ชาวกะเหรี่ยงติดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ไทยไม่ให้เข้ากลับพม่าก็เสี่ยงตาย

ชาวกะเหรี่ยงจากพม่าที่หนีปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าติดค้างที่ชายแดนไทย-พม่า เข้าฝั่งไทยไม่ได้แต่จะกลับเข้าพม่าก็ต้องเผชิญอันตรายจนต้องพักอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำ "ประยุทธ์" แจงไม่ได้เอาปืนจี้ให้กลับขอแค่ให้กลับไปก่อนแต่ถ้าเป็นสถานการณ์สู้รบก็อีกเรื่อง

ภาพชาวกะเหรี่ยงที่ลี้ภัยจากการโจมตีโดยกองทัพพม่า จากชาวบ้านลุ่มน้ำสาละวิน

30 มี.ค.2564 สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า สิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ กรณีที่มีการปฏิบัติการทางทหาร ระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยง KNU และกองทัพพม่า ตรงข้ามชายแดนไทย-พม่า อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จนเป็นเหตุให้มีผู้หลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสาละวินชายแดนไทยประมาณสองพันคน ตั้งแต่ 11 มี.ค.2564 จนถึงปัจจุบัน

สิธิชัยระบุว่าการดูแลความปลอดภัยผู้ลี้ภัยอยู่ในความรับผิดชอบของกองกำลังนเรศวรพร้อมทั้งเจรจาสร้างความเข้าใจให้ผู้ลี้ภัยซึ่งได้ยินยอมเดินทางกลับโดยสมัครใจเป็นส่วนใหญ่ คงเหลือจำนวนเพียงบางส่วน ซึ่งคาดว่าจะเดินทางกลับภายใน 1 - 2 วันนี้ แต่หากสถานการณ์ยังคงรุนแรงมากขึ้นและผู้ลี้ภัยบางส่วนยังไม่ยินดีกลับหรือมีเข้ามาฝั่งไทยมากขึ้น ทางจังหวัดจะจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ในระดับจังหวัด และจะขอกำลังสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทยกรณีที่เกิดกำลังของจังหวัด

ส่วนประเด็นผู้บาดเจ็บทั้ง 7ราย เมื่อได้ทำการรักษาเสร็จสิ้นตามกระบวนการทางการแพทย์แล้ว จะส่งตัวกลับพื้นที่ปลอดภัยต่อไป ทั้งนี้เป็นการช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้เป็นการให้สัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวานนี้(29 มี.ค.64) รอยเตอร์ รายงานถึงผลการประชุมของเมื่อวานนี้โดยอ้างถึง สังคม คัดเชียงแสน นายอำเภอแม่สะเรียงว่า ทุกหน่วยงานควรปฏิบัติตามนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยให้สกัดกั้นผู้ลี้ภัยให้อยู่ตามแนวชายแดนและยังได้กล่าวอีกว่า

"ทหารเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดการสถานการณ์ และเราจะต้องไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ UNHCR หรือ NGOs หรือองค์การระหว่างประเทศใดได้เข้าไปติดต่อสื่อสารโดยตรงกับผู้ลี้ภัยโดยเด็ดขาด" รอยเตอร์รายงานที่นายอำเภอแม่สะเหรียงให้สัมภาษณ์

อีกทั้งในวันนี้สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานในประเด็นเดียวกันนี้ว่าสถานการณ์ในฝั่งพม่ายังคงมีอันตรายอยู่โดยยืนยันจากปากคำของ 1 ในผู้บาดเจ็บจากระเบิดในการโจมตีทางอากาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก่อนจะหนีข้ามมาฝั่งไทยทางหมู่บ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมกับผู้บาดเจ็บอีก 6 คน ซึ่งไม่มีชาวบ้านคนใดที่จะกล้าเดินทางกลับไปในหมู่บ้านที่พวกเขาจากมา

นอกจากนั้นวันนี้เมื่อ 8.56 น. มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน องค์กรที่ทำงานด้านผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ รายงานข้อเท็จจริงในพื้นที่ว่ายังมีผู้ลี้ภัยที่กลับขึ้นเรือไปก่อนมืดไม่ทันจำนวนหนึ่งที่นอนอยู่ริมแม่น้ำฝั่งไทย โดยมีลวดหนามที่เจ้าหน้าที่นำมากั้นไม่ให้ขึ้นจากฝั่งเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น สถานที่ดังกล่าวจึงน่าจะยังไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย อีกทั้งผู้ลี้ภัยได้รับคำสั่งไว้ว่าจะต้องเดินทางกลับในเช้าวันนี้ จึงมีชาวกะเหรี่ยงบางส่วนที่เดินทางกลับไปฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่าต้องพักอยู่ตามแนวริมแม่น้ำสาละวินเพื่อความปลอดภัย

ส่วนท่าทีต่อประเด็นนี้ของทางด้านรัฐบาล ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงต่อกระแสข่าวว่าทางการไทย บังคับส่งกลับชาวเมียนมาเชื้อสายกะเหรี่ยงที่หนีภัยความไม่สงบมายังประเทศไทยนั้น ไม่เป็นความจริง โดยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวของทางการในพื้นที่ และฝ่ายไทยยังคงยืนยันที่จะให้การดูแลผู้ที่ข้ามชายแดนมาอยู่ฝั่งไทยแล้ว รวมทั้งยังคงประเมินสถานการณ์และความต้องการในพื้นที่ต่อไป 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกลาโหมกล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยว่ามีการเจรจาพูดคุยหลายคนเข้ามาในหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ นำร่องเข้ามาก่อน เมื่อมาเจอ เราก็ชี้แจง ซึ่งเราก็ถามว่ามีปัญหาอะไรในประเทศของเขาในส่วนที่เขาอยู่ เมื่อเขาบอกว่าไม่มี ก็ขอให้กลับไปก่อนได้หรือไม่ ไม่ได้เอาปืนผาหน้าไม้ไปจี้ไปไล่เขา จับไม้จับมืออวยพรด้วยซ้ำไป นั่นคือมนุษยธรรม หากสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้นก็ค่อยแก้กัน และจะไม่ผลักดันกลับถ้าเดือดร้อนจริง ส่วนกรณีที่มีการแจ้งว่าได้รับนโยบายให้บล็อกผู้ลี้ภัยนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเป็นเขตแดนไทย จะเข้ามาต้องมาอย่างถูกกฎหมาย แต่ถ้าสถานการณ์สู้รบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ยูเอ็นประณามเหตุสังหารหมู่ในพม่า เรียกร้องนานาชาติใช้มาตรการ 'R2P'

มีการโจมตีทางอากาศอย่างหนักในพื้นที่ชาวกะเหรี่ยง

วันเดียวกันนี้ สำนักข่าวชายขอบรายงานถึงแถลงการณ์ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) ที่ประณามกองทัพพม่าต่อการโจมตีทางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อพลเรือนชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเริ่มคืนวันที่ 27 มี.ค.2564 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 คนและบาดเจ็บสาหัส 8 คน และทำให้มีประชาชนกว่า 10,000 คนหลบหนีและพยายามหาที่พักพิงในป่า หรือหนีภัยความตายมายังประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีการยิงปืนใหญ่ใส่หมุ่บ้านที่อยู่ใกล้กับฐานทัพทหารพม่าด้วย ซึ่งการดำเนินการของทหารพม่า เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใดๆ ที่จะเข่นฆ่า ทำร้าย และข่มขวัญผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็ก ในยามวิกาล จนเป็นเหตุให้กองทัพกะเหรี่ยงตัดสินใจเข้ายึดฐานทัพของทหารพม่า

แถลงการณ์ยังระบุถึงสถานการณ์ที่กองทัพพม่าขยายกำลังทหารเข้าไปในดินแดนกะเหรี่ยงหลายแห่งเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ทั้งการถนนทางการทหารและกองกำลังเพิ่มขึ้นและยังมีการยิงกราดเข้าไปในหมู่บ้าน ใช้โดรนตรวจการณ์ และสังหารพลเรือนหลายครั้ง ซึ่งแสดงถึงความล้มเหลวในการทำตามข้อตกลงหยุดยิงและการแจ้งเตือนของกองทัพกะเหรี่ยง แต่กลับกล่าวโทษว่ากองกำลังกะเหรี่ยงเป็นผู้ละเมิดข้อตกลงและเป็นข้ออ้างในการโจมตีทางอากาศในพื้นที่พลเรือนกะเหรี่ยงอย่างร้ายแรง

“ในเวลานี้กองกำลังทหารภาคพื้นดินของพม่าหลายพันคนกำลังรุกคืบเข้ามาในดินแดนของเราจากทุกด้าน เรากังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคงของพลเรือน เราไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ร้ายแรงเหล่านี้ที่เกิดขึ้นโดยกองทัพของรัฐบาลทหารนอกกฎหมาย เพื่อปกป้องดินแดนของเรา ชาวกะเหรี่ยงของเรา และสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเองของพวกเขา เราขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือและความคุ้มครองด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นแก่ประชาชนของเรา ที่หลบหนีจากการโจมตีของทหารพม่าในเวลานี้ เราขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศอย่าให้การยอมรับรัฐบาลทหารนอกกฎหมายนี้ และตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับพวกเขารวมถึงความสัมพันธ์ทางทหารและเศรษฐกิจ ประชาคมระหว่างประเทศควรกดดันให้ทหารพม่าฟาสซิสต์ยุติการใช้อาวุธทางทหารต่อพลเรือนโดยทันที ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” แถลงการณ์สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงระบุ

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์