"กล้ามาก" สน.บางเขนแจ้งข้อหา 112 'ทราย เจริญปุระ' และผู้ปราศรัยหน้ากรมทหารราบที่ 11

ผู้ได้รับหมายเรียกจากการร่วมชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกาไปราบ11 จำนวน 8 คน เข้ารับทราบข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และยุยงปลุกปั่นที่ สน.บางเขน หนึ่งในนั้นคือ 'ทราย' อินทิรา เจริญปุระ ซึ่งพนักงานสอบสวนระบุว่า การกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ของเธอคือโพสต์ที่มีคำว่า "กล้ามาก"

21 ธ.ค. 2563 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า 8 ผู้ได้รับหมายเรียกจากการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 เดินทางมารับทราบข้อหามาตรา 112 และมาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ สน.บางเขน  โดยผู้กล่าวหา คือนายวราวุธ สวาย

ผู้ได้รับหมายเรียกในคดีนี้ ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี, “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ โดยทั้งหมดเป็นผู้ปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าว เว้นอินทิราที่ไม่ได้ขึ้นปราศรัยใดๆ ทำให้มวลชนจับตานัดรับทราบข้อกล่าวหาครั้งนี้เป็นอย่างมาก

พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี สารวัตร (สอบสวน) สน.บางเขน เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ได้บรรยายพฤติการณ์ในคดี ดังนี้ 

พริษฐ์ ชิวารักษ์​, อานนท์ นำภา และเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเพื่อเชิญชวนประชาชนให้มาเข้าร่วมชุมนุมสาธารณะ ที่บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ในเวลา 15.00 น. ของวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 โดยมีวัตถุประสงค์ในการปราศรัยเรื่องการปลดอาวุธศักดินาไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ในการชุมนุมครั้งนี้ อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, พรหมศร วีระ ธรรมจารี, พิมพ์สิริ เพชรน้ํารอบ, ณัฏฐธิดา มีวังปลา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และอินทิรา เจริญปุระ ได้มีการตกลง คบคิด และ แบ่งหน้าที่กันทํา โดย 7 คนแรกนั้นทำหน้าที่ขึ้นปราศรัย ส่วนอินทิรามีหน้าที่จัดหารถตู้เพื่อใช้รับส่งประชาชนเพื่อให้ความสะดวกในการมาชุมนุม, เป็นผู้บริหารการทํางานของการ์ด และเป็นผู้ส่งอาหารน้ำดื่มให้กับผู้ชุมนุม 

ทั้ง 8 คนจึงมีวัตถุประสงค์ร่วมกันเพื่อใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ว่าโอนกําลังทหารมาเป็นของพระองค์เอง ทำให้ผู้ชุมนุมต้องมาปลดอาวุธศักดินา ซึ่งถือเป็นการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือ วิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทํา ภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่แสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต 

ทั้งยังมีการปิดถนนพหลโยธินขาเข้าที่บริเวณหน้าห้างโลตัส สาขาหลักสี่ และปิดถนนพหลโยธินขาออกหน้าปากซอยพหลโยธิน 45/1 ทําให้ประชาชนไม่สะดวกที่จะใช้พื้นที่สาธารณะ และมีการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งยังมีการเทสีน้ำราดไปบนพื้นถนนหน้ากรมทหารราบที่ 11 และมีการฉีดพ่นสีไปที่พื้นถนนพหลโยธิน นอกจากนี้ ยังมีการทําให้รถยนต์ตู้ของเจ้าหน้าที่ตํารวจได้รับความเสียหาย 15 คัน 

ประกอบกับการชุมนุมในครั้งนี้ เป็นการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมเป็นจํานวนมาก มีโอกาสสัมผัสกันได้ง่าย เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด มิได้มีการระวังป้องกันตามสมควร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งให้เลิกการชุมนุมแล้ว แต่กลุ่มผู้ต้องหา ไม่ปฏิบัติตามและไม่เลิกการชุมนุม

ด้าน 7 ผู้ที่มีหน้าที่ปราศรัยได้ขึ้นปราศรัยบนรถที่ติดตั้งเครื่องเสียงขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้

อานนท์ปราศรัยตั้งคำถามถึงการโอนกองกำลังทหารให้ไปอยู่ใต้สถาบันพระมหากษัตริย์และย้ำข้อเรียกร้องขอให้สถาบันอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 

พริษฐ์ปราศรัยว่าสถาบันไม่มีความจำเป็นต้องมีกองกำลังส่วนตัวและไม่ควรแทรกแซงอำนาจของประชาชน ทั้งสถาบันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่มีส่วนร่วมในการอุ้มหายประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว

ชินวัตรปราศรัยว่า การวิจารณ์เรื่องการโอนทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ไม่ได้หมายความว่าต้องการล้มล้างสถาบัน แต่เพราะเป็นห่วงสถาบันจึงขอให้โอนทรัพย์สินดังกล่าวกลับมาอยู่ที่ส่วนกลาง

สมยศปราศรัยถึงประวัติที่มาของกองพลทหารราบที่ 11 ว่าตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 พร้อมตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีทหารเพื่อประชาชนและเรียกร้องถึงการตรวจสอบสถาบันได้อย่างโปร่งใส

พรหมศรปราศรัยตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดจึงต้องมีทหารส่วนพระองค์และเหตุใดจึงต้องมีผู้แทนพระองค์แทนสำนักงานทรัพย์สิน และต้องการให้สถาบันสามารถตรวจสอบได้

พิมพ์สิริปราศรัยถึงหน้าที่ของกองทัพไทยและสถาบันในการทำรัฐประหารของไทย พร้อมกล่าวถึงข้อคิดเห็นของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าไม่มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ย้ำว่ากฎหมายมาตรา 112 มีปัญหาและควรยกเลิก 

ณัฎฐธิดาปราศรัยว่า “มึงยัด 112 ให้กู ซึ่งกูไม่เคยรู้เรื่อง 112 จากพวกมึงเลย” ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการกล่าวล่วงเกินต่อการทำงานของรัฐบาลที่ใช้มาตรา 112 แต่ก็มีเจตนาให้ยกเลิกเพื่อจะดำเนินการอื่นใดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ได้ ซึ่งไม่เหมาะสม

จากเนื้อหาคำปราศรัยข้างต้น มีบริบทในสาระเนื้อหาที่ทำให้ประชาชนทั่วไปฟังแล้วดูหมิ่น เกลียดชังในสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เชื่อตามคําปราศรัยของผู้ต้องหา 

ดังนั้นจึงเป็นการร่วมกันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท สถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีเจตนาร่วมกันทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา เพื่อยุยงให้ประชาชน แสดงออกถึงการวิพากษ์วิจารณ์ และดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 

หลังบรรยายพฤติการณ์คดี พนักงานสอบสวนจึงแจ้ง 9 ข้อหาแก่ 7 ผู้ปราศรัย ได้แก่ 

  • มาตรา 215 แห่งประมวลกฎหมายอาญา “ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กําลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้ายหรือกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง”
  • มาตรา 216 ประมวลกฎหมายอาญา “เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ไม่เลิกการกระทำ” 
  • มาตรา 10 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 “ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อน เริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง”
  • ฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 “ร่วมกันจัดกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจํานวนมากใน ลักษณะมั่วสุมประชุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย”
  • มาตรา 3 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 “ร่วมกันเท หรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย โสโครก หรือ สิ่งใดลงบนถนน”
  • มาตรา 4 พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 “ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่”
  • มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา “ร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการ กระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย”
  • มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา “ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์”
  • มาตรา 385 ประมวลกฎหมายอาญา “ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะจนเป็นอุปสรรคต่อความสะดวกในการจราจร”

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตว่า พนักงานสอบสวนยกเนื้อหาของคำปราศรัยมาตัดตอนเป็นส่วนๆ และนำมาเรียงต่อกันเพื่อบรรยายพฤติการณ์คดี แต่กลับไม่ระบุอย่างชัดเจนว่าแต่ละประโยคนั้นเข้าข่ายมาตรา 112 อย่างไร

ส่วนอินทิรา เจริญปุระ ก็ถูกกล่าวหาดำเนินคดีจากการชุมนุมครั้งนี้เช่นกัน แม้จะไม่ได้ขึ้นปราศรัย โดย พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี สารวัตร (สอบสวน) สน.บางเขน บรรยายพฤติการณ์ในคดีโดยสรุปว่า อินทิราเป็นผู้มีแนวคิดไปในทางเดียวกันกับ 7 ผู้ต้องหาในคดีนี้ จากการโพสต์กิจกรรมที่ร่วมสนับสนุนกับกลุ่มมวลชนผ่านทวิตเตอร์ชื่อ ITRC และการสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม และรถห้องน้ำให้กับการชุมนุม

การชุมนุมที่อินทิราสนับสนุนนั้นมีการประกาศข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และมีการปราศรัยโจมตี พาดพิง หมิ่นประมาท ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด เช่น การชุมนุมเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 63 ที่หน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ที่อินทิราก็ได้เข้าร่วมเช่นกัน 

นอกจากนี้ อินทิราเป็นผู้ใช้เฟสบุคชื่อว่า “ Inthira Charoenpura” และได้โพสต์ภาพซึ่งมีข้อความการล้อเลียนสถาบันพระมหากษัตริย์  ดังนี้

“ฉันคง ไม่กลับ ไปรักเธอ” 

“กล้ามาก เลย นะเธอ” 

“ก็ตาสว่างกันหมดแล้ว”

โดยคําว่า “กล้ามาก” เป็นพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่เคยตรัสไว้กับพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งการนําถ้อยคําดังกล่าวมาพูดซ้ำในเชิงล้อเลียน เสียดสี จึงเป็นการทําให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ 

นอกจากนี้ อินทิรายังใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความเชิญชวนให้เข้าร่วมชุมนุมที่ราบ 11 โดยมีข้อความว่า “เพราะทุกคนคือแกนนำ” และใช้ทวิตเตอร์ชื่อว่า “ITRC” โพสต์แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับห้องน้ำและรถตู้ให้บริการประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดไปที่ราบ 11 และแชร์ข้อความของภาณุพงศ์ จาดนอก ให้ไปชุมนุมที่ราบ 11 

นอกจากนี้ อินทิรายังโพสต์ข้อความอีกว่า “ทีมที่ห่วงที่สุดคือทีมการ์ด ตอนนี้ค่อยยังชั่วว่าจัดระบบเซฟตี้จัดของเติมของ สโตร์ของเสร็จเรียบร้อย น้องๆ มีบัญชีกลางไว้คอยซัพโดยตรงแล้ว เอ้อ ป้าจะได้ถอยมาส่งข้าวส่งน้ำ อุปโภคบริโภคเหมือนเดิม ไม่งั้นเกร็งไปหมด” ซึ่งจากการโพสต์ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ

จากการบรรยายข้างต้น อินทิราจึงต้องทราบว่าวัตถุประสงค์ของการชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เป็นการชุมนุมที่มาเรียกร้องเพื่อพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง และต้องสามารถเล็งเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ว่า อานนท์กับพวกจะต้องปราศรัยและกล่าวถ้อยคําที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายเหมือนกันทุกเวทีการปราศรัยที่ผ่านมา 

ทั้งอานนท์กับพวกได้ถูกแจ้งความดําเนินคดีในการกระทําความผิดมาตรา 112 และมาตรา 116 มาแล้วหลายคดี ดังนั้นอินทิราย่อมต้องทราบดีถึงพฤติกรรมของอานนท์กับพวก แต่ก็ยังร่วมกันกระทําความผิด 

ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงแจ้ง 3 ข้อหาแก่อินทิรา ได้แก่ มาตรา 112, มาตรา 116, และมาตรา 10 ของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ 

ทั้ง 8 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและจะยื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายในวันที่ 25 ม.ค. 64

ผู้ได้รับหมายเรียกบางส่วนไม่ประสงค์ลงลายมือชื่อ แต่ได้เขียนข้อความเพื่อแสดงอารยะขัดขืนถึงการดำเนินคดีครั้งนี้ลงในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแทน เช่น ชินวัตรลงลายมือชื่อว่า “ยกเลิก 112”  พรหมศรลงว่า “ไม่ยอมรับอำนาจศักดินาและมาตรา 112” อินทิราลงว่า “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” และพิมพ์สิริลงว่า “ไม่เข้าองค์ประกอบ ไปเรียนกฎหมายมาใหม่ค่า (รูปหัวใจ)”

นอกจากนี้ ที่ สน.บางเขน ยังมีพนักงานสอบสวนจาก สภ.เมืองขอนแก่น และ สภ.เมืองอยุธยา มาแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่พริษฐ์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และภาณุพงศ์ จาดนอก ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากทั้งสามคนถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 มาก่อนแล้วในคดีการชุมนุมที่ จ.ขอนแก่น และ จ.พระนครศรีอยุธยา

ด้านไอลอว์รายงานว่า 10.00 น. ผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน รวมตัวกันที่หน้า สน.บางเขน ตั้งแต่ก่อนเวลา 10.00 น. มีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ดูแลการชุมนุม แต่งตัวด้วยเสื้อมัดย้อมสีสันสดใสกำลังเตรียมรถซาเล้งที่นำมาดัดแปลงตดตั้งลำโพง

ด้านข้าง สน.บางเขน มีนักดนตรีกลุ่มหนึ่งจับกลุ่มร้องเพลง และด้านหน้า สน.บางเขน ตำรวจวางมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยนำรั้วมากั้นพื้นที่บริเวณทางขึ้นอาคาร พร้อมจัดตำรวจควบคุมฝูงชนผ้าพันคอสีม่วงยืนรักษาการอยู่หลังแนวรั้วเหล็ก อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่หน้า สน. ไม่ได้มีความตึงเครียด เจ้าหน้าที่ไม่ได้กั้นพื้นที่จอดรถด้านหน้า สน. เป็นพิเศษ ผู้ชุมนุมสามารถรวมตัวบริเวณดังกล่าวได้ นอกจากนั้นก็มีการนำสินค้าที่ระลึกทั้งเสื้อ ผ้าพันคอ รวมถึงตุ๊กตาเป็ดมาวางขายด้วย ขณะที่ทีมงานของทราย เจริญปุระก็ตั้งจุดบริการอาหาร และน้ำให้ผู้มาร่วมชุมนุม

ก่อนเวลา 10.30 น. สมยศ พฤกษาเกษมสุข, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง และเยาวลักษ์ อนุพันธ์ุ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้ต้องหาคดีนี้ ให้สัมภาษณ์กับผู้สังเกตการณ์ไอลอว์สั้นๆ ดังนี้

สมยศระบุว่า เขาไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเป็นพิเศษจากการถูกดำเนินคดีครั้งนี้ แต่กังวลว่าการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นนี้แรงเหวี่ยงจะไม่ได้ตกอยู่กับตัวเขา หรือผู้ต้องหาคนอื่นๆ เพราะอย่างมากพวกเขาก็แค่ติดคุก แต่กระแสการต่อสู้ของประชาชนจะขยายตัวไป และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะไม่เป็นผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะคดีมาตรา 112 จะทำให้พระมหากษัตริย์มีข้อพิพาทกับประชาชน ซึ่งในวันเกิดเหตุสิ่งที่ตัวเขาปราศรัยก็เป็นเรื่องการโอนกำลังพล และเรื่องการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งที่เขาปราศรัยก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมที่หน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์

ชินวัตรระบุว่า ตัวเขาไม่เห็นด้วยกับการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่แล้ว เพราะเป็นกฎหมายที่ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชินวัตรยอมรับว่าในอดีตเขาเคยสงสัยว่าทำไมต้องมาพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งในระดับครอบครัว และโรงเรียนต่างปลูกฝังเรื่องความจงรักภักดี แต่พอเขาเริ่มโตขึ้น และแยกแยะอะไรได้ ก็เลยต้องพูดถึงเรื่องนี้ เรื่องที่ตัวเขา และคนอื่นๆ นำมาปราศรัยก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และเป็นการวิจารณ์โดยสุจริตใจเพื่อให้สถาบันอยู่คู่กับคนไทยอย่างสง่างาม สำหรับประเด็นที่เขาปราศรัยในวันเกิดเหตุก็เป็นเรื่องของการโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์

ขณะที่เยาวลักษ์ อนุพันธ์ุ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่เคยเป็นทนายให้จำเลยคดีมาตรา 112 ตั้งแต่ก่อนยุค คสช. จนถึงปัจจุบัน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกงดใช้ไปประมาณ 2 ปี ย้อนไปก่อนหน้านั้นในยุค คสช. ศาลมักออกหมายจับผู้ต้องหาคดีนี้ ขณะที่ตำรวจก็ใช้ข้อหานี้อย่างเหวี่ยงแหจนทำให้เพดานเสรีภาพการแสดงออกต่ำ มีการตั้งข้อกล่าวหานี้กับคนที่พูดถึงระบอบพระมหากษัตริย์ที่แม้จะไม่ใช่การพาดพิงถึงบุคคลที่กฎหมายนี้มุ่งให้ความคุ้มครอง จนทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว เมื่อมีการตั้งข้อกล่าวหากันมากในสมัยนั้น คสช. ก็ถูกตั้งคำถามโดยประชาคมโลก

ต่อมาก็มีการงดใช้มาตรา 112 ไปประมาณ 2 ปี ก่อนจะเอามาใช้อีกทีในช่วงนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเริ่มเห็นว่าศาลไม่ออกหมายจับให้ ซึ่งต้องชื่นชมศาลในกรณีนี้ การไม่ออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไม่บานปลาย แต่ก็น่าตั้งข้อสังเกตว่าการใช้มาตรา 112 ในระลอกนี้เป็นการใช้แบบเหวี่ยงแห แม้แต่การล้อเลียนการแต่งกายก็เป็นเหตุให้รัฐดำเนินคดีคนด้วยข้อหานี้ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นว่าทำอะไรก็มีโอกาสถูกตั้งข้อหานี้ได้หมด แต่บริบทสังคมตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนเชื่อว่าเขาสามารถใช้สิทธิเสรีภาพและสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามเรื่องต่างๆ ได้ ซึ่งการนำมาตรา 112 มาใช้แบบเหวี่ยงแหในครั้งนี้อาจให้ผลในทางที่รัฐไม่คาดฝันคือทำให้กฎหมายเสื่อมและมันก็จะไม่ศักดิสิทธิ์อีกต่อไป

11.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มตั้งขบวนแห่ขันหมากเข้ามาที่หน้าสน.บางเขน เมื่อมาถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนสลับกันขึ้นปราศรัย เช่น

11.10 น. ภาณุพงศ์หรือไมค์ ขึ้นปราศรัยตำหนิการทำงานของตำรวจโดยระบุว่า ที่เขา และประชาชนมากันในวันนี้ไม่ได้มาชุมนุมแต่มาเพื่อให้กำลังใจเพื่อน ถ้าตำรวจไม่อยากให้เรามาชุมนุมก็อย่าออกหมาย พร้อมระบุว่า ตำรวจไม่ต้องมาอ้างโควิด เพราะถ้าการชุมนุมทำให้เกิดโควิดจริงสามสี่เดือนที่ผ่านมาก็มีกานรชุมนุมกันหลายครั้งเหตุใดจึงไม่ปรากฎว่ามีใครติดโควิดจากการชุมนุม

11.18 น.พริษฐ์ หรือเพนกวิ้นขึ้นปราศรัยตำหนิตำรวจว่า บ้านของเขาอยู่ในท้องที่สน.บางเขน เคยมีโจรไปงัดแงะบ้านเขาแต่ตำรวจจับไม่ได้ เคยโทรตามตำรวจตั้งนานกว่าตำรวจจะไปบ้าน พอไปถึงก็อยู่ไม่ถึง 10 นาทีแล้วให้ทำใจ ตำรวจจับโจรไม่ได้แต่กลับจับผู้เห็นต่างจากผู้มีอำนาจอย่างรวดเร็วแบบนี้หมายความว่าอย่างไร

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าเหตุที่พวกเขาต้องไปชุมนุมที่กองพันทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นเพราะมีการผ่าน พ.ร.ก.โอนย้ายกำลังพลซึ่งส่งผลให้มีการแยกกองทัพออกเป็นสองส่วน กองทัพธรรมดากับกองทัพที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่มีประเทศที่มีประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ที่ไหนเขาทำกัน เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยอยู่แล้ว

11.34 อินทิราหรือทราย ขึ้นปราศรัยสั้นๆโดยระบุว่าหากตัวเธอซึ่งได้แต่แจกข้าวไม่เคยขึ้นปราศรัยถูกตั้งข้อหามาตรา 112 แบบนี้ก็แปลว่าต่อไปนี้ใครๆ ก็โดนข้อหานี้ได้

11.36 อานนท์ขึ้นปราศรัยระบุว่า คนที่ออกมาต่อสู้ครั้งนี้รู้อยู่แล้วว่าไม่ช้าหรือเร็วก็จะถูกดำเนินคดีนี้ เพราะถ้าเราไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่พูดถึงข้อบกพร่องที่มี เอาแต่พูดทรงพระเจริญก็จะไม่นำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่การวิพากษ์วิจารณ์หรือเรียกร้องให้ปฏิรูปไม่ใช่การล้มล้าง เพราะการที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปย่อมแปลว่าคนที่เรียกร้องยังเชื่อมั่นว่าสถาบันสามารถปฏิรูปให้คงอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้ อานนท์ยังแสดงความขอบคุณศาลต่อกรณีที่ตำรวจเคยพยายามขอศาลออกหมายจับแต่ศาลไม่อนุมัติและให้ตำรวจไปดำเนินการออกหมายเรียกตามกระบวนการเสียก่อน พร้อมทั้งระบุว่าในชั้นศาลเขาจะนำภาพและเอกสารต่างๆเข้าต่อสู่คดีอย่างเต็มที่แน่

ประมาณ 11.50 น. หลังอานนท์และชินวัตรขึ้นปราศรัยทักทายผู้มาให้กำลังใจระยะสั้นๆ ผู้ต้องหาทั้งแปดคนก็เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในสน.บางเขน โดยระหว่างนั้นก็ยังมีผู้ร่วมชุมนุมสลับกันขึ้นปราศรัย และแสดงดนตรี นอกจากนั้นก็มีผู้ร่วมชุมนุมส่วนหนึ่งนำบล็อกข้อความ เช่น ยกเลิก 112 มาวางบนพื้นลานจอดรถด้านหน้าเวทีการชุมนุมและใช้สีสเปรย์พ่นข้อความคัดการการใช้มาตรา 112 ด้วย

12.40 น. ณวรรษ หนึ่งในผู้ต้องหาคดี 112 จากการชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมันปราศรัยว่า ในวันเกิดเหตุ เขาเพียงแต่ขึ้นอ่านแถลงการณ์แต่กลับถูกดำเนินคดี จากนั้นเขาได้อ่านหมายเรียกสน.ทุ่งมหาเมฆให้ผู้ร่วมชุมนุมฟังและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเผาหมายเรียก จากนั้นเขาปราศรัยต่อว่าเขาจะไม่ยอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าต่อจากนี้หากมีการใช้กฎหมายมาตรา 112 กลั่นแกล้งประชาชนอีก การเคลื่อนไหวของราษฎรจะยิ่งเข้มข้นขึ้น

ผู้ต้องหาทั้งแปดทยอยเดินออกจาก สน.บางเขน ในช่วงบ่ายหลังเสร็จสิ้นเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาซึ่งทั้งหมดให้การปฏิเสธและพนักงานสอบสวนปล่อยตัวทั้งหมดโดยไม่ต้องวางเงินประกันตัวโดยผู้ต้องหาบางส่วนได้ขึ้นปราศรัยทักทายประชาชนที่มาให้กำลังใจด้วย

พริษฐ์ หนึ่งในผู้ต้องหายังได้เชิญ 'สายน้ำ' เยาวชนอายุ 16 ปี ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหามาตรา 112 จากกรณีสวมเสื้อครอปท็อปเดินงานแฟชั่นที่สีลมในการชุมนุม #ม็อบ29ตุลา ขึ้นปราศรัยถึงความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีประชาชนด้วยข้อหานี้

13.52 น. พริษฐ์ขอให้ประชาชนที่มาให้กำลังใจร่วมร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์แก่ทราย เจริญปุระ และเป่าเค้กวันเกิดร่วมกัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์