‘ก้าวไกล’ เสนอ ลด-ตัด-เลื่อน งบซื้ออาวุธเหลือเกือบ 2.9 หมื่นล้านเป็นสวัสดิการประชาชน

ก้าวไกลอภิปรายงบกลาโหมและยุทธศาสตร์ความมั่นคงในร่าง พ.ร.บ.งบปี 65 “พิจารณ์” เสนอ ลด-ตัด-เลื่อน ซื้ออาวุธจะเหลืองบกว่า 2.9 หมื่นล้านมาชดเชยสวัสดิการประชาชนที่ถูกตัดไป “ณัฐวุฒิ” จี้ลดงบเจรจาสันติภาพชายแดนใต้แต่งานโฆษณาชวนเชื่อยังเกินครึ่ง

วานนี้ (1 มิ.ย.64) ฝ่ายสื่อสารพรรคก้าวไกลสรุปการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 65 ของ 2 ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ได้แก่ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่อภิปรายเสนอลดงบการจัดซื้ออาวุธเพื่อนำมาเป็นสวัสดิการประชาชน และณัฐวุฒิ บัวปทุม ที่เสนอให้ลดงบด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้นอีกและงบส่วนแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ที่ลดไปก็เป็นส่วนกระบวนการสันติภาพแต่งบโฆษณาชวนเชื่อยังมีสัดส่วนที่สูงอยู่เว็บ Pulony ก็ยังอยู่

ต้อง ‘ลด ตัด เลื่อน’ งบกลาโหม เหลือเงิน 2.9 หมื่นล้าน สธ.ได้งบคืน

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายในส่วนงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่าต้องลดได้มากกว่านี้ งบประมาณที่มีการชี้แจงว่าต้องเพิ่มเพราะนำไปใช้ปฏิบัติภารกิจที่ร่วมกับสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ในการสนับสนุนเรื่องเตียงสนาม State Quarantine หรือ การสกัดกั้นตามแนวชายแดนนั้น ความจริงมีการเบิกงบประมาณจากงบกลาง ในส่วนของรายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไปแล้ว หากจะมีการสนับสนุนคงเป็นเรื่องเวลาที่ต้องใช้ในการปฏิบัติภารกิจเดิม แต่ไม่ใช่งบประมาณของกองทัพแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในการโอนย้ายงบประมาณออกมาเป็นงบกลาง เมื่อปี 2563 ช่วงที่โควิดเริ่มแพร่ระบาด ยังพบว่ากระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงที่มีการโอนงบออกสูงที่สุด ที่ 18,000 ล้านบาท จึงยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นเป็นหน่วยงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้งบประมาณน้อยที่สุดและเป็นหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายได้ล่าช้า จึงเป็นคำถามต่อมาว่าโควิดรอบแรกยังสามารถโอนออกมาได้ 18,000 ล้านบาท แต่ทำไมโควิดรอบนี้ที่สาหัสกว่าเดิม จึงลดงบประมาณได้แค่ 11,200 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าเดิมถึง 6,000 ล้านบาท

“กองทัพอ้างความจำเป็นเสมอว่า อาวุธใช้มาแล้ว 30-40-50 ปี จำเป็นต้องซื้อใหม่ และเป็นการจัดซื้อเท่าที่จำเป็น แล้วงบสวัสดิการเพื่อประชาชนที่ถูกตัดไป จำเป็นน้อยกว่าอาวุธหรือ เงินเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของพ่อแม่ที่ยากจน เงินที่จะช่วยให้เด็กไม่ต้องหยุดเรียนกลางคันเพียงเพราะพ่อแม่ตกงาน เงินที่คนที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตจะใช้หลังเกษียณ มันจำเป็นน้อยกว่าอาวุธหรือ ความมั่นคงในชีวิตมนุษย์สำคัญน้อยกว่าความมั่นคงทางการทหารหรือ”

พิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงกลาโหมมีวิธีการที่จะปรับลดงบประมาณได้อีกหลายส่วน ตั้งแต่การลดงบซื้อยุทโธปกรณ์แบบปีเดียว เช่น การซื้อกระสุนขนาดต่างๆ ปืนพก ปืนกล และยุทธภัณฑ์อื่นๆ อย่างกองทัพบกมีการซื้อเพิ่มขึ้นจากปี 64 9.2% ขณะที่กองทัพเรือซื้อเพิ่มขึ้นถึง 164% ส่วน กองทัพอากาศปี 64 ซื้อไปเกือบ 3,000ล้าน ในปีนี้ก็ยังเกือบ 2,000ล้านส่วนต่อมาคือตัดโครงการซื้อยุทโธปกรณ์แบบผูกพันข้ามปี ที่เป็นการตั้งโครงการเริ่มต้นใหม่ในปีงบ 65 ได้แก่ การซื้อรถถัง เฮลิคอปเตอร์ หรือยุทโปกรณ์ชิ้นใหญ่ๆ ที่ไม่ได้จ่ายเงินจบในปีเดียว เช่น ทบ. มีการตั้งขึ้นใหม่ถึง 4 โครงการ ผูกพันงบประมาณตั้งแต่ปี 65-67 เป็นมูลค่ารวมสามปี ทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท ส่วนต่อมาที่ยังตัดได้คือการเลื่อนโครงการซื้อยุทโธปกรณ์แบบผูกพันข้ามปีที่เป็นโครงการเดิม ซึ่งกองทัพกำลังผ่อนอยู่

“เหล่านี้เป็นโครงการที่กองทัพดาวน์น้อยเอาไว้ในปีก่อนๆ แล้วก็เป็นภาระที่ต้องมาผ่อนกันในปีงบประมาณต่อๆไป ปีงบ 65 มีเรือดำน้ำลำที่1 ของ ทร. ต้องผ่อนอีก 2,000 ล้านบาท เรือยกพลขึ้นบกเพื่อสนับสนุนเรือดำน้ำ 1,200 ล้านบาท เครื่องบิน VIP ของ ทบ. ที่นั่งได้เพียง 19 คน ค่าบำรุงรักษาต่อปี 68 ล้านบาท แต่ก็อ้างเหตุผลซื้อเพื่อการขนย้ายกำลังพล ก็ยังต้องผ่อนอีก 675 ล้าน เฮลิคอปเตอร์โจมตี ของ ทบ. มูลค่า 4,200 ล้านบาท เหล่านี้ผมเพียรพยายามขอตัดในชั้น อนุ กมธ. เมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่สำเร็จ มาปีนี้ก็เป็นภาระงบประมาณอีก 1,690 ล้านบาท ยานเกราะ 8 ล้อสไตรเกอร์อีก 60 คัน 2,600ล้านบาท รวมๆแล้วคงต้องผ่อนค่างวดยุทโธปกรณ์เหล่านี้อีก เป็นภาระงบประมาณในปี 65 ถึง 24,200ล้านบาท แต่ภายใต้สถานการณ์งบประมาณแบบนี้ รัฐบาลควรเจรจาทางการทูต เพื่อเลื่อนงวดผ่อนปีนี้ออกไปก่อน ซึ่งจะทำให้มีงบสวัสดิการ เพื่อประชาชนเพิ่มขึ้นได้”

พิจารณ์ อภิปรายต่อไปว่า ปีงบประมาณ65 มีความจำเป็นต้องกู้เพื่อชดเชยมาเพิ่ม จนเต็มเพดานกรอบวินัยการเงินการคลังถึง 7 แสนล้าน หากการซื้อยุทโธปกรณ์ยังคงเดินหน้าต่อไปจะเห็นได้ชัดว่า การกู้เงินมาก็เพื่อซื้ออาวุธโดยแท้ กลายเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาซื้ออาวุธ ทั้งที่คนจนในประเทศกำลังจะอดตายและงบสวัสดิการของประชาชนถูกหายไป 35,000 ล้านบาท แต่หากสามารถ ลด ตัด เลื่อน อย่างที่ได้เสนอไป รัฐบาลจะมีงบเพื่อประชาชนทันที 29,414 ล้านบาท

“สำหรับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ลำที่ 2 3 ยังคงปรากฏเป็นโครงการผูกพันตามมาตรา 41 ภายใต้แผนงานพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือ จากเอกสารขาวคาดแดง ของกลาโหม หน้า 764 ยังพบว่าโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำคงค้างอยู่ แล้วจะผูกพันยาวไปจนถึงปีงบ 69 แปลว่า สิ่งที่เคยอภิปรายเอาไว้เมื่อตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นความจริง และยังปรากฎว่ามีสำนักข่าวได้เผยแพร่ จดหมายภาษาอังกฤษ ที่ระบุว่ากองทัพเรือได้หลบเรดาร์สื่อ ดำดินไปเซ็นต์ สัญญากับทางการจีน ก่อนวันที่ 30 ก.ย. 63 หรือพูดง่ายๆ ก็คือก่อนสิ้นปีงบ 63 เพื่อให้โครงการนี้ไม่ตกไป ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ดำดิน เก่งขนาดนี้ไม่ต้องซื้อเรือดำน้ำก็ได้ แต่นี่คือหนึ่งในภาระงบประมาณก้อนใหญ่ และพล.อ.ประยุทธ์ จะปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นเรื่องนี้ ไม่ได้”

พิจารณ์ ยังชี้ว่า อีกปัญหาใหญ่ของกลาโหมคือโครงสร้างกำลังพลที่ใหญ่โตเกินไป จากงบแผนงานบุคลากรของกลาโหม มีสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งกระทรวง และงบปี 65 ด้านบุคลากรยังสูงขึ้น 1.7% สวนทางกับงบภาพรวมของกระทรวงที่ลดลง และไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าด้วยความจำเป็นอะไรที่ทำให้จึงต้องมีกำลังพลใหญ่โตขนาดนี้

เหตุที่มีกำลังพลขนาดใหญ่เป็นเพราะผลที่สืบเนื่องมาจากการจัดโครงสร้างกำลังพลของกองทัพเพื่อรองรับต่อภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ หรือสงครามเย็นในอดีต แต่เวลาผ่านไปภัยคุกคามเปลี่ยนไปแล้วและยังไม่มีวี่แววที่จะเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านจนนำไปสู่การใช้กำลังพลขนาดใหญ่แบบในอดีต แต่ก็ไม่เคยปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังพลมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อไปอ่านแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 3 ปี (2563-65) ของกองทัพบก เพื่อหาดูว่า ทางกองทัพจะมีแผนในการลดขนาดกำลังพลที่ใหญ่โตอย่างไร ต้องผิดหวัง เพราะแม้จะมีการกำหนดเรื่องนี้ในเป้าหมายและตัวชี้วัดแต่กลับไม่มีการพูดถึงรูปธรรมในทางปฏิบัติ ไม่มีเป้าหมายเชิงปริมาณ ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ต้องทำให้สำเร็จ

“ลองคิดดูว่าหากเราตั้งเป้าหมาย ลดงบแผนงานบุคลากรของกลาโหม โดยให้ทั้งกระทรวงมีสัดส่วนเท่ากับที่ กองทัพอากาศเป็นอยู่ จะใช้งบประมาณด้านบุคลากรอยู่ที่ 35% ของงบประมาณ จะทำให้มีงบประมาณเหลือใช้อีก 30,000 ล้านบาทต่อปีงบประมาณ แปลว่า แม้กลาโหมไม่ได้งบเพิ่มเลยจากนี้ไปอีก 5ปี ก็ยังจะมีเงินมากพอสามารถนำไปพัฒนาศักยภาพของกองทัพได้ อยากจะช็อปปิ้งของเล่นเพิ่มก็ทำได้ แค่คุมงบบุคลากรให้ได้ตามนี้ก็พอ สิ่งที่ต้องทำก็คือควรมีการตั้งงบประมาณเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปลดถ่ายกำลังพลก่อนเกษียณ ควรมีการงบประมาณเพื่อการฝึกอาชีพให้ทหาร สร้างทักษะสำหรับอาชีพใหม่ หรือ Re-skill เพื่อรองรับการเกษียณก่อนอายุราชการ”

พิจารณ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า งบกลาโหมปีนี้ให้ผ่านไม่ได้จริงๆ และจากการนั่งฟังอภิปรายมาสองวัน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ห่วงการถูกปรับลดงบของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอยางยิ่ง เรื่องนี้ต้องไม่ใช่แค่พูดว่าห่วงใยแล้วสุดท้ายไปยกมือให้ ทำตัวเหมือนเป็นเด็กดื้องอแง แต่พอได้รถไฟฟ้ามาเป็นของเล่นก็จะยกมือผ่านให้ ยืนยันว่าการโหวตคว่ำร่าง ปีงบ 65 เป็นวิธีการที่รวบรัดที่สุดในการคืนงบประมาณแก่กระทรวงสาธารณสุข เพราะจะกลับไปใช้งบ 64 พลางก่อน โดยไม่ต้องรอไปแก้ไขในชั้น กมธ. ไม่ต้องไปหวัง พ.ร.ก.เงินกู้ 500,000 ล้านที่จะไปอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นวิธีที่โรแมนติกที่สุดที่จะพาหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับสู่บ้านแห่งความสุขพร้อมกับส่ง พล.อ.ประยุทธ์กลับบ้านเก่า

เว็บไอโอยังอยู่ ‘งบโหมไฟใต้’ ยังเน้นโฆษณาชวนเชื่อ งบสันติภาพโดนลด

ณัฐวุฒิ บัวปทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยระบุว่า อภิปรายงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งในยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นความมั่นคง ได้กำหนดตัวชี้วัดว่า จะต้องลดงบประมาณด้านความมั่นคงปีละ 10 % และลดจำนวนเหตุรุนแรงปีละ 20% และในงบแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2565 ตั้งไว้ 7,144.30 ล้านบาท ปรากฎว่าลดลงจากปีที่แล้ว 1,145 ล้านบาท และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี

“ตัวเลขที่ลดลงเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้พิจารณาถึงรายละเอียดก่อนว่า การจัดสรรงบแบบนี้จะช่วยดับไฟใต้ลงจริงหรือไม่ ขอย้ำอีกรอบว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้คือการเจรจาสันติภาพกับฝ่ายผู้เห็นต่าง ดังที่ Peace Survey เคยทำผลสำรวจไว้เมื่อต้นปี 2562 ว่าประชาชนในพื้นที่ 65% เห็นว่าการพูดคุยสันติภาพเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา ต่อมา ช่วงต้นปี 2563 หลายฝ่ายได้แสดงความต้องการให้เกิดเจรจาสันติภาพอย่างชัดเจน ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2565 นี้จึงควรเป็นปีที่การเจรจาสันติภาพต้องเป็นวาระที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ที่นับเป็นตลกร้ายคือ แม้ทิศทางของสถานการณ์จะมุ่งไปสู่การเจรจาสันติภาพและมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำชายแดนภาคใต้กลับสู่สภาวะปกติ ปรากฏว่ารายละเอียดของงบประมาณกลับเปลี่ยนไปจากปีก่อนๆ น้อยมาก”

ณัฐวุฒิ ชี้ว่า เมื่อดูสัดส่วนของงบประมาณแล้ว พบว่า งบโฆษณาชวนเชื่อยังคงมีสัดส่วนสูงที่สุดเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด ตามมาด้วยงบความมั่นคง สัดส่วนสูงถึง 35% ในขณะที่งบกระบวนการสันติภาพที่ควรได้รับความสำคัญเป็นอย่างสูง กลับมีสัดส่วนเพียง 8% เท่านั้น ลดลงไปเกือบครึ่ง ลำดับความสำคัญยังคงเป็นแบบเดิม สิ่งที่รัฐบาลทำออกมา คือแค่ลดให้พออ้างได้ว่าทำตามยุทธศาสตร์ชาติแล้ว หรือให้พอเอาหน้ารอดต่อสภาได้เท่านั้น แต่โครงการเจ้าปัญหาต่างๆ ยังถูกเก็บไว้ทั้งหมด

“โครงการด้านโฆษณาชวนเชื่อยังอยู่ ยังจำโครงการ ‘ส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง’ ได้หรือไม่ เราเคยอภิปรายไปแล้วว่าแท้จริงมันคืองบล้างสมอง ส่งทหารเข้าโรงเรียนไปปลูกฝังค่านิยมแบบทหารกับเด็กนักเรียน พยายามครอบงำประชาชนให้คิดแต่ในแบบที่กองทัพต้องการ โครงการนี้หายไปแต่มีโครงการ ‘เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้’ เข้ามาแทนที่ โดยรายละเอียดแทบจะถอดแบบกันมา เพียงแค่ปีนี้งบลดลง 103 ล้านบาท อย่างงบเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 68 ล้านบาท ของ กอ.รมน. รูปแบบกิจกรรมยังเขียนเหมือนเดิมว่าเป็นการ ‘ส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง’ โดยเพิ่มตัวชี้วัดเป็นจำนวนเยาวชน ครู และผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้น นี่เป็นพยายามตบตาสภาใช่หรือไม่ ในเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลเห็นว่าสภาไม่พอใจชื่อโครงการ เลยเปลี่ยนชื่อ พฤติกรรมแบบนี้คือการเห็นสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงตรายางเหมือนสมัย สนช. แค่ตกแต่งเอกสารให้สวยๆ ก็เอามาให้เห็นชอบได้สบายๆ ใช่หรือไม่”

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ในจำนวนนี้เป็นงบ ‘ข่าวกรองเชิงรุก’ ของ กอ.รมน. ถึง 310 ล้านบาท หรือก็คือการสร้างสายข่าว เอาเงินไปเลี้ยงดูปูเสื่อ เรื่องนี้พรรคก้าวไกลเคยอภิปรายไปแล้วว่าคือการสร้างความแตกแยกหวาดระแวงในพื้นที่ เปิดช่องให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีและคอร์รัปชัน กอ.รมน. ยังมีงบสนับสนุนและใช้งานเครือข่ายมวลชนเพื่องานความมั่นคงในชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่นอกแผนบูรณาการฯ อีก 540 ล้านบาท เท่ากับว่า กอ.รมน. มีงบเพื่อใช้ประโยชน์ในงานสายข่าวชายแดนภาคใต้ถึง 850 ล้านบาท

“ที่สำคัญก็คือ เมื่อเช้านี้ผมได้ลองเปิดเว็บ Pulony ดูอีกครั้ง ยังอยู่และยังอัปเดตบทความสร้างความแตกแยกอยู่จนทุกวันนี้ ยังคงโจมตีองค์กรสิทธิมนุษยชน โจมตีประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลอย่างไม่มีหยุดหย่อน นี่คือส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพข่าวกรองจริงหรือไม่ เว็บแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติภาพอย่างไร และถ้าได้งบปี 64 ไป เว็บนี้ก็จะยังอยู่ทำ IO แบบนี้ต่อไปอีกใช่หรือไม่”

ณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากสภาจะยังสนับสนุนงบประมาณแบบที่เป็นอยู่นี้ ก็ไม่ต่างกับการราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟ ที่เผาเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ และผลาญชีวิตและอนาคตของพี่น้องชายแดนภาคใต้ให้กลายเป็นเถ้าธุลี หากรัฐบาลยังคงจัดสรรงบบนฐานของความไม่ไว้ใจประชาชนตั้งแต่ต้น แล้วจะยังเหลืออะไรให้ประชาชนไว้วางใจรัฐได้ และเมื่อประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐแล้ว กระบวนการไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนถาวรคงไม่มีวันเกิดขึ้นได้

“หากรัฐบาลมีความจริงใจต่อประชาชน จงล้มเลิกโครงการโฆษณาชวนเชื่อเสีย ปรับลดงบความมั่นคงลงให้มากยิ่งกว่านี้ หยุดงานข่าวกรองที่รุกล้ำข้อมูลส่วนบุคคลแบบล้นเกิน หยุดสร้างสายข่าว ทูตแห่งความแตกแยก แล้วเอางบเหล่านั้นมาเพิ่มพูนให้กับกระบวนการสันติภาพ การเยียวยาประชาชนที่ถูกกระทำโดยรัฐ การสร้างพื้นที่ที่ผู้คนอยู่ร่วมกันโดยยังคงอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พิสูจน์ความจริงใจให้เห็นผ่านการจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้อง”

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์