คณาพจน์ โจมฤทธิ์: สร้างระบบนิเวศการเมืองครบวงจร ความฝันของเพื่อไทยในความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก

พรรคเพื่อไทยเปิดตัวโครงการ The Change Maker: นวัตกรรมทางการเมืองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประกาศตัวว่าเป็นการดิสรัปต์ตนเองและเสาะหาไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างนโยบาย มีคำถามหลายอย่างตามมา ทั้งเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในตลาดการเมืองหลังจากนี้ เป็นรีแอ็คทางการเมืองต่อการเกิดขึ้นของก้าวไกลหรือไม่ จะตามทันความคิดคนรุ่นใหม่ได้หรือ การผูกติดกับตัวบุคคลอย่าง 'ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์' เอาอย่างไรกับ ม.112 และอื่นๆ 

คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ในฐานะผู้อำนวยการทีมคิดเพื่อไทยและโครงการ The Change Maker

คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ในฐานะผู้อำนวยการทีมคิดเพื่อไทยและโครงการ The Change Maker

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พรรคเพื่อไทยสร้างความเคลื่อนไหวในแวดวงการเมืองด้วยการเปิดตัวโครงการ The Change Maker: นวัตกรรมทางการเมืองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยทีมคิดเพื่อไทย แพลตฟอร์มทางการเมืองที่ คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ในฐานะผู้อำนวยการทีมคิดเพื่อไทยและโครงการ กล่าวว่าเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่เปิดให้ประชาชนไม่ว่ารุ่นใดได้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น ไอเดีย และนโยบายต่างๆ เพื่อนำไปปฏิบัติจริงได้

“ผมต้องพูดอย่างนี้ สิ่งที่การเมืองไทยขาดมีอยู่ 2 สิ่ง สิ่งแรกคือพื้นที่แสดงออกทางการเมืองที่มีโครงสร้างที่ชัดเจน ส่วนที่ 2 คือขาดการพัฒนานำไปใช้อย่างเป็นระบบ ถ้ามีคนที่สามารถไกด์ไลน์ได้ว่านโยบายนี้คุณจะทำยังไงเพื่อให้ไปได้จริง มันจะทำให้ความคิดของคุณสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดได้อย่างแท้จริง”

ในอีกทางหนึ่ง นี่อาจเป็นแผนระยะยาวของพรรคเพื่อไทยที่ยอมรับว่า ถึงเวลาที่ต้องวางตำแหน่งแห่งที่ใหม่ รีแบรนด์พรรค และดิสรัปต์ตัวเองเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความคิดของมวลชนรุ่นใหม่

ดูจากเป้าหมายของโครงการชวนคิดว่า สถานการณ์ปัจจุบันการคิดนโยบายจากพรรคการเมืองฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอกับการตอบโจทย์โลกยุคนี้แล้ว?

ผมมองว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการออกมาชุมนุมของประชาชนคนรุ่นใหม่ที่แสดงปัญหาว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง แต่ทุกวันนี้มันไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ให้ทางออกหรือคำตอบหรือเป็น solution provider (ผู้จัดหาทางออก) ให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ปัญหาคือการสร้างนโยบายที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนให้เกิดขึ้น ผมคิดว่าคำตอบของปัญหาทุกอย่างอยู่ที่นโยบายว่านโยบายที่นำขึ้นมาจะสามารถตอบปัญหาได้หรือเปล่า การที่คนจะออกมาพูดถึงวิธีแก้ปัญหาหนึ่ง สอง สาม สี่ แต่ประเด็นสำคัญคือการทำนโยบายในเชิงโครงสร้างเพื่อเอาแนวทางนั้นมาเป็นนโยบายให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

โครงการนี้จึงเป็นกลไกหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยจะนำนโยบายต่างๆ มาดิสรัปต์ตัวเอง?

ใช่ครับ เพราะที่ผ่านมาผมว่าเราต้องมองตัวเองก่อน พรรคเพื่อไทยอาจจะมีสัก 3 ส่วนใหญ่ๆ ที่คนมองอยู่ ประเด็นแรกคือเป็นพรรคการเมืองที่มีมานาน เป็นพรรคคนรุ่นเก่า ไม่ว่าจะมาจากพรรคไทยรักไทย จากพลังประชาชน จนมาถึงเพื่อไทย จนบางครั้งคนรุ่นใหม่ไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ก้าวไกลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาการพูดต่างๆ ผมว่าตรงนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยมีข้อจำกัด

ส่วนที่ 2 พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.เขตจำนวนมาก ทำให้เขาต้องทำงานในพื้นที่หรือทำงานในสภา จึงไม่มีพื้นที่เปิดกว้างในการไปรับฟังปัญหาของคนรุ่นใหม่ในสังคมปัจจุบัน ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องดิสรัปต์ตัวเองว่าพรรคพร้อมจะเปลี่ยนแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ผมว่าเปลี่ยนใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือเรื่องการบริหารงาน ที่ผ่านมามีการดึงเอาคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นกรรมการของพรรคจำนวนมาก ส่วนที่ 2 ในเชิงวิธีการมีการนำเอาโครงสร้างของ The Change Maker หรือคิดเพื่อไทย มาเป็นกระบวนการหรือเครื่องมือเชื่อมต่อระหว่างคนรุ่นใหม่ในสังคมกับคนรุ่นใหญ่หรือผู้มีประสบการณ์ในพรรคการเมือง เป็นสะพานเชื่อมไอเดีย เป็นการต่อยอดความคิดของเยาวชนเพื่อสานต่อกับประสบการณ์ของคนในพรรคเพื่อผนึกกำลังให้พรรคเพื่อไทยเข้มแข็งขึ้น

สุดท้าย สิ่งที่มันเปลี่ยนคือไอเดียใหม่ๆ ที่มาจากการเสนอของประชาชนซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนไปในทิศทางที่สอดรับกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้

พูดได้หรือเปล่าว่าการดิสรัปต์ตัวเองครั้งนี้ เป็นรีแอ็คทางการเมืองจากการเกิดขึ้นของพรรคก้าวไกลที่ต่อติดกับคนรุ่นใหม่ในเชิงความคิด เพื่อไทยจึงต้องขยับบ้าง?

ผมคิดว่าตรงนี้ต้องไม่มองในเชิงดราม่า จะมาแย่งเสียงของพรรคก้าวไกลหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าในสนามการแข่งขันทุกคนคือผู้แข่งขันในสนามการเลือกตั้ง แต่ถ้าอยู่นอกสนามการเลือกตั้งผมว่าทุกคนคือทีมเดียวกัน คือทีมประชาธิปไตยที่ทุกคนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศที่ดีขึ้น อยากให้เยาวชนมีความกินดีอยู่ดี มีการศึกษาที่เท่าเทียมกัน มีการเข้าถึงอิสรภาพทางความคิด ไม่มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ตรงนี้ไม่ว่าจะพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเดียวกันคือทีมประชาธิปไตย ผมคิดว่าเป็นจุดที่เราต้องมองทรัพยากร บุคลากรทางการเมือง เป็นทรัพยากรของคนในสังคมที่คนในสังคมสามารถหยิบใช้เพื่อพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น มันเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยน

ขณะเดียวกันมันเป็นจุดที่พรรคเพื่อไทยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงว่า สังคมปัจจุบันนี้ไม่ได้มีแต่คนในพื้นที่หรือคนที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยแล้ว มันมีกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการเมือง อยากสร้างพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งผมคิดว่าโครงการ The Change Maker เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ผมคิดว่าเป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมืองที่แรกที่ประชาชนหรือคนรุ่นใหม่สามารถเอาไอเดียมาโยนใส่ตรงนี้ได้และมีโค้ชมาพัฒนาไอเดียให้ทำได้จริง เพราะผมว่าเยาวชนหรือคนที่ออกมาชุมนุมปัจจุบัน อุดมการณ์หรือไอเดียสามารถคิดไปได้ไกลจนถึงดาวอังคาร แต่ในความเป็นจริงผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่สามารถทำให้ไอเดียต่างๆ เป็นนโยบายได้จริงเมื่อดูจากความสำเร็จในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการ 1 กองทุน 1 หมู่บ้าน มันเป็นความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยที่สามารถนำความคิดของคนรุ่นใหม่มาต่อยอดหรือพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อให้ตอบรับกับความต้องการของคนเหล่านั้นได้ ตรงนี้เป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น

ยังคงเป็นคำถามคลาสสิกสำหรับพรรคเพื่อไทยที่ต้องการเป็นสถาบันทางการเมืองเกี่ยวกับเรื่องการผูกติดกับตัวบุคคลอย่างทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตรงนี้จะทำอย่างไร?

ในความหมายนี้ผมอาจจะตอบแทนพรรคเพื่อไทยไม่ได้ แต่ในความคิดที่ผมเข้ามาช่วยงานพรรคเพื่อไทย ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยมองในเชิงนโยบายที่ประสบความสำเร็จในอดีตที่เป็นจุดแข็งของพรรค เราต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นอดีตผู้บริหารประเทศของพรรคเพื่อไทยถือเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นจุดแข็งที่ประชาชนในพื้นที่แสดงออกจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาที่เห็นว่าความสำเร็จในอดีตสามารถทำให้เขาลืมตาอ้าปากได้ ประกอบกับที่ผมคิดว่าแก่นของพรรคเพื่อไทยคือเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ เป็นแก่นที่สำคัญที่สุดของสถาบันทางการเมือง เพราะถ้าสถาบันทางการเมืองเน้นความเป็นประชาธิปไตยอย่างเดียว คนอาจจะมองแต่ทางการเมือง

แต่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มองความกินดีอยู่ดีซึ่งสิ่งนี้คือการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทุกคนเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมกัน ตรงนี้เป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านบุคลากรที่มีความสามารถของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ ส.ส. หรือบุคลากรใดก็ตาม ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยมองความสำเร็จเป็นจุดตั้งมากกว่า มองบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามถ้ามีความรู้ความสามารถ อย่างทุกวันนี้พรรคเพื่อไทยก็ดิสรัปต์ตัวเองเพื่อจะเอาความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่มาผนึกกำลังกับคนรุ่นเก่าที่มีความรู้ความสามารถเพื่อทำให้นโยบายออกมาตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบันได้ ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยกล้าจะเปลี่ยน การเมืองไทยก็ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมากลุ่มเป้าหมายทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยเป็นกลุ่มคนรากหญ้าในภาคเหนือและอีสาน ขณะที่โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่คนรุ่นใหม่ ซึ่งในเชิงการตลาดมีโพสิชั่นที่ต่างกันอยู่ พรรคเพื่อไทยจะจัดวางตัวเองยังไง ให้มันผสมกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน?

ผมคิดว่าจุดยืนของเราคือความกินดีอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน คนเมืองหรือคนชนบท ทุกคนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกินดีอยู่ดีและอย่าลืมว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เราพูดถึง ไม่ได้บอกว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เป็นคนในเมืองอย่างเดียวหรือเป็นนิสิตนักศึกษา แต่ผมคิดว่าเราลืมส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศคือลูกหลานของคนในชนบทว่าเราจะตอบโจทย์ความต้องการของคนเหล่านี้ได้อย่างไร

ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องเล็งเห็นปัญหาว่าคนที่อยู่ในชนบทเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกเด็กเล็กแดงของชาวนา ชาวสวน คนชนบท คนรากหญ้า เขามีความต้องการอะไรบ้าง เขาต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองอะไรบ้าง เขาต้องการมีพื้นที่ทางการเมืองอย่างไรได้บ้าง เพราะผมคิดว่าคนเหล่านี้ถูกละเลยไปจากการเมืองไทยด้วยกระแสของการเมืองไทยปัจจุบันที่มองเห็นคนเมือง นิสิต นักศึกษา ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่สำคัญ แต่เราต้องเอาทุกคนเหล่านั้นมาเป็นปัจจัยที่เราจะตอบสนองความต้องการของคนทุกกลุ่มให้ชัดเจนขึ้นได้ ซึ่งผมคิดว่าจุดยืนของทุกคนที่มีความต้องการคือต้องการความกินดีอยู่ดี ความกินดีอยู่ดีตรงนี้มัน inspire มาจากที่การเมืองต้องดีเช่นเดียวกัน ผมจึงคิดว่าถ้าการเมืองดี ทุกอย่างจะต้องดีตามไปด้วย

ความคิดอ่านของมวลชนคนรุ่นใหม่นำหน้าพรรคการเมืองไปมาก โครงการนี้จะก้าวทันความคิด ความต้องการของมวลชนได้แค่ไหน?

ผมเลยเปิดพื้นที่ทางการเมืองเป็นนวัตกรรมใหม่เพราะว่าเรามีการเรียนรู้รูปแบบใหม่ มีโครงสร้างใหม่ๆ เกิดขึ้น เรามีนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการเรียน มีการลงพื้นที่จริง ผมว่าตรงนี้จะเป็นพื้นที่ให้คนมาระดมสมองกันในทุกๆ ด้าน ไม่เฉพาะเจาะจงแค่เรื่องการกินดีอยู่ดีเท่านั้น ไม่ว่าจะเรื่องสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือเรื่องประชาธิปไตยเองก็ตาม ไม่ใช่พื้นที่ที่จำกัดว่าต้องตามทันหรือตามไม่ทัน แต่ผมว่ามันเป็นความต้องการที่แท้จริงของคนในสังคม ซึ่งเราสามารถทำนโยบายตอบรับความต้องการของประชาชนได้ ผมว่ามันจะเป็นคำตอบที่ประชาชนต้องการ

ก่อนหน้านี้การทำงานของพรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรในประเด็นต่างๆ ที่ค่อนข้างแหลมคมในทางการเมือง การทรานส์ฟอร์มตัวเองของพรรคเพื่อไทยจะมีจุดยืนอย่างไรเพื่อตอบรับกับกระแสของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการปฏิรูป เช่น การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปสถาบัน?

ผมเลยบอกว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาอยากจะคิด อยากจะทำ ให้เอามาอยู่ในแพลตฟอร์มของเราเพื่อจะเอาไอเดียต่างๆ มาลองคิด วิเคราะห์โดยผู้มีประสบการณ์จริงในด้านต่างๆ หรือในพื้นที่ว่าไอเดียต่างๆ นั้นในความเป็นจริงทำได้ในระดับไหน ผมว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ

สมมติพรุ่งนี้เราอยากจะไปดาวอังคาร แต่การจะไปดาวอังคารต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง แต่ถ้าวันนี้คุณบอกว่าอยากจะขึ้นไปในอากาศสักสามสี่พันเมตร แบบนี้ผมคิดว่าเราอาจทำได้จริงในเวลาอันใกล้นี้ แต่ถ้าคุณอยากจะไปดาวอะไรก็แล้วแต่ที่มันไกลเกินไป อันนั้นอาจต้องใช้เวลา แต่ผมจะบอกตรงนี้ว่าเราดึงกลับมาหน่อย เราทำอะไรที่ทำได้มากที่สุดและสามารถทำได้จริงเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคมได้มากที่สุด ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ดีที่สุดคือการลงมือและทำได้จริงในปัจจุบัน

อย่างตอนนี้มีกระแสให้ยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งพรรคก้าวไกลพรรคเดียวที่ผลักดันประเด็นนี้ พรรคเพื่อไทยจึงถูกตั้งคำถามว่าในแง่ความเป็นประชาธิปไตย เรื่องสิทธิเสรีภาพ พรรคเพื่อไทยวางตำแหน่งตนเองอยู่ตรงไหน?

ผมคิดว่าต้องย้อนกลับไปมองว่าพรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งทางด้านไหน ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยมีความแข็งแกร่งในการทำนโยบาย ทำโครงสร้างให้เป็นรูปธรรมและเกิดขึ้นจริง ซึ่งผมพูดย้ำไปแล้วว่าทุกคนอยู่ทีมเดียวกันคือทีมประชาธิปไตย แต่ละส่วน แต่ละทีม แต่ละพรรคมีจุดแข็ง มีวิธีดำเนินการอย่างไร ก็ต้องให้เขาทำในส่วนนั้นซึ่งมีวิธีที่แตกต่างกัน

พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งคือการทำงานเชิงนโยบาย ทำงานเชิงโครงสร้างให้เป็นรูปธรรม ผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่เราทำเพื่อตอบสนองประชาชนได้มากกว่าและเป็นจุดที่เราต้องเดินไปด้วยกันมากกว่า เพราะทุกวันนี้เราต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคนในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป เราเคารพในสิ่งนั้น แต่ผมคิดว่าเราทำในสิ่งที่เราถนัดดีกว่า

คาดหวังกับผลลัพธ์ของโครงการนี้ไว้แค่ไหน?

เรามีการทำเวิร์คช็อป 1 เดือนเต็ม มีการเชิญผู้มีความรู้ความสามารถจากทุกวงการ ไม่ใช่แค่เฉพาะในพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะวงการสื่อมวลชน นักเขียน เทคโนโลยี หรือผู้มีประสบการณ์การคิดนโยบายในอดีตมาร่วมกับโครงการนี้

สิ่งที่ผมย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า 2 สิ่งนี้มันจะเกิดขึ้น สิ่งแรกคือการพัฒนาศักยภาพของคนในสังคม เป็นสิ่งสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะสร้างบุคลากรทางการเมืองให้กับสังคมไทยได้ โดยเราไม่ได้ปิดกั้นว่าพอเรียนจบคอร์สแล้วจะต้องทำงานกับพรรคเพื่อไทย แต่ผมว่าคนเหล่านั้นจะนำความรู้ ความสามารถที่ได้มาไปพัฒนาพื้นที่ ท้องถิ่น คุณจะกลับมาทำงานกับเราหรือเปล่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา เพราะผมคิดว่าถ้าบุคลากรทางการเมืองในประเทศดีขึ้น การเมืองในประเทศก็ต้องดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนที่ 2 ที่เราอยากได้จากโครงการนี้คือไอเดียใหม่ๆ เพราะจะเป็นสิ่งที่เราตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้และก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ถ้าเราเอา 2 ส่วนนี้มารวมกันได้นั่นคือการ empowerment กับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ เน้นว่าอย่างเป็นระบบ มันก็จะสามารถบริหารจัดการ ต่อยอดทำให้เป็นรูปธรรมได้ง่ายยิ่งขึ้น

แสดงว่าทุกวันนี้ยังไม่ค่อยเป็นระบบ?

จริงๆ สิ่งที่ผมอยากจะสร้าง เราเรียกว่าเป็น full ecosystem (ระบบนิเวศครบวงจร) ทางการเมือง เพราะที่ผ่านมาในพรรคการเมืองหลายพรรคมีการทำ internship (ช่วงฝึกฝนเพิ่มเติม) มีการทำหลายๆ อย่าง แต่ผมว่าสิ่งนั้นเป็นแค่ส่วนเดียวที่ยังไม่ full ecosystem เพราะคนเหล่านั้นคิดได้ แต่นโยบายเหล่านั้นไม่ได้มีการไปทำเป็น prototype (สิ่งที่เป็นต้นแบบ) ในพื้นที่จริง คุณจึงไม่มีทางรู้ว่านโยบายที่คุณคิดมาทำได้จริงหรือเปล่า

แต่โครงการนี้เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยแตกต่างจากพรรคอื่นคือเราให้คุณไปลองทำในพื้นที่จริงว่า สิ่งที่คุณคิดมาหรือโครงการต่างๆ คุณทำได้จริงหรือเปล่า สมมติคุณทำเรื่องสิทธิเสรีภาพ คุณเอาโปรเจกต์ของคุณในพื้นที่ที่คุณคิดว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณและถ้าทำได้จริง มันก็เป็นการต่อยอดและเราสามารถนำนโยบายเหล่านั้นมาเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยในอนาคตได้

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์