‘ค่าตรวจโควิดแพง’ ข้อกังวลที่อาจทำให้ มติ 29 ธ.ค.63 ดึงแรงงานข้ามชาติกลับเข้าระบบไม่ถึงฝัน 

ภาคประชาชน และนักวิชาการ ประสานเสียง ค่าตรวจโควิด-19 แบบ PCR ราคา 3,000 บาท อาจแพงเกินไป วอนรัฐทบทวนหรือหาวิธีอื่น ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย หากปล่อยไป แรงงานสามสัญชาติอาจไม่สามารถกลับเข้าระบบได้ ภาครัฐจะคุมโรคลำบาก 

สืบเนื่องจากวันที่ 29  ธ.ค.63 รัฐบาลมีมติเห็นชอบเปิดให้แรงงานลอดรัฐสามสัญชาติ (ลาว กัมพูชา และพม่า) สามารถจดทะเบียนออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.64-13 ก.พ.64 เพื่ออาศัยและทำงานในไทยได้อย่างถูกกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ (ระยะเวลา 2 ปีจนถึง 16 ก.พ.66) แต่ในสายตาขององค์กรภาคประชาชนยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเงื่อนไขบางอย่าง โดยเฉพาะค่าจดทะเบียนแสนแพงกว่าเก้าพันกว่าบาทนี้ อาจเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้แรงงานลอดรัฐจดทะเบียนกลับเข้าระบบได้

เมื่อวันที่ 7 ม.ค.64 The Reporters (เดอะ-รีพอร์ตเตอร์ส) จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “วิกฤตโควิดในลูกจ้างข้ามชาติและแผนบริหารแรงงาน” ดึงภาครัฐ-นักวิชาการ-องค์กรภาคประชาชน มาร่วมโต๊ะถกกันถึงปัญหาของมติ 29 ธันวา มาตรการระยะยาวในการรักษาแรงงานข้ามชาติในระบบ และอื่น ๆ

ผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย

1. สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

2. นฤมล ทับจุมพล ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ

4. คายน์ มิน ลวิน อาสาสมัครกลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวพม่า จากมูลนิธิรักษ์ไทย สมุทรปราการ

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ดำเนินการเสวนา 

 

มติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ธันวา คืออะไร 

สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อธิบายขั้นต้นให้ฟังว่า การออกมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.63 เบื้องต้น เพื่อแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการชาวไทยลอยแพแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย และลักลอบนำลูกจ้างข้ามชาติเหล่านี้ไปทิ้งจังหวัดอื่น ๆ หลังกลัวความผิด หากภาครัฐพบว่าผู้ประกอบการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งการกระทำดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นวงกว้างตามมา 

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเล็งเห็นว่าการนำแรงงานข้ามชาติที่หลุดระบบไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สามารถกลับขึ้นมาในระบบได้นั้น จะทำให้แรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อน ๆ  กล้าปรากฏตัวต่อสาธารณะหรือสถานที่ราชการมากขึ้น หรือเวลาเจ็บป่วยกล้าเดินทางมารักษากับทางภาครัฐ สุดท้าย ก็เป็นผลดีต่อภาครัฐในการควบคุมโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้ 

ดังนั้น รัฐบาลจึงเห็นชอบมีมติผ่อนผัน ให้แรงงานข้ามชาติที่หลุดระบบ สามารถจดทะเบียนเพื่ออาศัยและทำงานในไทยได้เป็นกรณีพิเศษ เป็นเวลา 2 ปี หรือเรียกชื่อเล่นว่า “การเปิดต่อบัตรชมพู”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อธิบายขั้นตอนโดยย่อมีดังนี้ เบื้องต้น นายจ้างต้องลงทะเบียนให้ลูกจ้างข้ามชาติผ่านระบบออนไลน์ของกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โดยถ่ายรูปหน้าของลูกจ้างที่ผิดกฎหมาย และก็ถือบัตรประชาชนของเขาจากประเทศต้นทาง ถ่ายรูปและคีย์เข้าระบบกรมจัดหางาน ซึ่งก็ได้เป็น name list ระบบออนไลน์ จากนั้น กรมจัดหางาน ก็จะทยอยส่งต่อข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุขตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวันตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 64 จนถึงวันปิดระบบลงทะเบียนออนไลน์คือวันที่ 13 ก.พ.64 ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข ก็จะมีรายชื่อจากกระทรวงแรงงานว่ามีนายจ้างท่านใด บริษัทอะไร เบอร์โทร.อะไร มีลูกจ้างกี่คน เป็นใครบ้าง ที่มีความจำนงค์ที่จะขึ้นทะเบียนบัตรชมพู 

จากนั้น กระทรวงสาธารณสุขจะประสานงานกับเจ้าของกิจการ เพื่อนำชุดเคลื่อนที่ไปตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้นายจ้างต้องออกค่าใช้จ่ายให้กับลูกจ้างข้ามชาติ ขั้นตอนที่สอง ตรวจโรคต้องห้ามตามกฎหมาย (ประกอบด้วย 6 โรค ได้แก่ โรคเรื้อน วัณโรค ระยะอันตราย โรคซิฟิลิสในระยะที่ 3 โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคติดยาเสพติด โรคเท้าช้าง และโรคไวรัสโคโรนา 2019) และสุดท้าย เรื่องประกันสุขภาพ โดยนายจ้างต้องออกค่าใช้จ่ายเรื่องประกันสุขภาพให้กับลูกจ้างคนนั้น เป็นเวลา 2 ปี 

สมมติว่านายจ้าง ต้องการจ้างแรงงานข้ามชาติทั้งหมด 100 คน ตรวจเสร็จ มีระบบประกันถูกต้อง ผ่านการคัดกรองโรค 90 คน อีก 10 คนไม่ผ่าน ก็ต้องถูกส่งกลับ เป็นโรคเท้าช้าง หรือเป็นโรคต้องห้ามอื่น ๆ ต้องถูกส่งกลับประเทศ แต่ในส่วนที่ผ่าน ถ้าใครถูกตรวจและพบว่าเป็นโควิด-19 ภายหลัง ก็จะได้รับการรักษา  

หลังจากได้ทั้งหมด 90 คน กระทรวงสาธารณสุขก็จะออกใบรับรองแพทย์ และใบเสร็จรับเงินให้นายจ้าง นายจ้างก็จะได้รับเอกสารว่า คนของเขาผ่านเป็นจำนวนกี่คน จากนั้น นายจ้างจะมาจ่ายเงินให้กับกระทรวงแรงงาน เป็นค่าทำใบอนุญาตทำงาน (Workpermit) จำนวนเงิน 1,900 บาท เป็นระยะเวลา 2 ปี (คิดเป็นปีละ 900 บาท 2 ปีเท่ากับ 1,800 บาท และมีค่าดำเนินการ 100 บาท) เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ กระทรวงแรงงานจะนำข้อมูลการอนุญาตทำงาน ส่งไปที่กระทรวงมหาดไทย 

เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้รับข้อมูลที่ส่งมา ทางการกระทรวงมหาดไทยจะส่งทีมเจ้าหน้าที่ไปที่สถานประกอบการของนายจ้างท่านนั้น เพื่อทำบัตรชมพูให้กับแรงงานข้ามชาติที่ผ่านการจดทะเบียน เมื่อได้บัตรชมพู แรงงานข้ามชาติคนนั้นจะได้เลข 13 หลัก สามารถทำงานและอาศัยในไทยได้ชั่วคราว เป็นเวลา 2 ปี 

ถ้ากรณีแรงงานข้ามชาติภาคการประมง ก็ต้องไปที่กรมประมง เพื่อทำ Seabook เล่มสีเขียว เป็นเล่มประจำตัวของคนประจำเรือ มีค่าทำ 100 บาท 

ขณะที่เรื่องค่าใช้จ่ายตลอดกระบวนการที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการกังวลว่าอาจเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญที่ทำให้มติ ครม. 29 ธันวาคม อาจไม่สำเร็จดังหวัง

สุชาติมองต่างว่านายจ้างจะยอมให้ความร่วมมือ ด้วยเหตุผลดังนี้ ถ้าดูจากค่าใช้จ่ายตลอดกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ค่าตรวจโรคระยะ 2 ปี 1,000 บาท ค่าประกันสุขภาพระยะเวลา 2 ปี 3,200 บาท ค่าตรวจโควิด-19  แบบ PCR ไม่เกิน 3,000 บาท ค่า Workpermit 1,900 บาท ค่าทำบัตรชมพูอีก 80 บาท รวมเบ็ดเสร็จทั้งสิ้น 9,180 บาท หรือกรณีแรงงานข้ามชาติภาคประมง อยู่ที่ 9,380 บาท ซึ่งราคานี้เมื่อเทียบกับการนำเข้าแรงงานข้ามชาติแบบ MOU มีราคาถูกกว่า ซึ่ง MOU ต้องใช้ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 20,000-30,000 บาทต่อคน ดังนั้น นายจ้างน่าจะยินยอม เพราะราคาถูกลงเยอะมาก อีกทั้ง นายจ้างก็ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังว่าตัวเองจะทำผิดกฎหมายหรือไม่ และสุดท้าย คือเงินประกันสังคมถูกต้อง เงินประกันสุขภาพ 3,200 บาท เขาก็ได้คืน เพราะเขาโดนหักจากประกันสังคมเข้ากองทุน ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้น่าจะมีแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานข้ามชาติ ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนนี้      

 

เสียงจากแรงงานเพื่อนบ้าน “ไม่มีใครอยากอยู่อย่างผิดกฎหมาย” วอนภาครัฐทบทวนเรื่องค่าใช้จ่าย

แม้ว่าทางรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน จะยืนยันหนักแน่นว่า นายจ้างจะยอมให้ความร่วมมือจ่ายเงินให้แรงงานข้ามชาติอย่างแน่นอน แต่คายน์ มิน ลวิน อาสาสมัครกลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวพม่า แสดงความเป็นห่วงต่อพี่น้องแรงงานข้ามชาติว่า ค่าใช้จ่ายทั้งกระบวนการ อาจจะสูงเกินไป และจากประสบการณ์ คายน์มองว่า นายจ้างไม่อยากจ่าย

นอกจากนี้ คายน์ ยังระบุว่า ค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มว่าจะสูงมากขึ้นกว่าปกติ เพราะนายจ้างบางคนไม่ทำขั้นตอนพวกนี้เอง พวกเขาไม่ถนัดจัดการเรื่องพวกนี้ เขาก็จะไปจ้างนายหน้า ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายพวกนี้ก็จะสูงขึ้นกว่าที่ภาครัฐบอกไว้เบื้องต้น สุดท้าย นายจ้างเองถ้าราคาทำเรื่องต่อบัตรชมพูแพงเกินไปเขาก็อาจจะไม่อยากจ่ายเพื่อจ้างแรงงาน เมื่อนายจ้างปฏิเสธการจ่ายเงิน ลูกจ้างข้ามชาติก็ต้องรับภาระจ่ายให้ตัวเอง ซึ่งแรงงานข้ามชาติเหล่านี้มีเงินขนาดนั้นไหม ถ้าแรงงานจ่ายไม่ไหว ก็อาจทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าระบบได้ ดังนั้น คายน์จึงอยากให้ภาครัฐดูว่าพอจะปรับได้หรือไม่

“เรื่องนโยบายเราเห็นด้วยอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น” คายน์ ระบุ

 

คายน์ มิน ลวิน ตัวแทน อาสาสมัครกลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวพม่า (ถ่ายเมื่อ 16 ธ.ค.63)

 

นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม ประสานเสียงถึงรัฐ ค่าทำบัตรชมพูแพง อาจทำให้แรงงานข้ามชาติอดเข้าระบบ 

จากปัญหาข้างต้นเรื่องค่าใช้จ่าย ผู้เสวนาจากองค์กรประชาสังคม และนักวิชาการ มีข้อเสนอให้ภาครัฐถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง  

เริ่มจาก นฤมล ทับจุมพล จากศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา เสนอว่ารัฐควรมีการทบทวนเรื่องค่าใช้จ่าย หรือมีความเป็นไปได้ไหมว่า ภาครัฐจะช่วยออกทุนในการจดทะเบียนรอบนี้ หรือมีมาตรการผ่อนจ่ายให้ภาคธุรกิจ เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดโควิด-19 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และต้องเข้าใจว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยเฉพาะในภาคบริการ หรือโรงงานขนาดเล็ก ที่มีลูกจ้างข้ามชาติตั้งแต่ประมาณ 50-100 คนนั้น ไม่ได้มีทุนมากมาย ดังนั้น เธอไม่แน่ใจว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถจ่ายเงินให้แรงงานข้ามชาติหัวละหนึ่งหมื่นบาทไหวไหม

“ดังนั้นเป็นไปได้ไหม ถ้าทางกระทรวงแรงงานไม่สามารถลดราคาได้ ผ่อนจ่ายได้ไหม เรามี 0% ผ่อน 5 งวด รัฐบาลอาจจะต้องคิดเรื่องพวกนี้ด้วย เพราะว่าดูเหมือนว่าเรายังไม่ได้คุยกับนายจ้าง ยกเว้น บริษัทใหญ่ ๆ อย่างไทยยูเนี่ยน (บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)) แต่ว่าบริษัทเล็ก ๆ โรงงานเล็ก ๆ ดิฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะมีเงินหัวละหมื่นต่อคน สมมติว่ามีลูกจ้าง 100 คน อย่างร้านอาหาร หรือโรงงานขนาดเล็ก อาจจะฝากไว้ในแง่ของค่าใช้จ่าย ไม่ได้บอกว่าต้องลดราคา แต่คิดว่าวิธีการจ่าย อาจจะต้องมีการจัดการ หรือคนละครึ่ง อาจจะต้องคิดรูปแบบแบบนี้” นฤมล กล่าว 

อีกเรื่องที่เธอแชร์ให้ฟังคือ เรื่องวิธีการตรวจของ บ.ไทยยูเนี่ยน ซึ่งทางไทยยูเนี่ยนใช้วิธีตรวจ Rapid Test ก่อน ซึ่งเป็นการตรวจแอนตีบอดีว่ามีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าผลออกมาว่า positive ค่อยใช้วิธีการตรวจแบบ PCR ซึ่งจะได้ผลภายในเวลา 2 วัน หรือ 48 ชม. ซึ่งภาครัฐบ้านเราใช้วิธีการตรวจแบบมั่นคง คือใช้ PCR เลย   

อดิศร เกิดมงคล จากเครือข่ายด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เองก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐเรียกเก็บจากนายจ้างเช่นกัน โดยค่าใช้จ่ายสำหรับจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่สูงเกินไป จะกลายเป็นภาระของนายจ้างและลูกจ้างข้ามชาติในช่วงวิกฤต 

ฉะนั้น คำถามสำคัญ คือ “ลดได้ไหม” เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากค่าตรวจโควิด-19 แบบ PCR ราคา 3,000 บาท ซึ่งถ้าภาครัฐใช้วิธีตรวจเช่นเดียวกับ บ.ไทยยูเนี่ยน จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง โดยเริ่มจากตรวจ Rapid Test เพื่อจะดูว่าคนที่ตรวจนั้นได้ผลแบบ positive หรือไม่ ถ้าผลออกมา positive ก็ค่อยมาตรวจอย่างละเอียด หรือตรวจแบบ PCR 

“ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค เขาบอกว่า เคสของสมุทรสาคร ไทยยูเนี่ยน มันมีแค่ 0.28% ที่เป็น positive ฉะนั้น มันไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ตัว test แบบละเอียดตั้งแต่แรก หนึ่งใช้เวลามาก สองใช้คนทำงานเยอะมาก และอีกปัญหาก็คือไม่มีทางจะเสร็จได้เร็ว ถ้าลดมาได้ก็คือใช้ตัว Rapid test เนี่ย ราคาอยู่ที่ 1,000-1,500 บาท ลดมาเยอะมาก”

ดังนั้น ก็อยากให้ตรวจแบบ Rapid Test ก่อน ถ้าพบว่าคนที่ตรวจได้ผลเป็น positive ค่อยตรวจเพิ่มแบบ PCR อันนั้น นายจ้างก็ต้องยอมแล้วว่า ถ้าตรวจขั้นแรกไม่ผ่าน ค่อยมาตรวจตรงนี้ต่อ ก็ต้องยอมจ่าย ซึ่งคิดว่านายจ้าง-ลูกจ้างข้ามชาติยอมรับตรงนี้ได้ ถ้าใช้วิธีการตรวจแบบไทยยูเนี่ยนราคาโดยรวมจะลดลงมาเหลือ 7 พันกว่าบาท 

อีกวิธีที่จะลดค่าใช้จ่ายโดยรวม คือ การลดค่าประกันสุขภาพ โดยลดจาก 2 ปี ให้เหลือแค่ปีเดียว ดังนั้น ค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคม จากเดิม 3,200 บาท จะลดลงเหลือแค่ 1,600 บาทเลยทีเดียว ซึ่งทางอดิศร ก็อยากให้ทางรัฐบาลช่วยดูค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วยว่าพอจะเป็นไปได้ไหม 

หากรัฐบาลสามารถหาวิธีปรับลดค่าใช้จ่ายได้ โดยเฉพาะค่าตรวจโควิด-19 ก็น่าจะทำให้แรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายอยู่ในขณะนี้สามารถกลับเข้าระบบได้ และจะส่งผลต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลควบคุมโรคระบาดได้สะดวกยิ่งขึ้น
 

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (ถ่ายเมื่อ 16 ธ.ค.63)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์