แอมเนสตี้ฯ แนะทางการไทยต้องยุติการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

แอมเนสตี้แถลงกรณีสลายการชุมนุมหมู่บ้านทะลุฟ้าข้างทำเนียบรัฐบาล แนะทางการต้องยุติการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ขณะที่ 'แอกเนส' ผู้เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นั่งเลขาธิการคนใหม่ของแอมเนสตี้ฯ

29 มี.ค.2564 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รายงานว่า สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมโดยสงบหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ และการที่ตำรวจจับกุมผู้ชุมนุมโดยสงบอย่างน้อย 99 คนโดยพลการ ซึ่งในนั้นมีเด็กหกคน พระสองรูป และผู้สูงวัย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อห้ามในการชุมนุมระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน   

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยเผยว่า การจับกลุ่มและดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมโดยสงบจำนวนมากเมื่อวานนี้ ถือเป็นการปราบปรามอย่างเป็นระบบอีกครั้งหนึ่งต่อสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ การใช้กฎหมายอย่างมิชอบเช่นนี้ตอกย้ำข้อกังวลว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเพียงข้ออ้างแบบเหมารวม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ถูกใช้เพื่อย่ำยีความเห็นที่แตกต่าง โดยอ้างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้นจึงต้องมีการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยทันที  

“การจับกุม การควบคุมตัวและการดำเนินคดีหลายครั้งโดยใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มักพุ่งเป้าไปที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และผู้ชุมนุม ทั้งนี้เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างจากรัฐ การจับกุมโดยพลการและมิชอบด้วยกฎหมายตอกย้ำว่า ตำรวจไม่ใส่ใจต่อสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และเป็นไปตามกระบวนการอันควรของกฎหมาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุม และให้ยกเลิกข้อหาทั้งหมดโดยทันที    

“รัฐบาลไทยต้องเคารพสิทธิเด็กที่จะสื่อข้อความและแสดงความเห็นของตน การควบคุมตัวเด็กต้องนำมาใช้เป็นมาตรการขั้นสุดท้าย โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กของเด็กเป็นหลัก”  ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ กล่าว

ข้อมูลพื้นฐาน    

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2564 ตำรวจจับกุมผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยสองกลุ่ม รวมกันอย่างน้อย 99 คน พวกเขาได้ชุมนุมโดยสงบเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปอย่างเป็นประชาธิปไตย ในบรรดาผู้ชุมนุมที่ถูกจับเป็นเด็กอย่างน้อยหกคน สี่คนมีอายุเพียง 15 ปี มีพระสองรูปและผู้สูงวัยหนึ่งคน   

ตอนหกโมงเช้า กำลังตำรวจปราบจลาจลประมาณ 300 นาย ได้บุกเข้ามายังที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล พวกเขาชุมนุมต่อเนื่องมาสองสัปดาห์เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปอย่างเป็นประชาธิปไตย ตำรวจอ้างว่าพวกเขาละเมิดข้อห้ามการชุมนุมสาธารณะระหว่างประกาศพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้เวลาพวกเขาสามนาทีเพื่อสลายตัว จากนั้นได้จับนักกิจกรรมและผู้ชุมนุม 67 คน ระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ยังได้ยึดโทรศัพท์และขู่จะใช้มาตรการหนักขึ้น หากผู้ชุมนุมยังคงถ่ายทอดสดเหตุการณ์ขณะจับกุมผ่านโซเชียลมีเดียต่อไป มีการระบุสถานที่ควบคุมตัวของพวกเขาแตกต่างกัน พระสองรูปที่ถูกจับ ยังถูกนำตัวไปสึกด้วย    

ผู้ชุมนุมทั้งหมดถูกนำตัวไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี ใกล้กับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมตัวอย่างไม่เป็นทางการ ถือว่าขัดกับมาตรฐานการควบคุมการชุมนุมระหว่างประเทศ มีการจำกัดสิทธิของผู้ชุมนุมในการเข้าถึงทนายความที่ตนเลือก เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องสถานที่ควบคุมตัวและระยะทางที่ห่างไกล เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ญาติมาเยี่ยมระหว่างการควบคุมตัว    

เพื่อตอบโต้กับสถานการณ์นี้ กลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนได้รวมตัวเป็น ‘แฟล็ชม็อบ’ ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมในตอนเช้าทันที ประมาณหกโมงครึ่งตอนเย็น ตำรวจปราบจลาจลพยายามสลายการชุมนุม และจับผู้ชุมนุมไปอีกอย่างน้อย 32 คน รวมทั้งเยาวชนและศิลปิน แม้จะถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในสถานที่เดียวกัน พวกเขากลัยถูกนำตัวไปที่สโมสรตำรวจในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมตัวอย่างไม่เป็นทางการ ในระหว่างเขียนรายงานนี้ ตำรวจกำลังจะนำตัว 60 คน รวมทั้ง 32 คนที่ถูกจับเป็นกลุ่มที่สอง ไปยังศาลแขวงดุสิตเพื่อทำเรื่องฝากขัง เยาวชนหกคนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวานนี้ หลังศาลเยาวชนและครอบครัวให้ประกันตัว เด็กผู้ชายอายุ 19 ปีอีกคนหนึ่งก็ได้รับการปล่อยตัวระหว่างการสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1    

นับแต่ปี 2563 บุคคลกว่า 500 คนรวมทั้งเด็กประมาณ 29 คน ถูกจับ และ/หรือดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกข้อมูลตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมอย่างสงบอย่างน้อย 12 ครั้งในปี 2564    

ตำรวจต้องเคารพสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของผู้ชุมนุม เพื่อแสดงความเห็นของตน และอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยให้ผู้ชุมนุมสื่อข้อความของตนได้ โปรดดู เอกสาร ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีของตำรวจในการบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะ   

ตามมาตรฐานการควบคุมการชุมนุมระหว่างประเทศ บุคคลที่ถูกจับต้องได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและสถานที่ควบคุมตัวโดยพลัน  พวกเขายังมีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการเข้าถึงทนายความที่ตนเลือก และการติดต่อกับครอบครัวหรือบุคคลที่ไว้วางใจ ต้องมีการนำตัวพวกเขาไปยังสถานที่ควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ และต้องไม่ใช้วิธีการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายกับพวกเขา ที่สำคัญสุด ต้องสันนิษฐานว่าพวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่ามีความผิด    

'แอกเนส' ผู้เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นั่งเลขาธิการคนใหม่ของแอมเนสตี้ฯ

วันเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รายงานว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประกาศแต่งตั้ง แอกเนส คาลามาร์ด ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นเลขาธิการคนใหม่โดยให้มีผลทันทีในวันนี้ 

แอกเนส คาลามาร์ด ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ก่อนที่ คาลามาร์ด ได้เข้าร่วมงานกับองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น เธอเคยทำงานเป็นผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการสังหารอย่างรวบรัด หรือโดยพลการและนอกกระบวนการยุติธรรม โดยในตำแหน่งดังกล่าว เธอมีผลงานการสอบสวนครั้งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสังหารนายจามาล คาช็อกจี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย 

ในฐานะเลขาธิการ ดร. คาลามาร์ด จะทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายบริหารของสำนักเลขาธิการใหญ่ และเป็นโฆษกหลักของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนับสนุนประมาณ 10 ล้านคน และมีสำนักงานในกว่า 70 ประเทศ  

ซารา บีอามิช ประธานคณะกรรมการสากลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่าในช่วงเวลาที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนตกอยู่ใต้การคุกคามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทั่วโลก ดร. คาลามาร์ดจะเป็นผู้นำที่กระตุ้นและส่งเสริมขบวนการแอมเนสตี้ในทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับปัญหาท้าทายอย่างตรงไปตรงมา 

“ความแหลมคมทางสติปัญญา ประกอบกับประสบการณ์ที่ลึกซึ้งด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก และความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็น ทำให้เธอมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำขบวนการของเรา เรายินดีที่เธอตอบรับความท้าทายครั้งนี้เพื่อนำเราไปสู่ยุคใหม่อย่างกล้าหาญ”  

เลขาธิการได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการสากลของแอมเนสตี้ให้ดำรงตำแหน่งในเบื้องต้นมีวาระสี่ปี การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นผลมาจากการสรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากทั่วโลก ดร. คาลามาร์ดจะเข้าดำรงตำแหน่งแทนจูลี เวอร์แฮร์ รักษาการเลขาธิการ  

แอกเนส คาลามาร์ดกล่าวว่า ในขณะที่รัฐบาลและบรรษัทหาทางปิดปากผู้ที่เปิดโปงการปฏิบัติมิชอบของพวกเขา เพื่อปิดบังความจริงและทำลายหรือปฏิเสธบรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชน การสอบสวนอย่างเข้มแข็งและการรณรงค์อย่างกล้าหาญของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

“ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ และทำงานร่วมกับผู้สนับสนุนของแอมเนสตี้ทั่วโลก เพื่อให้เราสามารถปกป้องและเรียกร้องการเคารพทุกสิทธิมนุษยชนให้กับทุกคน”  

คาลามาร์ดเป็นชาวฝรั่งเศส มีเส้นทางการทำงานที่โดดเด่นในด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและงานด้านมนุษยธรรม เธอเคยร่วมงานกับเอ็นจีโอ นักวิชาการ และองค์การสหประชาชาติ นอกจากทำงานเป็นผู้ชำนาญการอิสระด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติแล้ว เธอยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโครงการเสรีภาพด้านความเห็นระดับโลกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก่อนหน้านั้นเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารขององค์กร ARTICLE 19 ซึ่งทำงานเกี่ยวกับสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และเป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร HAP International (Humanitarian Accountability Partnership) 

คาลามาร์ดเคยทำงานกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระหว่างปีพ.ศ. 2538-2544 รวมทั้งการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ (Chef de Cabinet) ของปิแอร์ ซาเน เลขาธิการในขณะนั้น เธอเป็นผู้นำการสอบสวนด้านสิทธิมนุษยชนในกว่า 30 ประเทศ และมีผลงานตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั้งในด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเดินทางของผู้ลี้ภัย และวิธีสอบสวนด้านสิทธิมนุษยชน   

โดยในการขึ้นรับตำแหน่งนี้ของ ดร.คาลามาร์ด ทางคณะกรรมการสากลขอขอบคุณคุณเวอร์แฮร์ ในการรักษาการณ์ตำแหน่งผู้นำ และขอให้เธอประสบความสำเร็จกับงานที่มีความท้าทายใหม่ ๆ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์