จี้ ยธ. เร่งทำคดีวันเฉลิม ญาติเผยพยานในกัมพูชาถูกคุกคาม

4 มิ.ย. 2564 ครอบครัววันเฉลิมและนักกิจกรรมแอมนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยื่นจดหมายเปิดผนึกให้กระทรวงยุติธรรมเร่งคดีและออกกฎหมายเพื่อป้องกันการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย พี่สาววันเฉลิมเผย ศาลกัมพูชาห้ามเผยแพร่เรื่องถูกถามว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายเท่าไหร่ และมีการคุกคามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ลักพาตัววันเฉลิม

ฝ่ายสื่อสารองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รายงานว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงยุติธรรมขอให้เร่งรัดการดำเนินคดีและออกกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักการสากลเพื่อยุติการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย และเรียกร้องทางการไทยเริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายกรณีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่หายตัวไปเมื่อ 4 มิ.ย. 2563 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และทำกิจกรรม “1 ปี เราไม่ลืม  #หนึ่งปีต้องมีความยุติธรรมให้วันเฉลิม” เนื่องในวาระครบรอบหนึ่งปีการหายตัว

นักกิจกรรมแอมเนสตี้ ประเทศไทยและครอบครัววันเฉลิมร่วมสวมเสื้อฮาวาย ใส่หน้ากากวันเฉลิม พร้อมยืนถือป้าย #หนึ่งปีต้องมีความยุติธรรมให้วันเฉลิม เป็นเวลา 12 นาที เพื่อรำลึกถึงเวลา 12 เดือน ที่วันเฉลิมหายตัวไป รวมถึงเพื่อทวงคืนความยุติธรรม และร่วมกันส่งเสียงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยุติการสร้างความหวาดกลัวจากการถูกบังคับให้สูญหาย

นักกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สวมเสื้อฮาวายและหน้ากากวันเฉลิม

นักกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สวมเสื้อฮาวายและหน้ากากวันเฉลิม 

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ครบรอบหนึ่งปีการหายตัวไปของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังไม่มีความยุติธรรมให้แก่เขาและครอบครัว เห็นได้ชัดว่า ทางการกัมพูชาล้มเหลวในการสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมและที่อยู่ของวันเฉลิม และไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีด้านกฎหมายที่จะต้องดำเนินการสอบสวนอย่างเหมาะสมต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเเนลจึงขอเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมติดตาม ผลักดัน และให้คำมั่นเพื่อปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ 

ตลอดทั้งเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการสอบสวนและค้นหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เคารพสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เสียหายและครอบครัว นำตัวคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง เช่น การทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอเรียกร้องให้ทางการไทยให้เริ่มการสอบสวนอย่างเป็นอิสระด้วยตนเอง โดยให้อัยการสูงสุดร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายกรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ตามมาตรา 20 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบกับมาตรา 3 และมาตรา 21 พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และเพื่อประกันความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของการสอบสวนครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการสอบสวนครั้งนี้ด้วย

“ถึงเวลาแล้วที่ทางการไทยต้องเข้ามาทำหน้าที่ และดำเนินการสอบสวนอย่างรอบด้าน อย่างไม่ลำเอียง และเป็นอิสระต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายซึ่งเกิดขึ้นกับพลเมืองของตนเองในระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผู้ลี้ภัยชาวไทยหลายคนถูกบังคับให้สูญหายในประเทศเพื่อนบ้าน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสอบสวนที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังย้ำข้อเรียกร้องที่มีต่อคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน เพื่อให้เกิดมาตรการความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่อกรณีผู้เสียหายจากการบังคับให้สูญหาย รวมทั้งการค้นหา ระบุตำแหน่งที่อยู่ ปล่อยบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“การที่อาเซียนและ AICHR ยังนิ่งเฉย ทั้งที่เกิดการบังคับบุคคลให้สูญหายข้ามพรมแดนภายในภูมิภาค เป็นเรื่องน่าละอาย และถือเป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เลวร้ายสุดครั้งหนึ่ง การลอยนวลพ้นผิด ความอยุติธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางเกิดขึ้นได้ เพราะความเพิกเฉยขององค์กรระดับภูมิภาค ถึงเวลาแล้วที่อาเซียนต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อการบังคับบุคคลให้สูญหาย” ปิยนุชกล่าว

นักกิจกรรมถือป้ายข้อความ "ยุติการสร้างความกลัว จากการบังคับบุคคลให้สูญหาย"

นักกิจกรรมถือป้ายข้อความ "ยุติการสร้างความกลัว จากการบังคับบุคคลให้สูญหาย"

นอกจากนี้ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ยังได้ทวงถามว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนรับจดหมาย ถึงกรณีความคืบหน้าของกรณีการหายตัวไปของวันเฉลิม โดยว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าวว่า ตนสอบถาามไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพว่าดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพรายงานกลับมาว่า มีการตั้งคณะอนุกรรมการคัดกรองเพื่อดูแลสิทธิบุคคลสูญหาย

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อว่า ได้ทำหนังสือไปยัง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์

ในกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรมสอบถามความคืบหน้าจากที่มีผู้แจ้งว่ามีบุคคลสูญหาย แต่บังเอิญว่าคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร จึงต้องประสานไปที่อัยการสูงสุด เพราะเป็นผู้มีอำนาจในการยื่นทำคดีนอกราชอาณาจักร

“มีการส่งเรื่องกลับมาที่ DSI ให้เร่งสืบว่าคดีดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร และทำหนังสือถามไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งก็มีการตอบมาแล้วว่า ให้ดูว่ามีคดีอาญาเกิดขึ้นหรือไม่ สอง ให้ DSI สืบสวนว่ามีความเป็นมาอย่างไร”

ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต กล่าวต่อว่า DSI ได้ทำหนังสือถึงประเทศกัมพูชา และกระทรวงการต่างประเทศให้สอบถามเกี่ยวกับการเข้าหรือออกประเทศของวันเฉลิม ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างรอการตอบกลับจากประเทศกัมพูชา ยังไม่มีหนังสือตอบกลับมา

“ที่เราทำได้ คือ เมื่อ DSI สอบถามแล้ว กรณีนี้จะกลายเป็นเรื่องระหว่างการสืบสวน หากเป็นเรื่องวิสามัญเข้ามาเกี่ยวข้อง มันจะเกี่ยวกับคณะกรรมการคดีพิเศษ ทำหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับบุคคลสูญหาย จึงต้องเรียนให้ทราบก่อนและส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับท่ายอัยการสูงสุด ผมก็จะสอบถามให้ ที่ผ่านมาผมก็พยายามเร่งรัดคดีให้ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชา ต้องดูด้วยว่าเรามีอำนาจในการดำเนินการได้ถึงลำดับไหน

“ในปี 2557 ที่เขาได้ออกนอกประเทศไป เมื่อ 2557 จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่รู้ว่ามีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือเดินทาง หมดอายุไปแล้วหรือไม่ อย่างไร ในรายละเอียดผมจะต้องไปสอบถามอีกที

“ต่อมาก็คือสิทธิอะไรบ้างที่กรมคุ้มครองสิทธิจะสามารถดำเนินการให้ได้บ้าง เพราะในกฎหมายเราก็เป็นเรื่อง 2 ประเด็น ได้แก่ กรณีสาบสูญ ในเรื่องของกรมคุ้มครองสิทธิจะเยียวยาได้หรือไม่ ก็จะต้องดูว่า คดีที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาว่าจะชดเชยเยียวยาได้แค่ไหน”

ด้านสิตานันท์  สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะเชื่อใจกระทรวงยุติธรรมและจะคอยติดตามกรณีต่อไป โดยย้ำว่ามีหลักฐานชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบอย่างจริงใจจากรัฐบาลไทยและกัมพูชา

“ทางการไทยและทางการกัมพูชาควรมีคำตอบให้เราแล้ว ไม่ใช้ปล่อยให้มาถึงหนึ่งปี เพราะหลักฐานนั้นชัดเจนมาก และบ่งบอกได้ว่าวันเฉลิมอยู่ที่นั่นจริงและหายไปจากที่นั่นจริง  ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ ทางเราคาดหวังว่าจะได้รับความจริงใจของรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ว่าจะให้คำตอบเราอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาหนึ่งปีแล้ว”

สิตานันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้รับการยืนยันจากสํานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติว่ามีกรณีนี้เกิดขึ้นจริง แต่ถูกปฏิเสธจากรัฐบาลไทย และได้เปิดเผยอีกว่า ขณะอยู่ระหว่างการไต่สวนคดีที่กัมพูชาในวันที่ 8 ธ.ค. 2563 ตนถูกผู้พิพากษาถามว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายเท่าไหร่ ซึ่งผิดวิสัยจากการเป็นคดีอาญาและถูกห้ามไม่ให้เผยแพร่เรื่องนี้ อีกทั้งยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีการคุกคามพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม หนึ่งในผู้ร่วมยื่นจดหมายปิดผนึกถึงกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหาย เป็นกฎหมายที่กระทรวงยุติธรรมเกี่ยวข้อง จากการอ้างถึงการขอให้มีคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลสาบสูญนั้น สามารถระบุได้ว่ากฎหมายเราไม่เพียงพอต่อการจัดการเรื่องการบังคับให้สูญหาย

“โดยทางกระทรวงยุติธรรมได้มี พ.ร.บ. ชื่อเดียวกันกับที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสามพรรคการเมืองได้เสนอเข้าไปในสภาแล้ว ในฐานะตัวแทนของนักการเมืองคนหนึ่ง และเป็นตัวแทนของผู้ช่วยรัฐมนตรี ขอให้ท่านช่วยติดตามเรื่องการนำ พ.ร.บ. ชื่อเดียวกันทั้งสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นวาระเร่งด่วน” พรเพ็ญกล่าว

ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมยังขอให้ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมผู้รับจดหมาย รับปากว่า จะจัดการกรณีวันเฉลิม ให้ครอบครัวได้รับการเยียวยา และนำคนผิดมาลงโทษ

“แต่กรณีต่อไป กฎหมายฉบับนี้จะต้องติดตามเจ้าหน้าที่รัฐที่ดำเนินการซ่อนศพ หรือดำเนินการต่างๆ นอกราชอาณาจักร จนกระทั่งเป็นปัญหาเรื่องการสืบสวนสอบสวน เพราะที่ผ่านมาทุกหน่วยงานมีคำตอบให้กับการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้เหมือนกันหมดว่า กรอบกฎหมายของประเทศไทยยังไม่เพียงพอสำหรับการสืบสวนสอบสวนที่เป็นอิสระ

“อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องการเยียวยา เราไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานที่บ่งบอกได้ว่ามีการหายไป เพราะมันไม่มี ดังนั้น การกำหนดการเยียวยา ควรต้องยึดมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับกรณีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการจัดจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นให้กับผู้เสียหายและญาติเพื่อให้เป็นทุนในการตามหา” ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ โดยคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ (UN Working Group on Enforced or Involuntary Disappearance - WGEID) ระบุว่า มีผู้ถูกบังคบให้สูญหายในประเทศไทย 87 คน ทั้งจากเหตุการณ์ทางการเมือง พฤษภา 2535 ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ สงครามยาเสพติดช่วงปี 2546-2558 รวมถึงปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าในยุครัฐบาล คสช.

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์