เพื่อไทย เร่งรัดสภาฉีดวัคซีนให้ ส.ส. ป้องกันการแพร่ระบาดช่วงลงพื้นที่ทั่วประเทศ

'จิรายุ ห่วงทรัพย์' ส.ส.กรุงเทพ พรรคเพื่อไทย เร่งรัดสภาฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ ส.ส.อย่างเร่งด่วนและครอบคลุม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดช่วงลงพื้นที่ทั่วประเทศ - 'อรุณี' ชี้โรงพยาบาลเอกชนเมินตรวจเชื้อกลัวรัฐไม่จ่ายลอยแพประชาชน แนะใช้โมเดลญี่ปุ่นจัดระเบียบ

ฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงความเสี่ยงในการประชุมรัฐสภาที่ผ่านมาว่าตน อยู่ในที่ประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาตลอดสองวันทั้งๆที่มีสมาชิกจำนวนมากไม่อยู่ในที่ประชุมเกือบครึ่งจาก ส.ส.500 คน ส.ว. 250 คน ซึ่งต่างก็ชี้แจงว่ากลัวติดโรคโควิดต้องกักตัว ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเชื้อโควิดจะฉลาดรู้ที่จะเลือกว่าควรจะเป็นกับ ส.ว.เท่านั้นหรือควรจะเป็นกับ ส.ส.ที่นั่งรวมกันในห้องประชุมเท่านั้น เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาตนก็รอยืนยันในการฉีดวัคซีนโควิดให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แต่ปรากฏว่าเมื่อวานนี้สำนักงานเลขาวุฒิสภากลับให้สมาชิกวุฒิสภาหรือสว.ไปฉีดก่อนเป็นที่เรียบร้อย

ตนจึงขอเรียกร้องไปยังประธานสภานายชวน หลีกภัย เพราะท่านเป็นสส.พื้นที่มาหลายสมัยย่อมเข้าใจว่าสส.เขตต้องลงพื้นที่อย่างหนักในช่วงเทศกาลต้องพบปะประชาชนจำนวนมากย่อมทำให้ประชาชนเกิดความเสี่ยง ซึ่งเรื่องนี้ สภาฯต้องเร่งรัดพิจารณาให้กับกลุ่มเสี่ยง ซึ่งก็มีเพียงหลักร้อยคนเท่านั้น อย่างน้อยสมาชิกรัฐสภาที่ต้องออกไปพบปะประชาชนทั้งหมดควรได้รับการฉีดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่พบปะเนื่องจากสมาชิกต้องเดินทางกันทุกจังหวัดทุกอำเภอ ทุกตำบล ทั้งประเทศไทย

ส่วนกรณีสว.ได้ฉีดก่อนนั้นก็ต้องถือว่าขอบคุณกับ ประธานวุฒิและ เลขาธิการวุฒิสภาที่ให้ความสำคัญกับ สว.แม้ทั้งหมดจะมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มีพื้นที่ต้องลงพบปะประชาชน แต่สว.เหล่านี้ก็คงจะเดินทางกลับไปให้ลูกหลานได้รดน้ำดำหัวในแต่ละจังหวัดอย่างน้องก็ลดความเสี่ยง

ซึ่งเรื่องนี้ รัฐสภาไม่ควรนิ่งนอนใจและควรเร่งดำเนินการหรือจะให้สมาชิกไปฉีดกันเองก่อนตามโรงพยาบาลก็ขอให้แจ้งให้ชัดเจน เพราะอีกไม่กี่วันก็จะเปิดสภาสมัยสามัญถึงวันนั้นสมาชิกรัฐสภาพาโควิดเข้ามาในสภารับรองงานงอกถึง ประธานสภา แน่นอนนายจิรายุ กล่าว

'อรุณี' ชี้โรงพยาบาลเอกชนเมินตรวจเชื้อกลัวรัฐไม่จ่ายลอยแพประชาชน แนะใช้โมเดลญี่ปุ่นจัดระเบียบ

ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคลัสเตอร์ทองหล่อที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรวดเร็ว จนปรากฏเป็นภาพประชาชนแตกตื่นไปต่อคิวเพื่อรับการตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก จนโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ออกมาประกาศหยุดรับการตรวจเชื้อโควิด-19 เนื่องจากน้ำยาหมด นอกจากนี้ยังปรากฏภาพประชาชนย่านทองหล่อไปต่อคิวเพื่อรับการตรวจหาเชื้อที่อารีนาเท็น ทองหล่อ ซอย 10 จำนวนนับพันคน ไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพราะความหวาดกลัวว่าจะติดเชื้อ จึงมีความเสี่ยงว่าจากที่ประชาชนบางคนไม่ได้ติดโควิดมาก่อน อาจจะได้รับเชื้อจากการต่อคิวเพื่อตรวจเชื้อก็เป็นได้

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก รัฐบาลไม่เคยเรียนรู้จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วนำมาพัฒนาการป้องกันและรับมือ ทุกครั้งที่มีการระบาดจากคลัสเตอร์ใหม่ ตั้งแต่ตลาดกลางกุ้ง ตลาดบางแค จนมาถึงทองหล่อ ยังไม่มีการปรับปรุงการตรวจหาเชื้อที่ดีพอ ไม่มีการประสานขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนซึ่งถือว่าสำคัญมากในสถานการณ์นี้ เพราะโรงพยาบาลเอกชนมีเครือข่ายกระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่ แต่ท่าทีโรงพยาบาลเอกชนขณะนี้อาจมีความกังวลกับภาระค่าใช้จ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการปิดช่องทางการรักษาและการมีชีวิตรอดของประชาชน รัฐบาลควรเร่งเจรจากับภาคเอกชนอย่างเร่งด่วนในการร่วมมือกันตรวจหาเชื้อ แต่หากคิดไม่ได้ก็ควรนำเอาวิธีการของต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น ที่ญี่ปุ่น หากสงสัยว่าติดเชื้อ ประชาชนจะต้องโทรหาศูนย์สาธารณสุข เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าอยู่เขตใด และควรไปโรงพยาบาลใด หากอาการไม่รุนแรง รัฐบาลสั่งให้กักตัวที่บ้าน เพื่อให้เตียงของโรงพยาบาลเพียงพอกับการรักษาผู้ป่วยหนัก ซึ่งวิธีการนี้ญี่ปุ่นใช้มาตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน จนประชากรในประเทศมีความเชื่อมั่นและออกมาใช้ชีวิตตามปกติ

“ระบบสาธารณสุขไทยที่ถูกวางรากฐานไว้อย่างเข้มแข็งกำลังจะพังทลายลง เพราะมีรัฐบาลและหัวหน้าทีมที่อ่อนด้อยประสิทธิภาพ ยิ่งอยู่ยิ่งมีแต่ทำให้ประเทศเสื่อมถอยลงไปทุกวัน” ผศ.ดร.อรุณีกล่าว

'จักรพล' อัดรัฐดูถูกแพทย์ กล่าวหาซื้อวัคซีนปลอม ชี้ล้มเหลวแก้โควิดใช้เงินกู้เพื่อประโยชน์การเมืองมากกว่าจริงใจช่วยประชาชน

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาและการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิดระลอกใหม่เป็นการแก้ปัญหาแบบขอไปที หรือทำให้ผ่านๆไป เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เกิดเหตุการณ์แล้วค่อยมาแก้ เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาล ว่าเกิดเหตุแล้วค่อยมาแก้ ที่ผ่านมาการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาโควิดล้มเหลวมาโดยตลอด

จากครั้งแรกรัฐบาลเมื่อเกิดปัญหาโควิด รัฐบาลออกมาตรการล็อกดาวน์ประเทศส่งผลกระทบกับประชาชน ผู้ประกอบการถ้วนหน้า เวลานั้นรัฐบาลกู้เงินมหาศาลเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ผลที่ออกมาคือไม่พบว่ามีการฟื้นฟูแต่อย่างใด งบมหาศาลที่กู้มาก็ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศหรือประชาชนแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลใช้เงินกู้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าจริงใจช่วยประชาชน

นายจักรพล กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาไวรัสโควิดของรัฐบาล แม้ในระลอก 2 จะพบคนติดเชื้อแต่สามารถควบคุมได้ ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศความสำเร็จในการระบาดได้ แต่เป็นความสำเร็จบนความล้มเหลวของประเทศ เพราะในความสำเร็จนั้นแลกมากับหนี้มหาศาลของประเทศและเศรษฐกิจที่พังทลาย

“นอกจากนี้แล้วรัฐบาลยังมีการปิดกั้นการเข้าถึงวัคซีนของประชาชน ไม่เปิดโอกาสให้เอกชนที่มีความสามารถสามารถเลือกไวรัสได้ จำกัดแค่ 2 ยี่ห้อ รัฐบาลไม่ควรไปดูถูกบุคลากรทางการแพทย์ว่า หากซื้อเองไม่ผ่านรัฐบาลจะไปซื้อวัคซีนปลอม ในขณะเดียวกันวัคซีนที่รัฐบาลมีก็ไม่ตรงกับเชื้อไวรัสในประเทศไทย แม้แต่รัฐมนตรีในรัฐบาลที่ฉีดยาไวรัสแล้ว2เข็มก็ยังติดเชื้อได้ ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นมาตรการทำลายประเทศและประชาชนในที่สุด” นายจักรพล กล่าว

ที่มาเรียบเรียงจากเว็บไซต์พรรคเพื่อไทย [1] [2] [3]

 

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์