัวแทนยังได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้บริษัทไปพิจารณาปรับปรุงแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่เป็นผล จึงขอความช่วยเหลือมายังนายกฯ

ที่มา: แนวหน้า, 8/12/2563

ประกันสังคม เปิดให้ผู้ประกันตนเลือกเปลี่ยน รพ. ประจำปี 2564 ยื่นเรื่องได้ตั้งแต่ 16 ธ.ค. นี้

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า สำนักงานประกันสังคมได้เปิดให้ผู้ประกันตนสามารถแจ้งขอเปลี่ยนแปลงสถานพยาบาลประจำปี 2564 หรือสนใจจะเปลี่ยนสถานพยาบาลระหว่างปี ด้วยเหตุจำเป็นไม่ได้รับความสะดวก ในการไปรับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้ เช่น ย้ายที่พักอาศัย ย้ายสถานที่ประจำทำงาน หากผู้ประกันตนมีความประสงค์จะเปลี่ยนสถานพยาบาลสามารถยื่นแบบเลือกสถานพยาบาลในการรับบริการทางการแพทย์ สปส. 9-02 ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ หรือทำรายการผ่านเว็บไซด์ www.sso.go.th และทำรายการผ่า Applications SSO Connect ได้ตั้งแต่ 16 ธ.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2564

ทั้งนี้การเลือกสถานพยาบาลในแต่ละครั้งนั้น ขอแนะนำให้ผู้ประกันตนควรเลือกด้วยตนเอง โดยให้คำนึงถึงความสะดวก ความพึงพอใจ และประโยชน์ในการขอรับบริการทางการแพทย์ และสถานพยาบาลที่เลือกจะต้องเป็นสถานพยาบาลในจังหวัดที่ผู้ประกันตนทำงานอยู่ หรือพักอาศัยในเขตรอยต่อของจังหวัดดังกล่าว

โดยผู้ประกันตนสามารถนำบัตรประชาชนไปติดต่อขอรับบริการทางการแพทย์ได้ ณ สถานพยาบาลที่ตนเองเลือกไว้ ดังนั้น เพื่อความสะดวกจึงขอแนะนำให้ลูกจ้าง ผู้ประกันตน พกบัตรประจำตัวประชาชนและแสดงเมื่อไปรับบริการที่สถานพยาบาล กรณีคนต่างด้าวที่เป็นผู้ประกันตนต้องแสดงบัตรประจำตัว ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรประกันสังคม และหนังสือเดินทาง (Passport) ทั้งนี้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลได้ที่ www.sso.go.th หรือโทรสายด่วน 1506, สำนักงานประกันสังคมทุกแห่ง ทั่วประเทศ และเครื่อง Smart kiosk ของกระทรวงมหาดไทย

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ประกันตนที่ไม่ประสงค์ เปลี่ยนสถานพยาบาล สามารถใช้สิทธิรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิเดิมได้ จนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กรณีสิ้นสภาพจากความเป็นผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิต่อไปได้อีก 6 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสภาพ หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัย โปรดติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่ง หรือที่สายด่วน 1506 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: มติชนออนไลน์, 7/12/2563

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์