‘พิธา’ อัดยับ ‘พ.ร.ก.ซอฟต์โลน’ รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ SME ช้าเกินการณ์ เหมือนวัวหายล้อมคอก

พิธา อภิปราย พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ในที่ประชุมสภา ระบุรัฐบาลดำเนินการล่าช้า เหมือนวัวหายล้อมคอก ไร้มาตรการอุดหนุนโดยตรงและไม่ให้ความสำคัญ SMEs พร้อมยกนโยบายเยียวยาของต่างประเทศมาเทียบความแตกต่าง

27 พ.ค. 2564 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปราย พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ 'พ.ร.ก.ซอฟต์โลน' ว่าช่วงสมัยปิดประชุมที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้ยินแต่เรื่องราวการต่อสู้อันน่าเศร้าของเจ้าของธุรกิจที่ ต้อง ‘ทำบัญชีทั้งน้ำตา’ ยอมเฉือนเนื้อของตัวเอง เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างในบริษัท เรื่องราวของโรงแรมที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการ เพื่อพยุงธุรกิจตัวเองให้รอดในยามที่นักท่องเที่ยวเป็นศูนย์ หรือเรื่องราวของร้านอาหาร ร้านกินดื่มมากมายหลายแห่งต้องปิดตัวและล้มหายตายจากไปทีละร้านอย่างน่าหดหู่ใจ

"หัวใจสำคัญ ในการที่จะนำพา SMEs ไทย ออกจากวิกฤตครั้งนี้ สามารถสรุปได้ในคำเดียว คำๆ นั้น ก็คือ คำว่า 'กระแสเงินสด' หรือที่เรียกกันคุ้นปากในแวดวงเถ้าแก่ว่าสายป่าน ถ้าเป็นทุนใหญ่ที่มีสายป่านยาวคงไม่เดือดร้อนมาก และไม่ต้องง้อรัฐบาล แต่ถ้าเป็นทุนเล็ก ซึ่งก็เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่มีสายป่านสั้น ความช่วยเหลือจากรัฐบาลคือท่อช่วยหายใจสุดท้ายของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังเข้าใจอีกว่าการที่รัฐบาลใดๆ ก็ตาม จะออกนโยบายที่ตอบโจทย์ ตรงประเด็น และครอบคลุมได้ รัฐบาลต้องเข้าใจธรรมชาติของกระแสเงินสดในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ SMEs เพื่อทำให้ธุรกิจที่กระแสเงินสดที่เป็นลบ ณ ปัจจุบัน กลับมาเป็นบวกได้ในอนาคต"

ทั้งนี้ พิธา ระบุว่า ในส่วนของ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน เป็นการช่วยเหลือแบบ กระแสเงินสดทางการเงิน โดยให้ธนาคารเอกชนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อขยายสายป่านให้ SMEs ยังพอหายใจต่อไปได้ แต่ปัญหาที่เห็นหลักๆ คือ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ต่อให้แก้ไขให้ตรงจุดแล้ว ก็ยังใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ซึ่งอาจจะเพียงแค่พอช่วยต่อลมหายใจได้บ้างเพียงเล็กน้อย 
แต่สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการจริงๆ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลละเลยมาโดยตลอดคือ การช่วยพยุงกระแสเงินสดการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลในต่างประเทศช่วย SMEs ของเขา ด้วยการชดเชยโดยตรงกับ SMEs เพราะการให้เงินกู้อย่างเดียวในสถานการณ์แบบนี้ไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ SMEs ต้องการไม่ใช่การได้หนี้เพิ่ม แต่คือการชดเชยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยรายได้ที่หายไปเพราะคำสั่งรัฐ หรือการอุดหนุนพยุงการจ้างงาน เช่น ญี่ปุ่น ถ้า SMEs รายได้หดหายไปมากกว่า 50% ของเดือนเดียวกันปีก่อนโควิดแม้แต่เดือนเดือนเดียว เขาสามารถไปขอเงินเยียวยาชดเชยรายได้ที่หายไปได้จากรัฐบาล โดยมีวงเงินสูงสุดให้ 2 ล้านเยน หรือประมาณ 6 แสนบาท

นิวซีแลนด์ ในช่วงที่จะมีประกาศล็อกดาวน์ ถ้าคาดการณ์ไปข้างหน้าว่ารายได้จะหดหายมากกว่า 40% สามารถที่จะขอเงินเยียวยาจากรัฐไปพยุงการจ้างงาน เอาไปจ่ายเงินเดือนพนักงานต่อไปในช่วงล็อกดาวน์ แต่ถ้าหากผ่านช่วงล็อกดาวน์ไปแล้วรายได้ไม่ได้หายไปมากอย่างที่คาดไว้ ค่อยนำเงินอุดหนุนบางส่วนกลับมาคืนรัฐบาล เป็นลักษณะที่รัฐบาลช่วยหมุน working cap ให้ โดยไม่ต้องมานั่งพิสูจน์ความลำบากหรือรอให้ SMEs ตายไปแล้วค่อยกู้ชีพขึ้นมา หรือสหรัฐอเมริกา ถ้าธุรกิจร้านอาหาร หรือ ผับ บาร์ ร้านเหล้า มีรายได้ที่หายไปจากโควิด ผู้ประกอบการก็สามารถไปขอเงินเยียวยาชดเชยรายได้จาก Restaurant Revitalization Fund หรือกองทุนช่วยเหลือร้านอาหาร โดยจะได้เงินเยียวยาจากการเปรียบเทียบรายได้ปี 2563 และ 2564 โดยวงเงินสูงสุดที่ร้านอาหารจะได้รับจากการเยียวยาคือ 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 300 ล้านบาทต่อธุรกิจ

โจ ไบเดน จัดงบเยียวยา 2.86 หมื่นล้านเหรียญ ช่วยเหลือธุรกิจร้านอาหาร-ผับบาร์ทุกประเภท

"ทั้งหมดคือตัวอย่างมาตรการจากรัฐบาลที่ใส่ใจให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชน เขาเข้าใจว่าถ้า SMEs ตายไปแล้วจะฟื้นกลับมาได้ยากมาก และจะส่งผลกระทบเป็น โดมิโน่ ต่อเศรษฐกิจของเขา เขามีวิสัยทัศน์มากพอที่รีบตัดวงจรอันเลวร้ายนั้น ก่อนที่เศรษฐกิจของเขาจะลงเหว นอกเหนือจากการเยียวยาโดยตรงแล้ว ยังมีมาตรการอีกมากมายที่รัฐบาลสามารถทำได้ เช่น ตั้งกองทุนเข้ามาช่วยเพิ่มทุนให้ หรือแม้แต่การพักหนี้ระยะยาวให้กับธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากคงจะเป็นเวลาอีกหลายปี กว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับคืนมา" พิธา กล่าว

พิธา ทิ้งท้ายว่า เมื่อย้อนมาดูประเทศไทยและค้นหาความใส่ใจของรัฐบาลที่ผ่านมากลับไม่เจออะไรเลย แล้วจะไม่ให้ประชาชน จะไม่ให้เจ้าของธุรกิจ โอดครวญกันทั้งประเทศได้อย่างไร ถ้าจะอ้างว่าไม่มีงบประมาณ สภาพเศรษฐกิจของเราไม่เหมือนประเทศอื่นเขาฟังไม่ขึ้น เพราะรัฐบาลมีทั้งอำนาจ มีเงินจากงบประมาณปีที่แล้ว 3.3 ล้านล้านบาท เงินกู้อีก 1 ล้านล้านบาท และมีแผนว่าปีนี้จะออกงบอีก 3.1 ล้านล้านบาท รวมถึงการกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท มีงบประมาณมากมายขนาดนี้ แต่ผู้ประกอบการยังอดอยากปากแห้ง ธุรกิจร่อแร่ การท่องเที่ยวยังคงไม่เห็นแสงสว่าง

ร้านนอาหารต้องลุ้นวันต่อวัน ว่าเปิดร้านแล้วมีลูกค้ามากินคุ้มทุนกับที่จะเปิดหรือไหม เงินทุนสำรองก็เริ่มร่อยหรอ หรือมีตัวอย่างมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากรัฐบาลอื่นให้ศึกษาและหยิบมาใช้ก็ยังคงนิ่งเฉย ทำให้คิดเป็นอื่นใดไม่ได้ว่า เหตุผลเดียวที่ การแก้ไขมาตรการเงินกู้ล่าช้าเกินกาล เหมือนวัวหายล้อมคอก และมาตรการการคลังอุดหนุนเยียวยาโดยตรง ที่ไม่ออกมาเสียที ก็เป็นเพราะว่า รัฐบาลไม่แยแส ไม่เข้าใจ และไม่ให้ความสำคัญกับ SME ไทยเลย ทั้งที่ SMEs คือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ และความสำเร็จของ SME คือ ความสำเร็จของประเทศไทย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์