'อรอนงค์ บรรพชาติ' จากเรียกร้องทหารหยุดฆ่าประชาชน แต่เจอคดี-ถูกยึดทรัพย์

อิสรภาพของ 'อรอนงค์ บรรพชาติ' เรียกร้องให้ทหารหยุดฆ่าประชาชน เจอคดีเผาศาลากลางจังหวัดและถูกยึดทรัพย์ สิ้นเนื้อประดาตัว

“เขาฆ่ากันตายเต็มบ้านเต็มเมือง เขาต้องการความช่วยเหลือ คุณนายจะเห็นแก่ตัวไม่ไปช่วยเขาเลยหรือ?”

คำพูดของเพื่อนบ้านที่ตะโกนออกมาจากรถปิ๊กอัพที่จอดหน้าบ้านได้กระชากอรอนงค์ บรรพชาติ ไปจากภารกิจประจำวันคือ ให้อาหารหมาจรจัดกว่า 70 ตัวที่เธอเอามาเลี้ยงไว้ เธอขึ้นนั่งบนกระบะท้ายรถที่มุ่งหน้าสู่ถนนหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ สาขาอุบลราชธานี ในสายวันที่ 19 พ.ค. 2553 สิ่งที่ทุกคนในรถต้องการจะสื่อสารกับผู้คนประเทศนี้คือ หยุดฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์ 

จากนั้น ชีวิตของอรอนงค์ก็พลิกผัน จากคุณนายฝรั่งอังกฤษ มีบ้านหรูในหมู่บ้าน มีรีสอร์ตสวยริมถนนหมายเลข 226 มีที่ดินติดริมน้ำมูล มีธุรกิจเพาะพันธุ์และบอนต้นไม้ขาย และกลายเป็นบุคคลสิ้นเนื้อประดาตัวหลังคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2558 ที่ตัดสินว่าเธอมีความผิดในข้อหาเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 โดยเธอยืนยันว่าอไม่ได้เข้าไปในรั้วศาลากลางจังหวัดและไม่รู้ว่าศาลากลางจังหวัดถูกเผาจนกระทั่งวันรุ่งขึ้น

22 พ.ค. 2553 เธอถูกจับกุมที่บ้านเกิด ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี 

24 ส.ค. 2554 หลังจำคุกได้ 1 ปี 3 เดือน 2 วัน ศาลชั้นต้นตัดสินให้เธอมีความผิดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โทษจำคุก 8 เดือน และยกฟ้องคดีเผาศาลากลางจังหวัด แต่อัยการยื่นอุทธรณ์ 

2556 ศาลอุทธรณ์ตัดสินเธอมีความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ลงโทษจำคุก 2 ปีและได้รับการประกันตัวในวงเงิน 650,000 บาท 

15 ธ.ค. 2558 เธอถูกพิพากษาจำคุก 33 ปี 4 เดือน พร้อมกับคนเสื้อแดงอีก 7 คน โดยมี 1 คนถูกจกคุกตลอดชีวิต 

2559 สืบเนื่องจากผลคำพิพากษาคดีอาญา หลายหน่วยงานราชการเป็นโจทย์ฟ้องคดีแพ่งจำเลย 8 รายที่ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อเรียกค่าเสียหาย 128 ล้าน นั่นเป็นเหตุให้เธอซึ่งเป็นจำเลยคนเดียวที่มีทรัพย์สินถูกยึดทรัพย์และถูกประกาศขายทอดตลาด

12 เม.ย. 2564 เธอรับอิสรภาพ แต่แทบไม่เหลืออะไร เพราะบ้าน ที่ดินและทรัพย์สินถูกยึดและขายทอดตลาดตลอดช่วงเวลา 4 ปีที่เธอถูกจำคุก และวันที่ 6 พ.ค. 2564 นี้ที่ดินแปลงสุดท้ายติดถนนหมายเลข 226 จะถูกขายทอดตลาด โดยเธอได้แต่ถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเธอในฐานะผู้ออกมาเรียกร้องให้คนหยุดฆ่ากันนี้ ยุติธรรมแล้วหรือ

จากอุบลราชธานีถึงลอนดอน อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้

อรอนงค์เรียนจบชั้น ปวส. แล้วทำงานในบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นเริ่มตระหนักว่า ชีวิตลูกจ้างมีแค่เพียงค่าจ้างเป็นเงินเดือนหลักพัน เธอจึงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ไปประกอบอาชีพอิสระ ด้วยการรับผลไม้จากตลาดสี่มุมเมืองมาขายที่หมู่บ้านการเคหะ (แฟลตคลองจั่น) บางกะปิ 

“เริ่มต้นด้วยการซื้อเงาะ 100 กิโลกรัมมาขาย ปรากฏว่าเราได้กำไรเท่าตัวจากที่ลงทุน จากนั้นเราก็กลายเป็นแม่ค้า มีเงินเก็บ แล้วอยากไปเมืองนอก เพราะมีคนที่รู้จักไปแล้วสามารถทำมาค้าขายมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เราก็อยากได้อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

2540 อรอนงค์เดินทางไปอังกฤษ โดยถือวีซ่านักท่องเที่ยว แต่เธอกลับใช้โอกาสนั้นหาช่องทางทำงานในบริษัทผลิตผักสลัดที่เมืองเบอร์ตันอัพพอนเทรนต์หรือเบอร์ตันออนเทรนต์ ทำงานที่นั่นได้ 4 ปี มีเงินเก็บ 1 ล้านบาทจึงย้ายไปลอนดอน เพื่อเปิดร้านขายเสื้อผ้านำเข้าจากไทย ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นชาวเอเชียทั้งลาว เวียดนามและฟิลิปปินส์ 

“ร้านก็ไปได้ แต่ค่าครองชีพที่ลอนดอนแพงมาก วิธีประหยัดก็คือ เราต้องอยู่ห้องเช่าขนาดเล็กที่พอนอนได้และใช้ห้องน้ำรวมกับคนอื่น ซึ่งเราก็โอเค เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา”

2546 อรอนงค์ได้จดทะเบียนสมรสกับปีเตอร์ เออร์เนสต์ มาร์แชลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ที่มาพบว่าสภาพชีวิตของเธอลำบากเกินไป โดยเขายื่นเงื่อนไขว่า ร้านขายเสื้อผ้ายังดำเนินต่อไปได้ แต่เธอจะต้องย้ายออกจากห้องพักอันคับแคบนั้นไปอยู่แมนชั่นกลางลอนดอนที่เขาเช่าให้

2551 พ่อของเธอล้มป่วยลงด้วยอัมพฤกษ์อัมพาต อรอนงค์ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้อง (จากพี่น้อง 8 คน) ตัดสินใจกลับอุบลราชธานีเพื่อทำหน้าที่ลูกสาวของพ่อ และสามีของเธอก็สนับสนุนทุนสำหรับการทำธุรกิจที่บ้านเกิด ทั้งรีสอร์ตและเพาะพันธุ์ไม้ บอนต้นไม้ขาย โดยสามีจะมาเยี่ยมเธอปีละ 2 สัปดาห์

ฮักนโยบายทักษิณ 

เมื่อถามว่า อรอนงค์เป็นเสื้อแดงตอนไหน เธอบอกว่า ไม่ได้สนใจเสื้อแดงเลย แต่ฮักนโยบายที่เอาใจใส่ปากท้องประชาชนของทักษิณ ชินวัตร เป็นการพัฒนาโดยนโยบายการเมืองที่ถึงรากถึงแก่นของปัญหา กระชากหัวใจคนยากคนจน แต่เขาก็ถูกปล้นอำนาจ 

“นโยบายเขาจับต้องได้ ถึงมือ ถึงปากประชาชนชน อย่างบัตรทองหรือสามสิบบาทรักษาทุกโรคสิ แต่ก่อนชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยหากไม่ปางตายจริงๆ ไม่กล้าไปหาหมอ แต่พอมีนโยบายนี้คนไม่กลัวการไปโรงพยาบาลอีกต่อไป อย่างเราเคยขี่มอเตอร์ไซค์ล้มบาดเจ็บหนักก็ได้อาศัยบัตรทอง ไม่เช่นนั้นก็แบกรับค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก เพราะเราไม่ได้เป็นข้าราชการหรือคนมีเงินเดือนประจำ ไม่มีสวัสดิการคุ้มครอง แต่นโยบายของคุณทักษิณทำให้เรามีทางออก คือเรื่องเศรษฐกิจกับสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญของทุกคน”

ร่วมชุมนุมเรียกร้องให้หยุดฆ่าประชาชน

ส่วนการไปร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงในวันที่ 19 พ.ค. 2553 นั้น อรอนงค์เล่าว่า เพราะมีเพื่อนบ้านมาจอดรถหน้าบ้านแล้วตะโกนมาว่า “เขาฆ่ากันตายเต็มบ้านเต็มเมือง เขาต้องการความช่วยเหลือ คุณนายจะเห็นแก่ตัวไม่ไปช่วยเขาเลยหรือ?” จากนั้นเธอก็ละทิ้งการเลี้ยงหมาจรจัด 70 กว่าตัวไว้และปีนขึ้นกระบะท้ายรถปิ๊กอัพที่นำพาเธอมุ่งหน้าสู่ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลขณะนั้น

“ติดตามข่าวการชุมนุมของคนเสื้อแดงอยู่ตลอด ก็เห็นข่าวประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากด้วยน้ำมือทหาร เราเป็นคนรักสัตว์ รักหมา รักแมว ไม่กินสัตว์ใหญ่เป็นอาหารอยู่แล้ว เจอแมว เจอหมาจรจัดก็เอามาเลี้ยงจำนวนมาก กับสัตว์เราก็ยังมีเมตตา นี่คนนะ เขาถูกฆ่าเราจะไม่แสดงออกอะไรจริงๆ หรือ?” 

“ที่ออกไปเพราะอยากส่งเสียงให้หยุดทำร้ายประชาชนชน หยุดฆ่าประชาชน เราไปในฐานะประชาชนไม่ใช่แกนนำ ไม่ได้หวังดีหวังเด่นอะไร แต่มีจังหวะที่ได้ขึ้นไปประกาศบนรถปราศรัยที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใจความหลักก็คือ การได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน และต้องการให้ทหารหยุดทำร้าย หยุดฆ่าประชาชนได้แล้ว โดยใช้เวลา 2 – 3 นาที และมั่นใจว่าไม่ได้พูดให้ใครเสียหาย”

อรอนงค์เล่าว่า เมื่อเสร็จการชุมนุมที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ เธอและเพื่อนก็จะเดินทางกลับบ้าน และผ่านหน้าศาลากลางจังหวัด หลักฐานที่ทางโจทก์ใช้คือ ภาพถ่ายที่เธออยู่นอกรั้วศาลากลางจังหวัด เพราะเธอไม่ได้เข้าไปในบริเวณศาลากลางจังหวัดแต่อย่างใด จากนั้นประมาณ 11.00 น.ก็พากันกลับบ้าน และมาทราบข่าวว่า ศาลากลางจังหวัดถูกเผาในวันรุ่งขึ้น

22 พ.ค. 2553 เธอถูกจับกุมที่บ้าน ด้วยความผิดฐานก่อการร้าย ความผิดต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน บุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัด

เธอเล่าว่า มีพยานโจทก์คนหนึ่งยศ จ.ส.อ. พยายามหลบเลี่ยงการให้การต่อศาล 3 ครั้ง เมื่อถึงครั้งที่ 4 เขาจึงมาให้การว่า “คุณอรอนงค์ปราศรัยว่า ห้ามไม่ให้คนเข้าไปในศาลากลางจังหวัด” และศาลถามว่า ทำไมถึงมีข้อกล่าวหาในคำฟ้องมากมายขนาดนั้น จ.ส.อ.คนดังกล่าวให้การว่า “ผมไม่ได้เขียนข้อกล่าวหาเอง แต่มีเป็นกระดาษเปล่ามากับมีรูปภาพของคุณอรอนงค์ตอนยืนถือไมค์อยู่ท้ายรถบรรทุกหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผมเซ็นรับรองรูปภาพเท่านั้น ผมไม่ได้เซ็นรับรองข้อกล่าวหา ผมเซ็นยืนยันบุคคล”

24 ส.ค. 2554 ศาลอ่านคำพิพากษา ยกฟ้อง 9 คน ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและลดโทษเหลือ 33 ปี 12 เดือน 4 คน จำคุก 3 ปี ลดเหลือ 2 ปี 4 คน จำคุก และจำคุก 1 ปี จำนวน 4 คน (ลดเหลือ 8 เดือน 3 คน) ซึ่งอรอนงค์คือหนึ่งในสามคนที่จำคุก 8 เดือน และจำคุกเกินอัตราโทษแล้ว เธอจึงได้รับอิสรภาพ แต่อัยการยื่นอุทธรณ์

ระหว่างที่จำคุกก่อนฟังคำพิพากษา 1 ปี 3 เดือนนั้น สามีชาวอังกฤษของอรอนงค์มาเยี่ยมเธอหลายครั้ง แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้มาอีกเลยและทราบข่าวว่า เขาเสียชีวิตแล้ว

ศาลฎีกาพลิกคำตัดสิน จำคุก 33 ปี 4 เดือน

ในชั้นอุทธรณ์ศาลพิพากษาให้อรอนงค์มีความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ มีโทษจำคุก 2 ปีและได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 650,000 บาท ก่อนที่ศาลฎีกาจะพลิกคำตัดสินเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2558 เป็นจำคุกตลอดชีวิต และลดเหลือ 33 ปี 4 เดือน และหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ เธอและนักโทษการเมืองเสื้อแดงอีก 3 คนถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำกลางนครราชสีมา ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

ถูกยึดทรัพย์ ถูกอายัดบัญชีธนาคารและชีวิตนักโทษการเมืองหญิง

ในห้วงเวลาต่อจากนั้น หลายหน่วยงานได้ยื่นฟ้องเอาผิดทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย 8 คน ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต และในบรรดาผู้ต้องขังทั้ง 8 คนนั้น มีเพียงอรอนงค์ บรรพชาติ เท่านั้นที่ถูกกรมบังคับคดียึดทรัพย์ เพื่อประกาศขายทอดตลาด นั่นคือ ที่ดิน 13 ไร่พร้อมรีสอร์ตติดถนนหมายเลข 226 โดย ขณะที่คนอื่นไม่มีทรัพย์สินในครอบครอง
    
“ตลอดเวลาที่ถูกจำคุกที่เรือนจำคลองไผ่ สิ่งที่ลำบากมากสำหรับนักโทษหญิงคือ การไม่มีเงินซื้อผ้าอนามัย ซื้อข้าวของเครื่องใช้ สบู่ ยาสีฟัน และเราเพิ่งทราบภายหลังว่า กรมบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของเราทั้งหมดไปขายทอดตลาด และยังอายัดบัญชีธนาคารของเราไปด้วย ซึ่งบัญชีนั้น ทางกองทุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมืองได้โอนเงิน 2,000 บาทให้ทุกเดือน แต่เราไม่ได้รับเงินนั้นเป็นปี และทราบภายหลังว่าบัญชีถูกอายัด”
    
“ผ้าอนามัยเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือน เราต้องใช้มันทุกเดือน ในนั้นมันราคาค่อนข้างแพง เมื่อคุณอยู่ในคุกและไม่มีเงิน คุณจำต้องหยิบยืมเพื่อนนักโทษ สบู่ แชมพู ยาสีฟันก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เป็นปีที่เราอยู่ได้ด้วยการหยิบยืมเพื่อนนักโทษหญิงด้วยกัน เมื่อรู้ว่าเงินที่กองทุนฯโอนมาให้ไม่ถึงเรา จึงขอเปลี่ยนเป็นส่งทางธนาณัติ ซึ่งก็ทำให้ชีวิตในคุกพอมีที่พึ่งพิงได้บ้าง”
    
การอภัยโทษแต่ละวาระส่งผลให้อัตราโทษจำคุกของอรอนงค์ลดลงตามลำดับ เธอถูกคุมขังที่เรือนจำคลองไผ่เป็นเวลา 3 ปี 10 เดือนก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางอุบลราชธานีอีกครั้ง 

วันที่ 12 เม.ย. 2564 เธอได้รับอิสรภาพอีกครั้ง

ได้อิสรภาพ แต่ไม่เหลือทรัพย์สิน 

'อรอนงค์ บรรพชาติ' จากเรียกร้องทหารหยุดฆ่าประชาชน แต่เจอคดี-ถูกยึดทรัพย์
    

เที่ยงเศษๆ ของวันที่ 12 เม.ย. 2564 อรอนงค์ บรรพชาติ เป็นนักโทษหญิงคนเดียว (คดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย) ที่ได้รับการอภัยโทษพร้อมกับนักโทษรวม 65 คน (ซึ่งในนั้น 41 คนต้องโทษคดียาเสพติด) นอกจากตัวแทนกองทุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง 3 คน ไปคอยรับเธอแล้ว ไม่มีญาติคนอื่น เธอบอกว่า ไม่สะดวกที่จะติดต่อใครเลย พ่อก็นอนป่วยติดเตียง สิ่งแรกที่เธอจะทำก็คือ กลับบ้านไปกราบเท้าพ่อทำหน้าที่ของลูกสาวของพ่อ โดยตัวแทนกองทุนได้เหมารถแท็กซี่ให้มาส่งเธอที่บ้าน
    
“ไม่เหลืออะไรเลย ที่ดินริมถนนหมายเลข 226 ถูกแบ่งขายไปแล้ว 7 ไร่ 2 งาน และที่ดินอีก 4 ไร่ 3 งาน พร้อมอาคารรีสอร์ต สระน้ำจะถูกขายทอดตลาดในราคา 9.5 ล้านบาท ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 นี้ เราได้แต่มองดูว่าเขากำลังทำอะไรกับเรา ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ไปเรียกร้องไม่ให้ฆ่าประชาชนแล้วต้องโดนคดีเผาศาลากลางและถูกยึดทรัพย์สิน”
    
“การให้โอกาสและให้อภัยเป็นเรื่องดี อยากให้มีคนที่รักความเป็นธรรมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราบ้าง ให้โอกาสเราสู้ใหม่อีกครั้ง เพื่อเราจะได้เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของผู้อ่อนแอต่อไปในวันข้างหน้า เราเรียนโคก-หนอง-นามาจากเรือนจำ แต่สิ่งที่กำลังเกิดกับชีวิตเราตอนนี้คือ เราไม่เหลือที่ทำกินแม้แต่ตารางนิ้ว ตอนนี้อาศัยบ้านพี่ชายอยู่ และไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตอย่างไรอยากให้สังคมให้โอกาสเรา”

จากเสื้อแดงถึงเยาวชนปลดแอก 

แม้จะถูกจองจำเป็นเวลานาน แต่อรอนงค์ก็ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของของเยาวชนปลดแอก – ราษฎร 2563 อย่างต่อเนื่อง เธอมองว่า นักเรียน นักศึกษาและแกนนำราษฎร 2563 คือผู้เสียสละตนเองเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม พวกเขาเอาตัวเองไปยืนอยู่บนที่ที่มีความเสี่ยง ไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะมาถึงตนเองเมื่อใด
    
“จะว่าเขาทำเพื่อตนเองก็คงไม่ใช่ คนรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์ที่ดี ถูกต้องและชอบธรรม ดีแล้วที่พวกเขากล้าแสดงออก น้อยนักที่จะมีคนเสียสละตนเองเพื่อความเป็นธรรม แม้จะรู้ว่าเป็นภัยต่อตนเองแต่พวกเขายังกล้าหาญที่จะแสดงออก พวกเขาทำเพื่อให้เมืองไทยเจริญต่อคนรุ่นเขาและรุ่นต่อไป พวกผู้ใหญ่จะต้องเปิดใจรับฟังพวกเขา จะปกปิดหรือหลอกลวงพวกเขาไม่ได้อีกแล้ว”

แสดงความคิดเห็น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์