'ณัฐวุฒิ' แถลงหลังถอดกำไล EM ยันยืนข้าง 'ราษฎร' นักศึกษา

อดีตแกนนำ นปช. แถลงหลังถอดกำไล EM ยันยืนข้าง 'ราษฎร' นักศึกษา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาบิดเบือนให้ร้ายป้ายสีว่าการแสดงท่าทีเช่นนี้หมายถึงการมุ่งร้าย หมายถึงการโค่นล้มทำลายสถาบันฯ ย้ำตนต่อต้านเผด็จการในพม่า ตนก็ต่อต้านเผด็จการในไทยด้วย

30 มี.ค.2564 วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ที่ยูดีดีนิวส์ (UDD news) ชั้นใต้ดิน อาคารเอเวอรี่มอลล์ แยกแคราย นนทบุรี ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงท่าทีทางการเมืองหลัง ครบกำหนดวันต้องโทษเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับถอดกำไล EM

ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวขณะนี้ยังมีคดีความที่ต้องต่อสู้ ซึ่งเป็นผลพวงจากการเคลื่อนไหวในปี 2552 และ 2553 อีกหลายคดี แม้สถานะของตนยังเป็นผู้ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี แต่ในฐานะประชาชนยังยืนยันจุดยืนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง คือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตนไม่รู้สึกเสียใจที่เลือกเส้นทางสายนี้ และมีคดีความมากมาย ติดคุกมาแล้ว 3 ครั้ง และไม่แน่ใจจะมีอีกกี่ครั้ง ความเจ็บปวดผมรับได้ ภาระที่ต้องแบกรับไม่หวั่นไหว และขอย้ำจุดยืนคืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ภายใต้หลักการ คนเราเท่าเทียมกัน 

ส่วนกรณีที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศนัดชุมนุมในวันที่ 4 เม.ย.นี้ ณัฐวุฒิ กล่าวว่ายังไม่ได้พูดคุยแนวทางการเมืองกับจตุพร แต่เห็นว่า จตุพร และหลายคนที่ออกมาเคลื่อนไหวก็มีศักยภาพอยู่แล้ว ขณะเดียวกันในฐานะที่เป็นอดีตแกนนำนปช.ยังไม่มีแนวคิดเคลื่อนไหวนำมวลชนคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมใหญ่ หรือชุมนุมร่วมกับกลุ่มอื่นๆ ในขณะนี้

ขณะที่ประเด็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษานั้น อดีตแกนนำ นปช. กล่าวว่า ตนไม่อยู่ในสถานะที่จะประเมินการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตและอิสรภาพของคนรุ่นใหม่ได้ เพราะเมื่อแกนนำตัดสินใจที่จะกล้าออกมาต่อสู้ ทุกคนก็ถือว่าอยู่ในสถานะเดียวกันกับตน มีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

"ผมขอแสดงตัวเคียงข้างนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่กำลังต่อสู้อยู่ พร้อมกันนั้นผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาบิดเบือนให้ร้ายป้ายสีว่าการแสดงท่าทีเช่นนี้หมายถึงการมุ่งร้าย หมายถึงการโค่นล้มทำลายสถาบัน" ณัฐวุฒิ กล่าว

"ประเทศนี้ไม่สามารถพูดถึงอนาคตที่สดใสได้เลย ตราบที่อนาคตของชาติยังอยู่ในกรงขัง เราไม่สามารถกล่าวว่าทุกสิ่งที่ทำๆ เพื่อลูกหลาน ในวันที่ลูกหลานยังถูกขัง ไม่ได้กินข้าว ร้องห่มร้องไห้โหยหาอิสรภาพ" ณัฐวุฒิ กล่าวพร้อมระบุว่า ถ้าประเทศดี เด็กเหล่านี้ต้องอยู่ในห้องเรียนไม่ใช่ห้องขัง ดังนั้นต้องเอาเขาออกจากห้องขัง โดยคนที่เกี่ยวข้องจะต้องมานั่งหารือ ทำความเข้าใจพูดคุยถึงปัญหาที่แท้จริงด้วยบรรยากาศของความปราถนาดีต่อกันและกัน 

"ผมได้ถามเพนกวินในเรือนจำว่า น้องรู้จักพี่ได้ยังไง เพนกวินบอกว่า เขารู้จักผมตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ตั้งแต่ปี 2553 คำตอบของเขาสั้นๆ แต่ทำให้ผมคิดยาว เพราะปี 2553 ผมได้ร่วมต่อสู้ครั้งใหญ่ เพนกวินอายุ 11 ขวบ เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านมา 10 ปี ถึงปี 2563 เพนกวินเป็นแกนนำต่อสู้ มีคดีความติดคุกอยู่เวลานี้ สิ่งที่ผมคิดยาว ถ้าเรื่องราวยังยุ่งเหยิง ยังหาข้อยุติไม่ได้อีก 10 ปี ลูกชายผมจะอายุเท่าเพนกวินวันนี้ แล้วก็ไม่แน่ว่า อีก 10 ปี ลูกชายผมต้องมาเจอสภาพแบบนี้ ไม่แน่ว่า คนที่จะต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดศาล พยายามให้ลูกต้องได้รับอิสรภาพ อาจจะไม่ใช่แม่เพนกวิน แม่ไมค์ (ไมค์ - ภาณุพงศ์ จาดนอก) แม่รุ้ง (รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวงศ์) แม่ไผ่ (ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) แต่อาจจะเป็นผม พ่อของ ด.ช.นปก ใสยเกื้อ วันนี้ก็ได้" อดีตแกนนำ นปช. กล่าวถึงเรื่องราวบทสนทนากับ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำ "ราษฎร" ที่พบขณะอยู่ในเรือนจำ ตอนหนึ่ง

“ผมถึงบอกว่า คนรุ่นเรานี่แหละที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้เด็กโตขึ้นมาแล้วรับผิดชอบความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะโต ก่อนที่เขาจะรู้ความด้วยซ้ำไป ถามหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคนว่า เรายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้หรือ เราจะเข้าคิวรอการเป็นพ่อแม่ที่ต้องวิ่งประกันตัวลูก ที่ต้องอกสั่นขวัญแขวน เมื่อเห็นลูกต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ ผมว่าเรายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้น ไม่มีใครปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงได้ เราอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ โดยไม่ต้องทำร้ายกันและกัน กับคนหนุ่มคนสาว เมตตาเถอะครับ อย่าอาฆาต พยายามเถอะครับ อย่าพยาบาท และผมเชื่อว่าบ้านเมืองมันมีทางออก ขอส่งความปรารถนาดีๆ ไปถึงประชาชน คนหนุ่มสาว ไปยังเยาวชนที่ต่อสู้อยู่เวลานี้" ณัฐวุฒิ กล่าว

อดีตแกนนำ นปช. กล่าวถึงนักกิจกรรมนักศึกษาเหล่านั้นอีกว่า แม้ว่าจะรู้จักเป็นการส่วนตัวน้อยคนมาก ที่ยังอยู่ข้างนอกไม่เคยรู้จักแม้แต่คนเดียว ที่อยู่ข้างในก็ไปรู้จักกันข้างในแทบจะทั้งหมด แต่อยากจะบอกว่าตนยังอยู่ตรงนี้ ตนเคียงข้างเสมอ เข้าใจและเห็นใจ และไม่คิดว่าจะทอดทิ้งกัน 

"..เราถูกฆ่าตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราถูกตราหน้าว่าเป็นควาย เราถูกกาหัวว่าเป็นพวกไร้การศึกษา เราถูกทำให้ไร้ค่า สิบกว่าปีที่ผ่านมา พวกผมต่อสู้แล้วเจอแต่สิ่งนี้ แต่พวกเขาคนหนุ่มสาวเหล่านี้.. พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่หยิบยื่นความเห็นใจและหยิบยื่นเกียรติยศให้พวกผม พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ตะโกนเรียกพวกเรากลางท้องถนน พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่บอกว่าเข้าใจพวกเราแล้วและขอโทษพวกเราที่เคยเข้าใจผิด ในนามของความเป็นมนุษย์ ผมทิ้งพวกเขาไม่ได้.." ณัฐวุฒิ กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า ตนมีโลกใบเดียว ถ้าตนต่อต้านเผด็จการในพม่า ตนก็ต่อต้านเผด็จการในประเทศไทยด้วย ถ้าตนประณามการเข่นฆ่าประชาชนในพม่า ตนก็ต้องไม่ยอมรับการกระทำใดต่อคนหนุ่มสาวและประชาชนในไทยด้วย 

ทั้งนี้การแถลงข่าวของณัฐวุฒิ ยังมีอดีตแกนนำ นปช. ร่วมให้กำลังใจ เช่น ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ. เหวง โตจิราการ ก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมถึงแนวร่วมคนเสื้อแดง

ที่มา : ยูดีดีนิวส์ - UDD news, มติชนออนไลน์, Wirapa Angkoon และบีบีซีไทย

แสดงความคิดเห็น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์