สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 9-15 เม.ย. 2564

สตม.จับแรงงานผิดกฎหมาย 4 เดือน 2,490 ราย

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เปิดเผย ถึงการดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตั้งแต่ ม.ค.-ปัจจุบัน ว่า ได้ดำเนินการทั้งสิ้น 4 คดี ได้แก่ 1. ตม.จันทบุรี จับกุมแก๊งลักลอบขนย้ายแรงงานชาวกัมพูชา หลังจากสืบทราบว่าจะมีการใช้รถกระบะเป็นพาหนะในการลักลอบขนย้ายแรงงานต่างด้าวผ่านพื้นที่อำเภอเมืองจันทบุรี เมื่อเจอรถต้องสงสัยจึงเข้าสกัดจับจากการตรวจค้นพบแรงงานชาวกัมพูชา 5 คน มีหนังสือเดินทางถูกต้อง ส่วนคนขับคือ นายโสภณ อายุ 32 ปี สัญชาติไทย รับสารภาพว่านำแรงงานชาวกัมพูชาทั้งหมดมาจากท่าเรือตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด มีจุดหมายปลายทางที่ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงส่งตัวทั้งหมดดำเนินคดีที่ สภ.มะขาม ในความผิดฐาน เคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

คดีที่ 2. ตม.ราชบุรี จับกุมแรงงานชาวเมียนมา 5 คน ที่ปลอมแปลงเอกสาร และใช้ตราประทับปลอม เพื่อขอผ่อนผันอยู่ต่อในราชอาณาจักรในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงส่งตัวให้ สภ.เมืองราชบุรี ดำเนินคดี นอกจากนี้ยังพบว่ามีนายหน้าชาวเมียนมาร์ร่วมกับคนไทยรับจ้างต่อวีซ่าปลอมให้กับแรงงานชาวเมียนมา ซึ่งอยู่ระหว่างขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

คดีที่ 3. ตม.มุกดาหาร จับกุมแก๊งลักลอบขนแรงงานเถื่อน มีแรงงานชาวลาว 16 คน ใช้รถตู้เป็นยานพาหนะ มีนายยงยุทธ อายุ 23 ปี เป็นคนขับ และมีนางสาวพรรณิภา อายุ 23 ปี เป็นผู้ติดตาม โดยรับสารภาพว่า ได้รับการจ้างวานให้มารับแรงงานชาวลาว ที่อำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อไปส่งที่กรุงเทพมหานคร โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 15,000 บาท แต่มาถูกจับกุมเสียก่อน นอกจากนี้ยังพบว่า แรงงานชาวลาวทั้งหมดลักลอบเข้าเมืองเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างขยายผล ผู้ร่วมกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

และ 4. ตม.หนองคาย จับกุม นายถาวร อายุ 48 ปี และ นายมัย (Mai) อายุ 33 ปี สัญชาติเวียดนาม ที่นำพาชาวเวียดนามอีก 9 คน หลบหนีเข้าเมือง ผ่านประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทางจังหวัดหนองคาย เคยถูกจับกุมได้เพราะเจ้าหน้าที่ใช้รถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะเข้าสกัดจับขณะลักลอบขนชาวเวียตนามดังกล่าว บริเวณริมแม่น้ำโขง ตำบลเมืองหมี อำเภอเมืองหนองคาย โดยมีนายถาวรเป็นคนขับ โดยได้รับการจ้างวานจากนายมัย 3,000 บาท ให้พาชาวเวียตนาม จากริมแม่น้ำโขงอำเภอเมืองหนองคาย ไปส่งที่สถานีขนส่งจังหวัดอุดรธานี ก่อนจะขยายผลไปจับกุมนายมัยที่รอรับอยู่ที่สถานีขนส่ง เพื่อพาขึ้นรถเดินทางไปกรุงเทพมห

"ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปัจจุบัน ได้จับกุมแรงงานลักลอบเข้าเมืองได้ทั้งสิ้น 2,490 คน ยังพบมีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะเดินหน้าจับกุมต่อไป เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากชาวต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง" พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 15/4/2564

สสส.เผยผลสำรวจ COVID-19 ทำคนไทยตกงานกว่า 6 ล้านคน ใช้ทักษะที่มีทำอาชีพอื่นไม่ได้ คาดเด็กจบใหม่เตะฝุ่นกว่า 1.3 ล้านคน

15 เม.ย. 2564 นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์โอกาส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แต่ละระลอก สร้างผลกระทบโดยตรงกับวัยแรงงานอย่างรุนแรง เพราะเศรษฐกิจหยุดชะงัก กระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของครัวเรือน ส่งผลต่อสุขภาวะของประชาชน จากการสำรวจผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากวิกฤตโควิด-19 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF Thailand) ปี 2563

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนกลุ่มอายุ 15-24 ปี โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะเรียนจบ มีแนวโน้มที่จะว่างงาน เนื่องจากภาคเอกชนชะลอการจ้างงาน จึงทำให้ลดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพหรือทักษะในการประกอบอาชีพจากการไม่ได้เข้าสู่ระบบการจ้างงานร้อยละ 14 หรือกว่า 1.3 ล้านคน และวัยทำงานที่เป็นคนว่างงานร้อยละ 17.9 หรือกว่า 6 ล้านคน

ที่สำคัญยังพบว่า แรงงานทั้งในและนอกระบบส่วนมากยังไม่มีแผนการออม ทำให้ไม่มีเงินใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ด้วยสถานะของแรงงานในระบบทำให้แรงงานส่วนใหญ่กลายเป็นบุคคลที่มีทักษะเชิงเดี่ยวไม่สามารถปรับตัวเพื่อประกอบอาชีพอื่นได้ในทันที จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จึงมีแนวโน้มที่จะมีคนว่างงานและคนที่มีรายได้น้อยลงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตที่ดีลดลง เพราะขาดรายได้ ขาดความรู้ในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง

นางเข็มเพชร กล่าวต่อว่า สสส. ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงริเริ่มโครงการ “ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ” โดยมีเป้าหมายสนับสนุนทุนให้ประชาชนที่สนใจ 100 โครงการ โครงการละ 50,000-100,000 บาท ภายใต้ประเด็นการทำงาน 3 ด้าน คือ 1.ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมายให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และทักษะด้านการเงิน เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตวิถีใหม่ในสังคม เพิ่มขีดความสามารถในการวางแผนค่าใช้จ่ายและการออม การลงทุน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมใช้พลังกลุ่มแก้ปัญหา เพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

2.ส่งเสริมให้คนในชุมชนพัฒนาแหล่งอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และ 3.ส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอาชีพ-รายได้ ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ เกิดกิจกรรมสุขอนามัยในย่านชุมชน เช่นตลาดสด ตลาดนัด ร้านอาหาร โดยมีพื้นที่เป้าหมายเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 6 จังหวัด เมื่อช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และพื้นที่ควบคุมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อีก 14 จังหวัด โดยมีระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนมกราคม 2565

“สสส. หวังเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการอยู่รอด มุ่งสานพลังระดับพื้นที่ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วยนวัตกรรมกลไกที่ทันต่อสถานการณ์ รวดเร็วและคล่องตัว โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเสนอโครงการเข้ามาขอสนับสนุนทุนผ่านหน่วยจัดการ (Node) 5 หน่วยจัดการครอบคลุมทุกภูมิภาค ขณะนี้มีประชาชนสนใจเสนอโครงการแล้วกว่า 100 โครงการ

ซึ่ง สสส. จะพิจารณากลั่นกรองโครงการที่มีคุณสมบัติและความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการ โดยหน่วยจัดการจะเป็นพี่เลี้ยงจัดกระบวนการเสริมทักษะพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้รับทุนที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามและติดตามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สร้างสรรค์โอกาส”

www.facebook.com/Section6TH” ผอ.สำนักสร้างสรรค์โอกาส สสส. กล่าว

ที่มา: ข่าวสด, 15/4/2564

“ผู้ประกันตน” พื้นที่สีแดงเสี่ยงโควิด รัฐจัดตรวจให้ฟรี 6 จังหวัด “กทม.-นนทบุรี-ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม-ชลบุรี” คิกออฟ 17 เม.ย.นี้ ที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รวม.แรงงาน เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงานเพื่อมาหารือกำหนดแนวทางที่จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกรุงเทพมหานคร เพื่อวางแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกันตนให้เข้าถึงการตรวจคัดกรองโควิด-19 ทั้งมาตรา 33 , 39 และ 40 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่สีแดง รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมใน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม และ ชลบุรี

โดยยึดหลักการอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้อง "ผู้ประกันตน" ในกลุ่มเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นการลดความเสี่ยงที่จะต้องเดินทางไปตรวจคัดกรองยังสถานพยาบาลอีกด้วยในเบื้องต้นได้เตรียมทำการนำรองในกรุงเทพมหานคร โดยจะเปิดให้ "ผู้ประกันตน" ที่จะเข้ารับการตรวจสามารถลงทะเบียนจองคิวตรวจผ่านระบบแอพพลิเคชั่นออนไลน์ สำหรับคุณสมบัติของคนที่จะได้เข้าตรวจคือ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คัดกรอง และสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ชั่วโมงละไม่ต่ำกว่า 300 คน ทราบผลการตรวจภายใน 24 - 48 ชั่วโมง ซึ่งจะ kick off ในวันเสาร์ที่ 17 เมษายนนี้ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย - ญี่ปุ่น) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

และในส่วนของจังหวัดที่เหลืออีก 5 จังหวัดนั้น ได้ประสานขอไปยังหน่วยราชการและโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อจัดเตรียมแผนและสถานที่ ซึ่งในครั้งนี้ได้หารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เรียบร้อยแล้วโดยกระทรวงแรงงานจะบูรณาการทำงานร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (กรุงเทพมหานคร) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ "ผู้ประกันตน" ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มาตรา 39 และ มาตรา 40 ที่กำลังเดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ฟรี

ทั้งนี้ หากพบว่า "ผู้ประกันตน" รายใดตรวจพบเชื้อโควิด-19 จะต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายในสังกัดสำนักงานประกันสังคม โดย "ผู้ประกันตน" ที่ติดเชื้อโควิด -19 จะได้รับการรักษาฟรีในโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสังคม ซึ่งมีอยู่จำนวน 81 แห่ง ที่มีความพร้อม มีเตียงรองรับกว่า 1,000 เตียง มี HQ 200 กว่าเตียงสำหรับการตรวจหาเชื้อโควิด -19 แก่ "ผู้ประกันตน" ในระบบประกันสังคมมาตรา 33, 39 และ 40 ในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มช่องทางของหน่วยบริการตรวจ เนื่องจากขณะนี้หลายโรงพยาบาลมีผู้มาใช้บริการเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด -19 เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความแออัด คิวยาวกระทรวงแรงงานจึงมีนโยบายที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันตน ได้รับการตรวจอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคอีกทางหนึ่งอันจะส่งผลให้ภาคธุรกิจดำเนินการต่อไปได้

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, 13/4/2564

การบินไทยเตรียมฉีดวัคซีนโควิด-19 พนักงานกลุ่มเสี่ยง 4.5 พันคน เข็มแรก 19 เม.ย.นี้

ฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท การบินไทยฯ ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน ประเทศไทย (Airline Operators Committee Thailand หรือ AOC) ได้ประสานกับคณะกรรมการ AOC ผ่านไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของ บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด ให้แก่พนักงานภายใต้สังกัดฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น ฝ่ายบริการอุปกรณ์ภาคพื้น ฝ่ายครัวการบิน ฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ และฝ่ายช่าง ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 รวมทั้งสิ้นประมาณ 4,500 คน ซึ่งต้องทำการฉีด 2 ครั้ง โดยจะเริ่มทยอยฉีดเข็มแรกระหว่างวันที่ 19-25 เมษายน 2564 และจะนัดฉีดเข็มที่ 2 หลังจากฉีดเข็มแรกเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การบินไทยยังได้จัดทีมพนักงานจิตอาสาเพื่อไปประจำตามจุดคัดกรองของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการดำเนินการฉีดวัคซีนป้องโรคโควิด-19 ให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นระยะเวลา 2 เดือน

พร้อมกันนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่มีการแพร่กระจายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในขณะนี้ บริษัท การบินไทยฯ มีความห่วงใยความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของพนักงานและผู้ใช้บริการ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ TG ร่วมใจ ป้องกันภัยโควิด” มีภารกิจหลักในการติดตามและเฝ้าระวัง

โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขอนามัยของพนักงานให้เป็นไปอย่างเคร่งครัด อาทิ สวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งมาตรการทำความสะอาด โดยพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อภายในสถานประกอบการของการบินไทย เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันโรคระบาดดังกล่าว โดยคำนึงถึงการให้บริการและความปลอดภัยสูงสุด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะให้ผู้ปฏิบัติงานดูแลตนเองและสถานประกอบการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการและสังคมโดยรวม และผ่านพ้นช่วงวิกฤตการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 12/4/2564

"ม33เรารักกัน" เงินเข้างวดสุดท้าย-กลุ่มทบทวนสิทธิผ่านได้ครบรับสงกรานต์

12 เม.ย. 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ "ม33เรารักกัน" ว่าหลังจากที่วันนี้ (12 เม.ย. 2564) เป็นวันที่ได้มีการโอนเงินงวดที่ 4 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของโครงการ จำนวน 1,000 บาท จบครบ 4,000 บาท ให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับสิทธิ ส่วนกรณีผู้ที่ทบทวนสิทธิผ่านแล้วในวันนี้ก็จะได้รับเงินครบ 4,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชั่น "เป๋าตัง" เช่นเดียวกัน เพื่อให้พี่น้องแรงงานสามารถนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านแอปพลิเคชั่น "เป๋าตัง" ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า โครงการ "ม33เรารักกัน" ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และกระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเยียวยาแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้ได้รับสิทธิคนละ 4,000 บาท และให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์www.ม33เรารักกัhttp://xn--q3c.com/ ถือว่าได้ประโยชน์กับผู้ประกันตนหลายกลุ่ม

ซึ่งพวกเขายังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือเยียวยามาก่อน แม้ว่าเงิน 4,000 บาทจะดูเหมือนไม่มาก แต่ก็สามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องผู้ใช้แรงงานได้มาก เนื่องจากเขาสามารถนำเงินที่ได้รับสัปดาห์ละ 1,000 บาท จนครบ 4,000 บาท ไปจ่ายใช้ในสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เงินส่วนนี้สามารถนำไปใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เพื่อซื้อสินค้าและบริการผ่านร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างร้านธงฟ้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะ รวมถึงช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยอย่างหาบเร่แผงลอยได้ด้วยก็จะเกิดเงินหมุนเวียนในหลายรอบและส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัวตามมาอีกด้วย

ทั้งนี้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับเงินจากโครงการ "ม33เรารักกัน" สามารถนำเงินใน แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการได้ตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00 น.ของทุกวัน ไปจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2564 เท่านั้น

ที่มา: คมชัดลึก, 12/4/2564

"การบินไทย" ประกาศผลการกลั่นกรองพนักงานสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ เผยลอตแรกมีคนยื่น 1.35 หมื่นคน ผ่านการคัดเลือก 9.3 พันคน

9 เม.ย. 2564 บริษัท การบินไทย ประกาศผลการกลั่นกรองพนักงานเข้าสู่โครงสร้างใหม่ของบริษัทการบินไทย โดยจากเมื่อเดือน มี.ค. 2564 การบินไทย มีพนักงานประจำทั้งหมด 17,098 คน สมัครเข้าโครงการร่วมใจเสียสละเพื่อองค์กร (Mutual Separation Plan: MSP) ประมาณ 3,000 คน เหลือพนักงาน 14,159 คน โดยมีผู้แสดงความจำนงเข้ากระบวนการกลั่นกรองทั้งสิ้น 13,554 คน ซึ่งผ่านการกลั่นกรองรอบแรก และประกาศผลเมื่อวันที่ 8 เม.ย. จำนวน 9,304 คน โดยจะมีเอกสาร เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2564

บริษัท การบินไทย ได้เปิดโอกาสให้พนักงาน ทั้งในกลุ่มที่ได้รับการกลั่นกรองและไม่ได้รับการกลั่นกรองในรอบแรก หากมีความประสงค์สละสิทธิ์ สามารถดำเนินการได้ โดยกลุ่มพนักงานที่ผ่านการกลั่นกรองรองแรก แต่ต้องการสละสิทธิ์ ให้เข้าระบบ TG Application เลือก MSP B/C ภายในเวลา 23.59 น.ของวันที่ 10 เม.ย. 2564 โดยระบบจะทำการยกเลิกตำแหน่งที่ได้แสดงความประสงค์สละสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ส่วนกลุ่มพนักงานที่ไม่ได้รับการกลั่นกรองในรอบที่ 1 สามารถตัดสินใจเข้าใน MSP B/C ในวันที่ 12-29 เม.ย. 2564

ทั้งนี้ บริษัท การบินไทย เตรียมเปิดให้สมัครเข้ากระบวนการกลุ่นกรองรอบที่ 2 หลังจากมีผู้สละสิทธิ์ และหน่วยงานกลางได้รวบรวมตำแหน่งได้เรียบร้อย ในวันที่ 12-16 เม.ย. 2564 โดยจะเปิดในตำแหน่งงานที่ไม่มีผู้สมัคร/ไม่มีผู้เหมาะสม ประมาณ 1,000 อัตรา ตำแหน่งงานที่อาจมีผู้สละสิทธิ์ ซึ่งจะรอข้อมูลหลังวันที่ 10 เม.ย. 2564 และตำแหน่งงานที่เปิดเพิ่ม 543 อัตราแบ่งเป็น พนักงานประจำ 322 อัตรา และพนักงานชั่วคราว 221 อัตรา ระยะเวลาจ้าง 1 ปี

จากนั้นคณะอนุกรรมการ จะดำเนินการกลั่นกรอง ช่วงวันที่ 19-23 เม.ย. 2564 ประกาศผลกลั่นกรองครั้งที่ 2 วันที่ 28 เม.ย. 2564 และเปิดให้สละสิทธิ์ในรอบที่ 2 ถึงวันที่ 29 เม.ย. 2564 และจะปะกาศรายชื่อ สุดท้ายและเริ่มทำงานในโครงสร้างใหม่ วันที่ 1 พ.ค. 2564 โดยในระหว่างที่ดำเนินการรอบที่ 2 นั้น พนักงานยังสามารถสมัคร MSP B/C ได้

ที่มา: TNN, 9/4/2564

ม.มหิดล วิจัยเชิงนโยบาย ปรับนิยามผู้สูงอายุ-ขยายอายุแรงงาน

รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR) เปิดเผยว่า ผลจากงานวิจัยของสถาบัน IPSR พบว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน มีจำนวนถึงประมาณ 12 ล้านคน หรือ 18% ของประชากรทั้งหมด มีอัตราการทำงานเพียงประมาณ 1 ใน 3 โดยมีแนวโน้มน้อยลงเรื่อยๆ หลังเกษียณ หรืออายุ 60 ปีขึ้นไปในวัยผู้สูงอายุ ตามการนิยามผู้สูงอายุของไทย โดยส่วนหนึ่งเกิดจากมโนคติที่ว่า เมื่ออายุ 60 ปีแล้ว ถึงเวลาหยุดทำงานมาใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่กับลูกหลาน โดยมีรายได้หลักเพียงจากทรัพย์สินที่ตนออมไว้ และการเกื้อกูลจากลูกหลานในครอบครัว หรือเงินบำเหน็จบำนาญ เฉพาะในกลุ่มข้าราชการ พนักงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือผู้ประกันตน ประกันสังคมที่เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ กรณีชราภาพ ซึ่งมีจำนวนไม่มาก

แต่ด้วยภาวะทางประชากรที่เปลี่ยนไป พบว่าประชากรไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานิยมเป็นโสด แต่งงานและมีลูกกันน้อยลง จนส่งผลให้มีจำนวนอัตราการเกิดที่ต่ำลงด้วย จึงทำให้ผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน ไม่สามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมั่นคง ด้วยเพียงการเกื้อหนุนจากลูกหลานเป็นหลักเท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่า การใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีความมั่นคงทางรายได้ จะทำให้เกิดพลังชีวิต หรือ Active ลดลง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตอีกด้วย

ในจำนวนแรงงานทั้งหมดในประเทศไทย เพียง 10% เป็นแรงงานในภาครัฐ การขยายอายุเกษียณควรขึ้นอยู่กับบริบทการทำงานในแต่ละกลุ่มประชากร จะแตกต่างกันไปในแต่ละลักษณะงาน โดยที่ผ่านมาพบว่า มีข้าราชการเพียง 2 กลุ่ม ที่ได้รับการขยายอายุเกษียณ คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย และข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งได้รับความมั่นคงจากระบบบำเหน็จ-บำนาญ นอกจากนั้น อยู่ในภาคเอกชนซึ่งได้รับการคุ้มครองจากระบบประกันสังคม และที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองการทำงานในรูปแบบใดๆ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว และแรงงานภาคเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่อยู่ในสัดส่วนจำนวนมากในปัจจุบัน

จากการวิจัยประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ผ่านมา มีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้ให้ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย เพื่อให้มีการปรับนิยามผู้สูงอายุ กำหนดกลุ่มเป้าหมายของการขยายอายุเกษียณ และการให้การคุ้มครองการทำงานที่ชัดเจน จากข้อมูลทางด้านสุขภาพพบว่า กลุ่มประชากรที่อยู่ในวัย 60 - 64 ปียังคงมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรง ตลอดจนมีความพร้อมทางด้านสติปัญญา และมากด้วยประสบการณ์ ถือเป็น Active Aging ซึ่งมีศักยภาพที่จะทำงานตามเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุขององค์การอนามัยโลก (WHO) ต่อไปได้

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, 9/4/2564

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์