เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็มที่ 'วรเจตน์' โต้แย้งคำสั่งเรียก คสช.ขัดรัฐธรรมนูญ

23 ธ.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (22 ธ.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาลงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเรื่องประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้บุคคลมารายงานตัว และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติกําหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม และมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง หรือไม่

คําวินิจฉัยที่ ๓๐/๒๕๖๓

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ศาลรัฐธรรมนูญ

เรื่องพิจารณาที่ ๑๒/๒๕๖๓

วันที่ ๒ เดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

ระหว่าง ศาลแขวงดุสิต (ผู้ร้อง), - (ผู้ถูกร้อง)

เรื่อง ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว ตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม และมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง หรือไม่

ศาลแขวงดุสิตส่งคําโต้แย้งของจําเลย (นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์) ในคดีอาญาหมายเลขดําท่ี อ ๒๐๗๔/๒๕๖๒ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ข้อเท็จจริงตามหนังสือส่งคําโต้แย้งของจำเลยและเอกสารประกอบ สรุปได้ดังนี้

อัยการศาลทหารกรุงเทพ กระทรวงกลาโหม เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นจําเลยต่อศาลทหารกรุงเทพ ในความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว

ตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จําเลยเป็นผู้ถูกเรียกให้มารายงานตัวในลําดับท่ี ๖ และตามคําสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕๗/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ จําเลยเป็นผู้ถูกเรียกให้มารายงานตัวในลําดับที่ ๙ จําเลยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเรียกบุคคล ให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติภายในวันเวลาที่กําหนด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ต่อมามีการโอนคดีไปยังศาลแขวงดุสิตตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๙/๒๕๖๒ เรื่อง การยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับท่ีหมดความจําเป็น ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ข้อ ๒ วรรคสอง

จําเลยโต้แย้งต่อศาลแขวงดุสิตว่า ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันท่ี ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นกฎหมายท่ีจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศใช้บังคับหลังจากที่มีคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติท่ี ๕/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงเป็นกฎหมายที่กําหนดโทษทางอาญา ใช้บังคับย้อนหลังแก่จําเลย เป็นกฎหมายท่ีใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหน่ึงหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท้ังสองฉบับดังกล่าวเป็นบทบัญญัติท่ีกําหนดโทษทางอาญาเกินสมควรแก่เหตุ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ นอกจากนี้ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ ที่ระบุตัวบุคคล ตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกให้บุคคลไปรายงานตัวและกําหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ท่ีฝ่าฝืนคําสั่ง มีลักษณะเป็นการบังคับข่มขู่ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ส่งผลให้บุคคลได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่เท่าเทียมกัน ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ และมาตรา ๒๗ อีกท้ังการออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท้ังสองฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในขณะที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอํานาจหรืออยู่ในอํานาจเท่านั้น เม่ือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สิ้นอํานาจไปแล้ว วัตถุประสงค์ของคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวจึงสิ้นสุดลงไปด้วย เน่ืองจาก การลงโทษทางอาญานั้น วัตถุประสงค์ของการกําหนดโทษในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทําความผิด จะต้องดํารงอยู่ในขณะที่มีการลงโทษ การดํารงอยู่ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้งสองฉบับ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙

ศาลแขวงดุสิตเห็นว่า จําเลยโต้แย้งว่าประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๙ ซึ่งเป็นการโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายท่ีศาลแขวงดุสิตจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว ให้ส่งคําโต้แย้งของจําเลยต่อศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง

ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับหนังสือส่งคําโต้แย้งน้ีไว้ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ศาลแขวงดุสิตส่งคําโต้แย้งของจําเลย เพ่ือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๙ ซึ่งบทบัญญัติ แห่งกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติท่ีศาลแขวงดุสิตจะใช้บังคับแก่คดี เมื่อจําเลยโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและยังไม่มีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ในส่วนที่เก่ียวกับบทบัญญัติน้ีมาก่อน กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง จึงมีคําสั่งรับไว้พิจารณาวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคําโต้แย้งของจําเลยและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงไม่ทําการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๘ วรรคหน่ึง และกําหนดประเด็น ที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคล มารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคหน่ึงและวรรคสาม และมาตรา ๒๙ วรรคหน่ึง หรือไม่

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ เป็นบทบัญญัติในหมวด ๑ บทท่ัวไป วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” และวรรคสอง บัญญัติว่า “ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน” มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม และมาตรา ๒๙ วรรคหน่ึง เป็นบทบัญญัติในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยมาตรา ๒๖ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า “การตรากฎหมาย ท่ีมีผลเป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพ่ิมภาระ หรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจําเป็นในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย” และวรรคสอง บัญญัติว่า “กฎหมายตามวรรคหน่ึง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหน่ึง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง” มาตรา ๒๗ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” และวรรคสาม บัญญัติว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เช้ือชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเช่ือทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทํามิได้” และมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง

บัญญัติว่า “บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทําน้ัน บัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติ ไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาท่ีกระทําความผิดมิได้”

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว ตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ตามที่ได้มีคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม และแก้ไขวันเวลาและสถานที่รายงานตัว ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๓/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันท่ี ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ และคําสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๖/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันท่ี ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗” และวรรคสอง บัญญัติว่า “หากบุคคลท่ีมีรายชื่อตามคําสั่งดังกล่าว ไม่มารายงานตัวภายในวันเวลาท่ีกําหนด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือท้ังจําท้ังปรับ และห้ามมิให้กระทําการใด ๆ หรือสั่งให้การทําการใด ๆ เกี่ยวกับการทําธุรกรรมทางการเงินหรือการดําเนินการเก่ียวกับทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคล เท่าที่จําเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม”และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ บัญญัติว่า “ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ปรากฏว่ามีบุคคลบางรายฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติน้ัน เพื่อให้การปฏิบัติ ตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการเรียกบุคคลให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นไปอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด จึงออกประกาศดังนี้ ๑. บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกบุคคล ให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือท้ังจําท้ังปรับ และถูกส่ังห้ามกระทําการใด ๆ หรือส่ังให้กระทําการใด ๆ เกี่ยวกับการทําธุรกรรมทางการเงิน หรือการดําเนินการเก่ียวกับทรัพย์สินด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ...”

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ บัญญัติรับรองสถานะของประกาศและคําส่ัง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติท่ีใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้เป็นประกาศ และคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับ โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญน้ีต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคําส่ังดังกล่าว ให้ทําเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศหรือคําสั่งที่มีลักษณะเป็นการใช้อํานาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม ให้กระทําโดยคําสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เมื่อรัฐธรรมนูญให้การรับรอง สถานะการมีผลใช้บังคับต่อไปของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้งสองฉบับดังกล่าวและยังมิได้มีการยกเลิก โดยการใช้อํานาจทางนิติบัญญัติหรืออํานาจทางบริหาร ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้งสองฉบับ จึงยังมีผลเป็นกฎหมายต่อไปแม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะสิ้นสภาพไปแล้วและรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหน่ึง (๑) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอํานาจในการตรวจสอบความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของกฎหมายซึ่งรวมถึงประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติท้ังสองฉบับด้วย

การพิจารณากฎหมายที่จํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้นั้น ย่อมต้องพิจารณาสภาพการณ์ของเหตุการณ์บ้านเมืองตลอดจนวิถีการดําเนินชีวิตของประชาชน ในขณะท่ีมีการตรากฎหมายและในขณะที่ใช้บังคับกฎหมายประกอบกัน เห็นได้ว่าในขณะท่ีประกาศ ใช้บังคับกฎหมายท้ังสองฉบับนี้ เป็นช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกระทําการยึดอํานาจ การปกครองแผ่นดินสําเร็จเม่ือวันท่ี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบขององค์กรท่ีใช้อํานาจ โดยให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อํานาจทั้งในส่วนของอํานาจบริหารและอํานาจนิติบัญญัติในขณะเดียวกันเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เป็นปกติสุขจนกว่าจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในช่วงระหว่างเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติทําหน้าท่ีบริหารประเทศนั้น มีความต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ก่อความวุ่นวายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจําเป็นต้องจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางประการ

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว ตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่กําหนดให้บุคคล ที่มีรายชื่อตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพ่ิมเติม ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยปรากฏชื่อจําเลยในคดีนี้ เป็นบุคคลที่ต้องมารายงานตัว แต่ไม่มารายงานตัวภายในวันเวลาท่ีกําหนด ต้องรับโทษทางอาญา

และต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๑ ท่ีกําหนดให้บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกตัวบุคคล ให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องรับโทษทางอาญา ซึ่งปรากฏชื่อจําเลยในคดีนี้ เป็นบุคคลท่ีต้องมารายงานตัวตามคําส่ังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๕๗/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งสองฉบับกําหนดให้การไม่มารายงานตัว ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เพ่ือให้การปฏิบัติตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เกี่ยวกับการเรียกบุคคลให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นไปอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด เห็นได้จากคําปรารภของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงต้องกําหนดโทษทางอาญาแก่บุคคลที่ฝ่าฝืนอันเป็นการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อให้เกิดความมั่นคงของรัฐและความสงบสุขของบ้านเมือง ซึ่งเป็นกรณีจําเป็นในขณะที่บ้านเมือง อยู่ในช่วงรัฐประหาร

อย่างไรก็ดี เมื่อยามท่ีบ้านเมืองปกติสุข การใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างไปจาก สถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง โดยบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทําการอันกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลาน้ัน บัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ และโทษท่ีจะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติ ไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาท่ีกระทําความผิดมิได้ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นหลักการสากลท่ีบัญญัติรับรองไว้เป็นครั้งแรก ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ และบัญญัติในลักษณะทํานองเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ทั้งน้ี การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้ ต้องเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ โดยการตรากฎหมาย เพ่ือจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลน้ัน ฝ่ายนิติบัญญัติหรือองค์กรที่ใช้อํานาจรัฐจะต้องคํานึงถึง หลักการพ้ืนฐานสําคัญประการหนึ่ง คือ หลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณีอันเป็นหลักการสําคัญ ที่มีข้ึนเพื่อควบคุม ตรวจสอบ หรือจํากัดการใช้อํานาจรัฐเพื่อมิให้ตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับแก่ประชาชน

ตามอําเภอใจ การตรากฎหมายเพื่อจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนตามหลักการดังกล่าวน้ัน จะต้องมีความเหมาะสม มีความจําเป็น และได้สัดส่วนหรือมีความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะ หรือประโยชน์ส่วนรวมที่จะได้รับกับสิทธิหรือเสรีภาพที่ประชาชนจะต้องสูญเสียไปอันเนื่องมาจากกฎหมายนั้น

แม้ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้งสองฉบับจะมีวัตถุประสงค์หรือความจําเป็น ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําส่ังคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะผู้ใช้อํานาจรัฏฐาธิปัตย์ในขณะนั้น เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่เม่ือเป็นกฎหมายท่ีจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล การกําหนดโทษทางอาญาแก่ผู้กระทําความผิด จึงต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสม เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณีด้วย แม้การกําหนดโทษทางอาญาดังกล่าวนั้น จะเป็นมาตรการที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการให้บุคคล ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประสงค์ให้มารายงานตัวโดยการระบุชื่อเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมืองอันเป็นประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวม แต่เมื่อเทียบเคียงกับกรณีการนําตัวบุคคล ที่ยังมิได้มีการกระทําอันเป็นความผิด เพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะก่อให้เกิดภัยอันตราย หรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยข้ึน มีการกําหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๖ แทนการกําหนดโทษทางอาญา นอกจากน้ี เมื่อเทียบเคียงการไม่รายงานตัวอันเป็นการฝ่าฝืน คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติท่ีให้ต้องรับโทษทางอาญากับกรณีบุคคลกระทําความผิดฐานขัดคําส่ัง เจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่น การกระทําอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามท่ีกําหนดในประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้งสองฉบับดังกล่าวยังมิใช่เป็นการกระทําอันมีผลร้ายแรงหรือกระทบกระเทือน ต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองถึงขนาดต้องกําหนดโทษทางอาญา ให้ระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ อีกทั้งยังมีมาตรการทางกฎหมายอื่นซึ่งให้อํานาจ แก่เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพ่ือบังคับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ท่ีจะรักษาความสงบ และการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย อันได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ วรรคหนึ่ง ท่ีเป็นมาตรการลงโทษสําหรับผู้ท่ีฝ่าฝืนคําส่ังของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุ หรือข้อแก้ตัวอันสมควร มีอัตราโทษจําคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจําท้ังปรับ อันเป็นความผิดลหุโทษท่ีเหมาะสมแก่การกระทําฝ่าฝืนคําส่ังของเจ้าพนักงานดังกล่าว ซึ่งรัฐชอบที่จะหาวิธีการ ที่เหมาะสมเพื่อบังคับการให้ผู้ท่ีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังของเจ้าพนักงานต้องมีภาระหรือความรับผิด เพียงเท่าท่ีจําเป็นและพอสมควรแก่กรณีเท่าน้ัน ดังนั้น เมื่อพิจารณาการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลท่ีรัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้กับประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมตามวัตถุประสงค์

ของประกาศทั้งสองฉบับแล้ว เห็นว่า การที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําส่ังของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา โดยไม่ได้แจ้งสาเหตุแห่งการเรียกให้มารายงานตัว และนํามาเป็นเหตุ ในการกําหนดโทษทางอาญาเพียงการไม่มารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไม่มีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทําผิด ไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี เป็นกฎหมายที่จํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖

นอกจากน้ี การท่ีคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคําส่ังคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กําหนดให้บุคคลมารายงานตัว ในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา โดยปรากฏช่ือจําเลยในคดีนี้ คําส่ังดังกล่าว ไม่ได้กําหนดให้การไม่มารายงานตัวต้องรับโทษทางอาญา แต่ต่อมาในวันเดียวกันน้ัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว ตามคําส่ังของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กําหนดให้บุคคล ที่มีรายช่ือตามคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ไม่มารายงานตัวภายในวันเวลาท่ีกําหนด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เป็นการออกคําส่ัง เรียกให้มารายงานตัวก่อนแล้วออกประกาศกําหนดโทษของการกระทําดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ทราบท่ัวกันในภายหลัง (วันท่ี ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗) จึงเป็นการกําหนดโทษทางอาญา ให้มีผลย้อนหลังแก่บุคคลผู้ไม่มารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเกิดขึ้นก่อน ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง

เมื่อวินิจฉัยว่า ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติท้ังสองฉบับดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญดังวินิจฉัยแล้ว ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้งสองฉบับเป็นอันใช้บังคับมิได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ ไม่จําต้องวินิจฉัยว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่อย่างใด

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับท่ี ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง กําหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ และเฉพาะประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว ตามคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันท่ี ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหน่ึง ด้วย

นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายวิรุฬห์ แสงเทียน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายจิรนิติ หะวานนท์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์